โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

IAA หั่น SET ปีนี้อยู่ที่ 1,231 จุด- ลดเป้า GDP เหลือ 1.87% เหตุการเมือง-ศก.ฉุด ชู 4 หุ้นเด่นปลอดภัย

efinanceThai

เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 10.07 น.

IAA หั่น SET ปีนี้อยู่ที่ 1,231 จุด- ลดเป้า GDP เหลือ 1.87% เหตุการเมือง-ศก.ฉุด ชู 4 หุ้นเด่นปลอดภัย

IAA หั่นเป้า SET สิ้นปีนี้ลงเหลือ 1,231 จุด จากเดิม 1,322 จุด ส่วน GDP ปรับลดเป้าลงมาเหลือโต 1.87% รับการเมือง-เศรษฐกิจฉุด ชู 4 หุ้นเด่นน่าสอย ฝากรัฐบาลเร่งโครงสร้างพื้นฐาน - หา New S-Curve

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นต่อทิศทางการลงทุนครึ่งหลังของปี 68 โดยมีความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนรวม 22 บริษัท ซึ่งแบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) จำนวน 18 บริษัท,บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จำนวน 2 บริษัท และบริษัทโกลด์ฟิวเจอร์ส 2 บริษัท ได้ปรับเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย (SET INDEX) ช่วงสิ้นปี 68 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,231 จุด ซึ่งลดลงจกเดิมที่คาดไว้ที่ 1,322 จุด

และปรับลดสมมติฐาน GDP ไทยปี 68 ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.87% ซึ่งลดลงจากการประเมินเมื่อไตรมาสก่อน ซึ่งคาดการณ์ไว้เดิมที่ 2.56%

สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนจนถึงสิ้นปี 68 มองว่าปัจจัยลบที่นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนให้น้ำหนักมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านการเมืองในประเทศ ซึ่งมีผู้ตอบผลการสำรวจกว่า 100% ของผู้ตอบทั้งหมด รองลงมาคือ เศรษฐกิจภายในประเทศ ส่วนทิศทางฟันด์โลว์ไหลออกและปัจจัยข้อขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและกัมพูชามีผู้ตอบ 80.95% เท่ากันที่มองว่ามีผลกระทบในทางลบ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบอีก 3 ปัจจัยที่โหวตเกิน 50% คือ การเมืองโลก,เศรษฐกิจโลก และผลประกอบการปี 68 ของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.)

ขณะที่ปัจจัยบวกที่มีผู้โหวตเกิน 50% มีเพียง 2 ปัจจัย คือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ซึ่งผู้ตอบแบบสำรวจ 90.91 % เทคะแนนให้อย่างชัดเจน ปัจจัยรองลงมาทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ตามลำดับ

ด้านคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 68 ของตลาดเฉลี่ยได้ที่ 85.43 บาท ปรับลดจากผลสำรวจครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ 90.03 บาท ต่อหุ้น และคาดว่า EPS Growth ของปี 68 เฉลี่ยอยู่ที่ 10.45% ส่วนคาดการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ในสิ้นปี 68 นั้นมีความเห็นต่างกันพอสมควร โดยผู้ตอบ 71% คาดว่าลดลงจากเดิมมาอยู่ที่ 1.50% และมีเพียง 29% มองว่าอาจลดลงมาที่ 1.25% โดยไม่มีผู้มองว่าอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นหรือคงที่ระดับเดิม

นายสมบัติ กล่าวต่อว่าคาดการณ์ค่าเฉลี่ย SET INDEX ณ สิ้นไตรมาส 3/68 อยู่ที่ 1,166 จุด และมองตลอดปีดัชนีฯจะแกว่งตัวในกรอบ 1,023 - 1,267 จุด โดยปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในไตรมาส 3 คือ การเมืองในประเทศ ตามมาด้วยผลการเจรจาเรื่องการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์แนะนำให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน โดยแบ่งเป็น เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 11.50%, กองทุนตราสารหนี้ 20.25%, หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 33.50%, หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 19%, ทองคำหรือกองทุนทองคำ 10.55% และกองทุนอสังหาฯหรือ REIT 5.20%

ทั้งนี้มีรายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 6 สำนักขึ้นไป มีดังนี้

1. ADVANC มองว่าผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 2/68 เติบโต โดยรายได้หลักๆ ธุรกิจมือถือ APRU เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธุรกิจอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงโมเมนตัมดี ส่วนธุรกิจลูกค้าองค์กร ได้แรงหนุน Data center and Cloud ขณะที่ได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก – พรีเมียร์ลีกอังกฤษ คาดส่งผลเชิงบวกในระยะยาวต่อการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้บริการ

2. BDMS มองว่าเป็น Defensive play ที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่ ผลประกอบการไตรมาส 2/68 คาดได้แรงหนุนจากผู้ป่วยในประเทศที่เร่งตัวขึ้น ตามโรคระบาดที่กลับมาอีกครั้ง

3. CPALL ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ และคาดกำไรไตรมาส 2/68 ยังโตต่อเนื่อง

4. GULF ปัจจัยสนับสนุนจากผลการดำเนินงานมั่นคงจากธุรกิจไฟฟ้าและ ADVANC จ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ โอกาสเติบโตเข้าสู่ธุรกิจ Digital

ส่วนหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นบางบริษัทในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ราคาเกินพื้นฐาน ได้รับผลกระทบจาก CAP WEIGHT และหุ้นที่มีประเด็นธรรมาภิบาลที่ต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อมั่น

นอกจากนี้นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ ได้แก่ เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนภาครัฐที่หนุนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรม New S-Curve และเทคโนโลยี

ส่วนข้อเสนอด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ได้แก่ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ควบคุมการสวมสิทธิ์ ลดการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากจีนที่กดดันผู้ประกอบการในประเทศ และตามมาด้านการช่วยเหลือภาคประชาชน ได้แก่ มาตรการลดหย่อนภาษี โครงการคนละครึ่ง สนับสนุนการศึกษา ส่งเสริมวิชาชีพ และพัฒนาทักษะแรงงาน

นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่นคง บล.บัวหลวง กล่าวว่าประเมินดัชนีหุ้นไทยกรณีที่แย่สุด (Worst case) ปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 980 - 1,030 จุด ภายใต้สมมติฐานหลักที่กำไรต่อหุ้น (EPS) ตลาดลดลงสู่ระดับ 73 บาท และ GDP Growth เพียง 0.9% พร้อมคาดว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงพีคของความผันผวนในระยะ 1-3 เดือนข้างหน้า โดยมีแรงกกดันจากปัจจัยภายนอกคือ ผลกระทบจากภาษีทรัมป์และสงครามในตะวันออกกลางและยุโรป ส่วนปัจจัยลบภายในคือหนี้ครัวเรือนที่สูง การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้า และกำไรบริษัทยังโดนคัทต่อ รวมถึงการเมืองไม่นิ่ง ซึ่งอาจทำให้งบลงทุนใหม่ล่าช้า

ทั้งนี้ด้านกลยุทธ์การลงทุนในช่วงไตรมาส 3/68 เน้นเทรดดิ้ง โดยประเมินหากดัชนีฯย่อต่ำกว่าระดับ 1,000 จุด ถือเป็นจุดน่าสะสม ซึ่งหากดัชนีฯเด้งตัวขึ้นก็เน้นเทขายทำกำไร และรอรอบใหม่ในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4/68 ส่วนกลุ่มหุ้นที่แนะนำลงทุนมี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.Dividend play เช่น กลุ่มธนาคาร, 2.Earnings play เช่น กลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง,สื่อสาร และโรงไฟฟ้า และ3.Global play เช่น กลุ่มปิโตรเคมี

เรียบเรียง โดย ปริวัฒน์ หินพลอย อนุมัติ โดย สุรเมธี มณีสุโข
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...