โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“พระวิญญาณ ร.3” เรื่องหลอนพระที่นั่งจักรีฯ เห็นกันทั่วทั้งมหาดเล็ก เจ้าจอม เจ้าฟ้า

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 11.45 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 10.35 น.
ท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ภาพถ่ายเก่าสมัยรัชกาลที่ 5

“เรื่องหลอน” ที่ซุบซิบกันของคนในรั้วในวังตั้งแต่อดีต คือเรื่อง “พระวิญญาณรัชกาลที่ 3” ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ซึ่งเห็นกันทั่วทั้งบรรดามหาดเล็ก เจ้าจอมในรัชกาลที่ 4 และเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถครั้งยังทรงพระเยาว์

เอนก นาวิกมูลศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2563 เล่าเรื่องดังกล่าวในหนังสือ ผีไทยโดยอ้างที่มาจาก หนังสือของพระอมรฤดี (เอนกสันนิษฐานว่าคือ นารถ บุณยเกียรติ) ซึ่งกล่าวถึงพระวิญญาณรัชกาลที่ 3 โดยระบุชัดในคำปรารภของหนังสือว่า “ข้าพเจ้าทราบจากบุคคลที่มีบรรดาศักดิ์สูงควรเชื่อได้”

พระอมรฤดีรับรองว่าคนที่รับราชการอยู่ทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในทราบเรื่องนี้ดี แต่เป็นเรื่องซุบซิบปกปิดมานาน สมควรเปิดเผยได้แล้ว จึงขอเล่าตามที่ทราบมา ดังว่า

“ข้าพเจ้ารับรองว่าเรื่องนี้คนเก่า ๆ ที่รับราชการอยู่ทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในทราบเรื่องดี จึงขอให้ผู้อ่านพิจารณาด้วยความปราศจากอคติ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง และเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าคิดแล้วคิดอีกหลายครั้งหลายหนมันเกี่ยวกับการต่ำสูง เป็นเรื่องที่ซุบซิบปกปิดกันมาเป็นเวลานานหนักหนา สมควรที่จะเปิดเผยได้แล้ว ในที่สุดก็ตัดสินใจเขียนตามเค้าเรื่องที่ทราบมา”

เรื่องเกิดบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท กล่าวคือ มีผู้เห็นพระวิญญาณของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 (สวรรคต พ.ศ. 2367) แล้วนำมากระซิบกระซาบกันภายในพระราชฐาน บางคนเห็นทรงยืนข้างพระทวาร (ประตู) ห้องพระบรรทม ทรงยืนเท้าสะเอวหน้าพระบัญชร (หน้าต่าง) หรือพระราชดำเนินไปตามเฉลียงท้องพระโรงแล้วทรงหายพระองค์ไป

คนที่เห็นทุกคนให้การตรงกันว่า ทรงพระภูษาแดงลอยชาย ปราศจากฉลองพระองค์ (เสื้อ) ทุกครั้ง และเมื่อได้ประสบก็หลับตาหมอบกราบด้วยความกลัวจนตัวสั่นสะท้านไม่กล้าร้องโวยวาย

ตัวอย่างผู้ที่เคยเห็นคือ คุณท้าวโสภานิเวศน์(เล็ก ณ นคร) เจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แต่ไม่มีพระราชโอรสและพระราชธิดา เมื่อรัชกาลที่ 4 เสด็จสวรรคตแล้วยังรับราชการต่อจนถึงรัชกาลที่ 6

พ.ศ. 2448 (รัชกาลที่ 5) พระอมรฤดีเริ่มเข้ารับราชการในกรมมหาดเล็ก เวรศักดิ์ เมื่อคุณท้าวฯ ได้ทราบว่าพระอมรฤดีเป็นหลานของน้องชายท่าน จึงเล่าเรื่องให้ท่านฟังเมื่อ พ.ศ. 2450 ซึ่งมีงานเฉลิมศิริราชสมบัติรัชกาลที่ 5 มีมหรสพมากมายในพระนคร คนทั้งหลายแห่แหนกันมาดูอย่างล้นหลาม คุณท้าวฯ ก็ได้ออกมาชมโคมไฟด้วย เมื่อข้าหลวงที่ตามท่านออกมากลับไปแล้วจึงได้เผยประสบกาณณ์ลึกลับแก่พระอมรฤดี

คุณท้าวฯ เล่าว่า มีคืนวันหนึ่งเมื่อพระเจ้าอยู่หัวเข้าที่พระบรรทมแล้ว ตัวท่านเองนอนอยู่ในมุ้งกลางท้องพระโรง หน้าห้องพระบรรทม พร้อมข้าหลวงอื่นรวม 8-9 คน เมื่อเข้านอนเรียบร้อยพอจะเคลิ้ม ๆ ก็ได้ยินเสียง“ก๊อกแก๊ก ก๊อกแก๊ก”คล้ายคนเอาไม้เท้าหรือวัตถุอะไรเคาะกับพื้นกระเบื้อง จึงมองหาว่าต้นเสียงมาจากไหน

จากนั้นท่านก็ถึงกับตกตะลึง ตัวแข็ง ขนลุกซู่ เมื่อเห็นร่างหนึ่งมีลักษณะอ้วนล่ำใหญ่ นุ่งผ้าแดงลอยชาย หันหลังมาทางที่ท่านนอนอยู่ และกำลังเดินเลี้ยวไปทางหอประชุมแล้วลับหายไป

ท่านย้ำอย่างแน่ใจกับพระอมรฤดีว่า เป็นองค์รัชกาลที่ 3 อย่างแน่นอน

คนต่อมาคือ นายรอด ไกรฤกษ์ ซึ่งภายหลังได้เป็นพระสุนทรฯ และนับถือพระอมรฤดีเหมือนพี่ชาย ก็เล่าเรื่องให้พระอมรฤดีฟังครั้งมีโอกาสได้อยู่หมู่เวรยามด้วยกัน เมื่อราว พ.ศ. 2456-2457 ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งช่วงนั้นประทับในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

นายรอดเล่าว่า คืนหนึ่งตนได้เจอกับบุรุษผู้หนึ่ง ร่างอ้วนใหญ่ นุ่งผ้าแดงลอยชาย เดินช้า ๆ แล้วก้าวเท้าหายเข้าไปทางห้องทรงพระอักษร ตอนนั้นไม่รู้ว่านั่นคือองค์รัชกาลที่ 3 แต่เข้าใจเอง ณ ขณะนั้นว่าต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง สุดท้ายได้แต่ปกปิดเรื่องนี้ไว้ ไม่ได้ปริปากอีกเลย

อีกเรื่องที่พระอมรฤดีเล่าคือ เย็นวันหนึ่ง ฝ่ายในได้เชิญเสด็จอุ้ม เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ หรือ “ทูลกระหม่อมเล็ก” มายังห้องขนาดใหญ่ ซึ่งมีพระบรมรูปพระเจ้าแผ่นดินทั้ง 5 รัชกาล เพราะเหมาะสำหรับทรงพระสำราญในการกระโดดโลดเต้นหรือเล่นซ่อนหา โดยขณะนั้นทูลกระหม่อมเล็กพระชนมายุเพียง 5-6 พรรษาเท่านั้น ยังไม่ได้โสกันต์ (โกนจุก) ด้วยซ้ำ

แล้วเรื่องราวชวนขนลุกก็เกิดขึ้น ขณะที่ทรงพระสำราญในการเล่นซ่อนหากันอยู่นั้น เป็นเวลาเกือบเย็นค่ำแล้ว ขณะทูลกระหม่อมเล็กทรงกำลังเที่ยวค้นหาคนอื่นก็ทรงเห็นใครคนหนึ่งเข้ามา จึงเรียกมหาดเล็กให้ช่วยจับตัว พวกมหาดเล็กพากันปูพรมเที่ยวค้นหากันให้วุ่น ปรากฏว่าหาจนทั่วก็ยังไม่เจอใคร จึงถามถึงรูปร่างของคนผู้นั้น

ทูลกระหม่อมเล็กทรงบอกว่า อ้วน ๆ ใหญ่โต นุ่งผ้าแดง เดินหายเข้าไปทางห้องมุขตะวันออกที่เป็นห้องสำหรับจัดรับแขกเมือง

พอพระองค์ทรงเดินไปถึงพระบรมรูปของรัชกาลที่ 3 ก็ทรงหยุดนิ่งแหงนเพ่งมองรูปอยู่อึดใจใหญ่ แล้วทรงอุทานพร้อมชี้นิ้วไปยังพระบรมรูปนั้น รับสั่งอย่างเด็ก ๆ ไร้เดียงสาว่า “นี่แน่ะ! อีตาคนนี้แน่ะ”

พวกมหาดเล็กเข้าใจเรื่องจึงรีบเชิญเสด็จกลับไปส่งยังฝ่ายในทันที มิให้ทรงรับสั่งอันใดอีก

เมื่อสมเด็จพระพันปีหลวง (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ) ทรงทราบ ก็ทรงรำพึงว่าพวกเด็ก ๆ ไปวิ่งเล่นกันอึกทึกเป็นที่กวนพระราชหฤทัย หรือจะทรงระลึกถึงลูก ๆ หลาน ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง เลยแสดงพระองค์ให้ปรากฏออกมา จึงทรงจัดพวงมาลัยและธูปเทียนส่งให้ข้าหลวงออกมาขอพระราชทานขอขมาอย่างเงียบ ๆ ไม่ให้ข่าวนี้แพร่งพราย เรื่องก็ถูกปกปิดตลอดมาทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน

เรื่องดังกล่าว พระอมรฤดีได้ฟังจากพระยานิพัทธราชกิจ(อ้น นรพัลลภ) ผู้ช่วยจางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ 5 และหลวงเสวกวัชรี(สงวน บุณยเกียรติ) ทั้งคู่รับราชการในสำนักของพระพันปีหลวงฯ และเป็นข้อความตรงกัน

เหล่านี้คือเรื่องราวพระวิญญาณรัชกาลที่ 3 ในหนังสือของพระอมรฤดี ส่วนผู้อ่านจะเชื่อถือหรือไม่ประการใดนั้น ขอให้พิจารณาด้วยวิจารณญาณ…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

เอนก นาวิกมูล. (2567). ผีไทย.กรุงเทพฯ : แสงดาว.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 มิถุนายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “พระวิญญาณ ร.3” เรื่องหลอนพระที่นั่งจักรีฯ เห็นกันทั่วทั้งมหาดเล็ก เจ้าจอม เจ้าฟ้า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...