IAA หั่น SET ปีนี้อยู่ที่ 1,231 จุด- ลดเป้า GDP เหลือ 1.87% เหตุการเมือง-ศก.ฉุด ชู 4 หุ้นเด่นปลอดภัย
IAA หั่น SET ปีนี้อยู่ที่ 1,231 จุด- ลดเป้า GDP เหลือ 1.87% เหตุการเมือง-ศก.ฉุด ชู 4 หุ้นเด่นปลอดภัย
IAA หั่นเป้า SET สิ้นปีนี้ลงเหลือ 1,231 จุด จากเดิม 1,322 จุด ส่วน GDP ปรับลดเป้าลงมาเหลือโต 1.87% รับการเมือง-เศรษฐกิจฉุด ชู 4 หุ้นเด่นน่าสอย ฝากรัฐบาลเร่งโครงสร้างพื้นฐาน - หา New S-Curve
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นต่อทิศทางการลงทุนครึ่งหลังของปี 68 โดยมีความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนรวม 22 บริษัท ซึ่งแบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) จำนวน 18 บริษัท,บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จำนวน 2 บริษัท และบริษัทโกลด์ฟิวเจอร์ส 2 บริษัท ได้ปรับเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย (SET INDEX) ช่วงสิ้นปี 68 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,231 จุด ซึ่งลดลงจกเดิมที่คาดไว้ที่ 1,322 จุด
และปรับลดสมมติฐาน GDP ไทยปี 68 ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.87% ซึ่งลดลงจากการประเมินเมื่อไตรมาสก่อน ซึ่งคาดการณ์ไว้เดิมที่ 2.56%
สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนจนถึงสิ้นปี 68 มองว่าปัจจัยลบที่นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนให้น้ำหนักมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านการเมืองในประเทศ ซึ่งมีผู้ตอบผลการสำรวจกว่า 100% ของผู้ตอบทั้งหมด รองลงมาคือ เศรษฐกิจภายในประเทศ ส่วนทิศทางฟันด์โลว์ไหลออกและปัจจัยข้อขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและกัมพูชามีผู้ตอบ 80.95% เท่ากันที่มองว่ามีผลกระทบในทางลบ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบอีก 3 ปัจจัยที่โหวตเกิน 50% คือ การเมืองโลก,เศรษฐกิจโลก และผลประกอบการปี 68 ของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.)
ขณะที่ปัจจัยบวกที่มีผู้โหวตเกิน 50% มีเพียง 2 ปัจจัย คือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ซึ่งผู้ตอบแบบสำรวจ 90.91 % เทคะแนนให้อย่างชัดเจน ปัจจัยรองลงมาทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ตามลำดับ
ด้านคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 68 ของตลาดเฉลี่ยได้ที่ 85.43 บาท ปรับลดจากผลสำรวจครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ 90.03 บาท ต่อหุ้น และคาดว่า EPS Growth ของปี 68 เฉลี่ยอยู่ที่ 10.45% ส่วนคาดการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ในสิ้นปี 68 นั้นมีความเห็นต่างกันพอสมควร โดยผู้ตอบ 71% คาดว่าลดลงจากเดิมมาอยู่ที่ 1.50% และมีเพียง 29% มองว่าอาจลดลงมาที่ 1.25% โดยไม่มีผู้มองว่าอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นหรือคงที่ระดับเดิม
นายสมบัติ กล่าวต่อว่าคาดการณ์ค่าเฉลี่ย SET INDEX ณ สิ้นไตรมาส 3/68 อยู่ที่ 1,166 จุด และมองตลอดปีดัชนีฯจะแกว่งตัวในกรอบ 1,023 - 1,267 จุด โดยปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในไตรมาส 3 คือ การเมืองในประเทศ ตามมาด้วยผลการเจรจาเรื่องการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์แนะนำให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน โดยแบ่งเป็น เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 11.50%, กองทุนตราสารหนี้ 20.25%, หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 33.50%, หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 19%, ทองคำหรือกองทุนทองคำ 10.55% และกองทุนอสังหาฯหรือ REIT 5.20%
ทั้งนี้มีรายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 6 สำนักขึ้นไป มีดังนี้
1. ADVANC มองว่าผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 2/68 เติบโต โดยรายได้หลักๆ ธุรกิจมือถือ APRU เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธุรกิจอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงโมเมนตัมดี ส่วนธุรกิจลูกค้าองค์กร ได้แรงหนุน Data center and Cloud ขณะที่ได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก – พรีเมียร์ลีกอังกฤษ คาดส่งผลเชิงบวกในระยะยาวต่อการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้บริการ
2. BDMS มองว่าเป็น Defensive play ที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่ ผลประกอบการไตรมาส 2/68 คาดได้แรงหนุนจากผู้ป่วยในประเทศที่เร่งตัวขึ้น ตามโรคระบาดที่กลับมาอีกครั้ง
3. CPALL ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ และคาดกำไรไตรมาส 2/68 ยังโตต่อเนื่อง
4. GULF ปัจจัยสนับสนุนจากผลการดำเนินงานมั่นคงจากธุรกิจไฟฟ้าและ ADVANC จ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ โอกาสเติบโตเข้าสู่ธุรกิจ Digital
ส่วนหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นบางบริษัทในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ราคาเกินพื้นฐาน ได้รับผลกระทบจาก CAP WEIGHT และหุ้นที่มีประเด็นธรรมาภิบาลที่ต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อมั่น
นอกจากนี้นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ ได้แก่ เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนภาครัฐที่หนุนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรม New S-Curve และเทคโนโลยี
ส่วนข้อเสนอด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ได้แก่ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ควบคุมการสวมสิทธิ์ ลดการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากจีนที่กดดันผู้ประกอบการในประเทศ และตามมาด้านการช่วยเหลือภาคประชาชน ได้แก่ มาตรการลดหย่อนภาษี โครงการคนละครึ่ง สนับสนุนการศึกษา ส่งเสริมวิชาชีพ และพัฒนาทักษะแรงงาน
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่นคง บล.บัวหลวง กล่าวว่าประเมินดัชนีหุ้นไทยกรณีที่แย่สุด (Worst case) ปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 980 - 1,030 จุด ภายใต้สมมติฐานหลักที่กำไรต่อหุ้น (EPS) ตลาดลดลงสู่ระดับ 73 บาท และ GDP Growth เพียง 0.9% พร้อมคาดว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงพีคของความผันผวนในระยะ 1-3 เดือนข้างหน้า โดยมีแรงกกดันจากปัจจัยภายนอกคือ ผลกระทบจากภาษีทรัมป์และสงครามในตะวันออกกลางและยุโรป ส่วนปัจจัยลบภายในคือหนี้ครัวเรือนที่สูง การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้า และกำไรบริษัทยังโดนคัทต่อ รวมถึงการเมืองไม่นิ่ง ซึ่งอาจทำให้งบลงทุนใหม่ล่าช้า
ทั้งนี้ด้านกลยุทธ์การลงทุนในช่วงไตรมาส 3/68 เน้นเทรดดิ้ง โดยประเมินหากดัชนีฯย่อต่ำกว่าระดับ 1,000 จุด ถือเป็นจุดน่าสะสม ซึ่งหากดัชนีฯเด้งตัวขึ้นก็เน้นเทขายทำกำไร และรอรอบใหม่ในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4/68 ส่วนกลุ่มหุ้นที่แนะนำลงทุนมี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.Dividend play เช่น กลุ่มธนาคาร, 2.Earnings play เช่น กลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง,สื่อสาร และโรงไฟฟ้า และ3.Global play เช่น กลุ่มปิโตรเคมี
เรียบเรียง โดย ปริวัฒน์ หินพลอย อนุมัติ โดย สุรเมธี มณีสุโข
ดูข่าวต้นฉบับ