ป่วยโควิดปี 68 พุ่ง 4.1 หมื่นราย เสียชีวิต 14 ศูนย์จีโนมฯ จับตา PA.1 กลายพันธุ์จาก JN.1
กรมควบคุมโรค เผยปี 68 ไทยป่วยโควิดสะสมกว่า 4.1 หมื่นราย เสียชีวิต 14 ราย ขณะที่ศูนย์จีโนมฯ จับตา PA.1 วิวัฒนาการจาก JN.1 ชี้ LP.8.1 หลบภูมิได้ดี ย้ำโควิดปรับตัวไม่หยุดยั้ง
จากกรณีพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่รายงานในระบบเพิ่มสูงขึ้นในระยะนี้ และมีแนวโน้มพบผู้ป่วยมากกว่าโรคไข้หวัดใหญ่ถึง 2 เท่า นั้น
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงข้อมูลผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ตัวเลขผู้ป่วยสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-7 พฤษภาคม 2568 พบผู้ป่วยสะสม 41,187 ราย เสียชีวิตสะสม 14 ราย
ทั้งนี้ ข้อมูลผู้ป่วยจำแนกตามกลุ่มอายุคิดสัดส่วนต่อแสนประชากร ได้แก่ อายุ 0-4 ปี อัตราป่วย 109.4, อายุ 5-9 ปี อัตราป่วย 28.8, อายุ 10-14 อัตราป่วย 19.2, อายุ 15-19 ปี อัตราป่วย 24.8, อายุ 20-29 ปี อัตราป่วย 86, อายุ 30-39 ปี อัตราป่วย 95.6, อายุ 40-49 ปี อัตราป่วย 64.6, อายุ 50-59 ปี อัตราป่วย 44.3 และ อายุ 60 ปีขึ้นไป อัตราป่วย 62.6
โดยข้อมูลผู้ป่วยที่พบมากใน 10 จังหวัด คิดเป็นอัตราป่วยต่อแสนประชากร ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 245.63, ชลบุรี 199.27, ภูเก็ต 195.34, นนทบุรี 182.45, ระยอง 145.46, ปทุมธานี 129.36, สมุทรปราการ 102.99, นครปฐม 102.92, ชุมพร 84.73 และนครศรีธรรมราช 74.86
ขณะที่ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อัพเดตสถานการณ์เชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ก่อโรคโควิด-19 ระบุว่า อัพเดตภูมิทัศน์สมรภูมิสายพันธุ์โควิด LP.8.1 ผงาด XEC ถอยทัพ และ PA.1 น่าจับตา
โดยภาพรวม การติดตามวิวัฒนาการของ SARS-CoV-2 ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง สายพันธุ์ LP.8.1 ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก JN.1 ผ่าน KP.1.1.3 ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแพร่เชื้อที่เพิ่มขึ้น และหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดี กลายเป็นสายพันธุ์ที่แพร่หลายในหลายภูมิภาคในช่วงต้นปี 2025 ขณะที่ XEC ซึ่งเป็นสายพันธุ์ลูกผสม ซึ่งเคยมีสัดส่วนที่สำคัญ แต่เริ่มมีแนวโน้มลดลงในบางพื้นที่ เมื่อเผชิญกับการแข่งขันจาก LP.8.1 ทั้ง 2 สายพันธุ์นี้ ยังไม่พบว่าก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสายพันธุ์โอมิครอนอื่นๆ และวัคซีนที่มีในปัจจุบัน คาดว่าจะมีประสิทธิภาพป้องกันโรครุนแรง
สำหรับสายพันธุ์ PA.1 แม้จะสืบเชื้อสายมาจาก KP.1.1.3 เช่นเดียวกับ LP.8.1 แต่แผนภูมิสายวิวัฒนาการแสดงให้เห็นว่า มีเส้นทางวิวัฒนาการที่แตกต่างออกไป ปัจจุบัน PA.1 มีสัดส่วนการระบาดต่ำ แต่ตำแหน่งที่แตกต่างบนแผนภูมิ ทำให้เป็นที่น่าจับตามองสำหรับการเฝ้าระวังต่อไป
การอุบัติขึ้นของสายพันธุ์ใหม่ๆ เช่น LP.8.1 และ XEC เป็นเครื่องเตือนใจว่า SARS-CoV-2 ยังคงปรับตัวอย่างต่อเนื่อง การเฝ้าระวังทางพันธุกรรมอย่างเข้มแข็ง การประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ และการปรับปรุงมาตรการทางสาธารณสุข รวมถึงวัคซีนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดผลกระทบของการระบาดในอนาคต แม้ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกจะประเมินความเสี่ยงโดยรวมจากสายพันธุ์อย่าง LP.8.1 ว่าอยู่ในระดับต่ำ แต่ความตื่นตัวและการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องยังคงเป็นหัวใจสำคัญ
ทั้งนี้ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ฯ ระบุถึงบริบททางวิวัฒนาการในภาพรวมและผลกระทบต่อสาธารณสุข ว่า สายพันธุ์ JN.1 ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ KP.1.1.3 (ที่เป็นต้นตอของ LP.8.1 และ PA.1) และสายพันธุ์อื่นๆ ที่สำคัญในปัจจุบัน ถือเป็นตัวอย่างของสายพันธุ์ “ผู้ก่อตั้ง” ที่ประสบความสำเร็จ และแตกหน่อออกเป็นสายพันธุ์ย่อยจำนวนมากที่มีลักษณะหลากหลาย
JN.1 เองก็เป็นลูกหลานของ BA.2.86 ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางวิวัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญ ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือ การเกิด “วิวัฒนาการแบบบรรจบ” (convergent evolution) โดยการกลายพันธุ์บางตำแหน่ง (เช่น F456L, R346T) ปรากฏขึ้นอย่างอิสระในสายพันธุ์ย่อยต่างๆ ของ JN.1 ซึ่งบ่งชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ อาจให้ความได้เปรียบแก่ไวรัสภายใต้แรงกดดันจากภูมิคุ้มกันในปัจจุบัน
การเกิดขึ้นของสายพันธุ์อย่าง LP.8.1 และ XEC รวมถึงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องภายในตระกูล JN.1 ตอกย้ำถึงความสามารถของไวรัสในการปรับตัวอย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งนี้ทำให้การเฝ้าระวังทางพันธุกรรมต้องเข้มแข็งและต่อเนื่อง รวมถึงการประเมินกลยุทธ์ด้านสาธารณสุขเป็นระยะ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงองค์ประกอบของวัคซีน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง วัฏจักรต่อเนื่องของวิวัฒนาการของไวรัส (สายพันธุ์ใหม่ที่มีการกลายพันธุ์เพื่อหลบหลีกภูมิคุ้มกัน) และการตอบสนองของมนุษย์ (วัคซีน, ภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อครั้งก่อน) เปรียบเสมือน “การแข่งขันทางอาวุธ” ทางวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าการให้ความสำคัญส่วนใหญ่ มักจะอยู่ที่การกลายพันธุ์ของโปรตีนหนาม เนื่องจากบทบาทในการเข้าสู่เซลล์และเป็นเป้าหมายของแอนติบอดี แต่บทบาทที่เป็นไปได้ของการกลายพันธุ์นอกโปรตีนหนาม ในการมีอิทธิพลต่อลักษณะของไวรัส (ดังที่อาจเป็นกรณีของ LP.8.1) ก็ไม่ควรมองข้าม การเฝ้าระวังทางพันธุกรรมทั้งจีโนม จึงมีความสำคัญ ไม่ใช่เพียงแค่การถอดรหัสพันธุกรรมเฉพาะส่วนโปรตีนหนาม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ป่วยโควิดปี 68 พุ่ง 4.1 หมื่นราย เสียชีวิต 14 ศูนย์จีโนมฯ จับตา PA.1 กลายพันธุ์จาก JN.1
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th