“พระวิญญาณ ร.3” เรื่องหลอนพระที่นั่งจักรีฯ เห็นกันทั่วทั้งมหาดเล็ก เจ้าจอม เจ้าฟ้า
“เรื่องหลอน” ที่ซุบซิบกันของคนในรั้วในวังตั้งแต่อดีต คือเรื่อง “พระวิญญาณรัชกาลที่ 3” ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ซึ่งเห็นกันทั่วทั้งบรรดามหาดเล็ก เจ้าจอมในรัชกาลที่ 4 และเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถครั้งยังทรงพระเยาว์
เอนก นาวิกมูลศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2563 เล่าเรื่องดังกล่าวในหนังสือ ผีไทยโดยอ้างที่มาจาก หนังสือของพระอมรฤดี (เอนกสันนิษฐานว่าคือ นารถ บุณยเกียรติ) ซึ่งกล่าวถึงพระวิญญาณรัชกาลที่ 3 โดยระบุชัดในคำปรารภของหนังสือว่า “ข้าพเจ้าทราบจากบุคคลที่มีบรรดาศักดิ์สูงควรเชื่อได้”
พระอมรฤดีรับรองว่าคนที่รับราชการอยู่ทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในทราบเรื่องนี้ดี แต่เป็นเรื่องซุบซิบปกปิดมานาน สมควรเปิดเผยได้แล้ว จึงขอเล่าตามที่ทราบมา ดังว่า
“ข้าพเจ้ารับรองว่าเรื่องนี้คนเก่า ๆ ที่รับราชการอยู่ทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในทราบเรื่องดี จึงขอให้ผู้อ่านพิจารณาด้วยความปราศจากอคติ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง และเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าคิดแล้วคิดอีกหลายครั้งหลายหนมันเกี่ยวกับการต่ำสูง เป็นเรื่องที่ซุบซิบปกปิดกันมาเป็นเวลานานหนักหนา สมควรที่จะเปิดเผยได้แล้ว ในที่สุดก็ตัดสินใจเขียนตามเค้าเรื่องที่ทราบมา”
เรื่องเกิดบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท กล่าวคือ มีผู้เห็นพระวิญญาณของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 (สวรรคต พ.ศ. 2367) แล้วนำมากระซิบกระซาบกันภายในพระราชฐาน บางคนเห็นทรงยืนข้างพระทวาร (ประตู) ห้องพระบรรทม ทรงยืนเท้าสะเอวหน้าพระบัญชร (หน้าต่าง) หรือพระราชดำเนินไปตามเฉลียงท้องพระโรงแล้วทรงหายพระองค์ไป
คนที่เห็นทุกคนให้การตรงกันว่า ทรงพระภูษาแดงลอยชาย ปราศจากฉลองพระองค์ (เสื้อ) ทุกครั้ง และเมื่อได้ประสบก็หลับตาหมอบกราบด้วยความกลัวจนตัวสั่นสะท้านไม่กล้าร้องโวยวาย
ตัวอย่างผู้ที่เคยเห็นคือ คุณท้าวโสภานิเวศน์(เล็ก ณ นคร) เจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แต่ไม่มีพระราชโอรสและพระราชธิดา เมื่อรัชกาลที่ 4 เสด็จสวรรคตแล้วยังรับราชการต่อจนถึงรัชกาลที่ 6
พ.ศ. 2448 (รัชกาลที่ 5) พระอมรฤดีเริ่มเข้ารับราชการในกรมมหาดเล็ก เวรศักดิ์ เมื่อคุณท้าวฯ ได้ทราบว่าพระอมรฤดีเป็นหลานของน้องชายท่าน จึงเล่าเรื่องให้ท่านฟังเมื่อ พ.ศ. 2450 ซึ่งมีงานเฉลิมศิริราชสมบัติรัชกาลที่ 5 มีมหรสพมากมายในพระนคร คนทั้งหลายแห่แหนกันมาดูอย่างล้นหลาม คุณท้าวฯ ก็ได้ออกมาชมโคมไฟด้วย เมื่อข้าหลวงที่ตามท่านออกมากลับไปแล้วจึงได้เผยประสบกาณณ์ลึกลับแก่พระอมรฤดี
คุณท้าวฯ เล่าว่า มีคืนวันหนึ่งเมื่อพระเจ้าอยู่หัวเข้าที่พระบรรทมแล้ว ตัวท่านเองนอนอยู่ในมุ้งกลางท้องพระโรง หน้าห้องพระบรรทม พร้อมข้าหลวงอื่นรวม 8-9 คน เมื่อเข้านอนเรียบร้อยพอจะเคลิ้ม ๆ ก็ได้ยินเสียง“ก๊อกแก๊ก ก๊อกแก๊ก”คล้ายคนเอาไม้เท้าหรือวัตถุอะไรเคาะกับพื้นกระเบื้อง จึงมองหาว่าต้นเสียงมาจากไหน
จากนั้นท่านก็ถึงกับตกตะลึง ตัวแข็ง ขนลุกซู่ เมื่อเห็นร่างหนึ่งมีลักษณะอ้วนล่ำใหญ่ นุ่งผ้าแดงลอยชาย หันหลังมาทางที่ท่านนอนอยู่ และกำลังเดินเลี้ยวไปทางหอประชุมแล้วลับหายไป
ท่านย้ำอย่างแน่ใจกับพระอมรฤดีว่า เป็นองค์รัชกาลที่ 3 อย่างแน่นอน
คนต่อมาคือ นายรอด ไกรฤกษ์ ซึ่งภายหลังได้เป็นพระสุนทรฯ และนับถือพระอมรฤดีเหมือนพี่ชาย ก็เล่าเรื่องให้พระอมรฤดีฟังครั้งมีโอกาสได้อยู่หมู่เวรยามด้วยกัน เมื่อราว พ.ศ. 2456-2457 ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งช่วงนั้นประทับในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
นายรอดเล่าว่า คืนหนึ่งตนได้เจอกับบุรุษผู้หนึ่ง ร่างอ้วนใหญ่ นุ่งผ้าแดงลอยชาย เดินช้า ๆ แล้วก้าวเท้าหายเข้าไปทางห้องทรงพระอักษร ตอนนั้นไม่รู้ว่านั่นคือองค์รัชกาลที่ 3 แต่เข้าใจเอง ณ ขณะนั้นว่าต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง สุดท้ายได้แต่ปกปิดเรื่องนี้ไว้ ไม่ได้ปริปากอีกเลย
อีกเรื่องที่พระอมรฤดีเล่าคือ เย็นวันหนึ่ง ฝ่ายในได้เชิญเสด็จอุ้ม เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ หรือ “ทูลกระหม่อมเล็ก” มายังห้องขนาดใหญ่ ซึ่งมีพระบรมรูปพระเจ้าแผ่นดินทั้ง 5 รัชกาล เพราะเหมาะสำหรับทรงพระสำราญในการกระโดดโลดเต้นหรือเล่นซ่อนหา โดยขณะนั้นทูลกระหม่อมเล็กพระชนมายุเพียง 5-6 พรรษาเท่านั้น ยังไม่ได้โสกันต์ (โกนจุก) ด้วยซ้ำ
แล้วเรื่องราวชวนขนลุกก็เกิดขึ้น ขณะที่ทรงพระสำราญในการเล่นซ่อนหากันอยู่นั้น เป็นเวลาเกือบเย็นค่ำแล้ว ขณะทูลกระหม่อมเล็กทรงกำลังเที่ยวค้นหาคนอื่นก็ทรงเห็นใครคนหนึ่งเข้ามา จึงเรียกมหาดเล็กให้ช่วยจับตัว พวกมหาดเล็กพากันปูพรมเที่ยวค้นหากันให้วุ่น ปรากฏว่าหาจนทั่วก็ยังไม่เจอใคร จึงถามถึงรูปร่างของคนผู้นั้น
ทูลกระหม่อมเล็กทรงบอกว่า อ้วน ๆ ใหญ่โต นุ่งผ้าแดง เดินหายเข้าไปทางห้องมุขตะวันออกที่เป็นห้องสำหรับจัดรับแขกเมือง
พอพระองค์ทรงเดินไปถึงพระบรมรูปของรัชกาลที่ 3 ก็ทรงหยุดนิ่งแหงนเพ่งมองรูปอยู่อึดใจใหญ่ แล้วทรงอุทานพร้อมชี้นิ้วไปยังพระบรมรูปนั้น รับสั่งอย่างเด็ก ๆ ไร้เดียงสาว่า “นี่แน่ะ! อีตาคนนี้แน่ะ”
พวกมหาดเล็กเข้าใจเรื่องจึงรีบเชิญเสด็จกลับไปส่งยังฝ่ายในทันที มิให้ทรงรับสั่งอันใดอีก
เมื่อสมเด็จพระพันปีหลวง (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ) ทรงทราบ ก็ทรงรำพึงว่าพวกเด็ก ๆ ไปวิ่งเล่นกันอึกทึกเป็นที่กวนพระราชหฤทัย หรือจะทรงระลึกถึงลูก ๆ หลาน ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง เลยแสดงพระองค์ให้ปรากฏออกมา จึงทรงจัดพวงมาลัยและธูปเทียนส่งให้ข้าหลวงออกมาขอพระราชทานขอขมาอย่างเงียบ ๆ ไม่ให้ข่าวนี้แพร่งพราย เรื่องก็ถูกปกปิดตลอดมาทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน
เรื่องดังกล่าว พระอมรฤดีได้ฟังจากพระยานิพัทธราชกิจ(อ้น นรพัลลภ) ผู้ช่วยจางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ 5 และหลวงเสวกวัชรี(สงวน บุณยเกียรติ) ทั้งคู่รับราชการในสำนักของพระพันปีหลวงฯ และเป็นข้อความตรงกัน
เหล่านี้คือเรื่องราวพระวิญญาณรัชกาลที่ 3 ในหนังสือของพระอมรฤดี ส่วนผู้อ่านจะเชื่อถือหรือไม่ประการใดนั้น ขอให้พิจารณาด้วยวิจารณญาณ…
อ่านเพิ่มเติม :
- ตำนานความเฮี้ยน ท้าวหิรัญพนาสูร “ผีทรงเลี้ยง” ในรัชกาลที่ 6
- เมื่อรัชกาลที่ 6 มีพระราชดำรัสเล่าประสบการณ์ “เจอผี”
- กลางคืนกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5 น่ากลัว วังเวง และมีคนทำผีหลอก
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
เอนก นาวิกมูล. (2567). ผีไทย.กรุงเทพฯ : แสงดาว.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 มิถุนายน 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “พระวิญญาณ ร.3” เรื่องหลอนพระที่นั่งจักรีฯ เห็นกันทั่วทั้งมหาดเล็ก เจ้าจอม เจ้าฟ้า
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com