โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

นักวิจัยเตือน เราอาจเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่จะได้เห็น "หิ่งห้อย" ก่อนหายไปตลอดกาล

sanook.com

เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 12.00 น. • Sanook
นักวิจัยตือน เราอาจเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่จะได้เห็น

นักวิจัยตือน เราอาจเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่จะได้เห็น "หิ่งห้อย" ก่อนหายไปตลอดกาล เหลือแค่ตำนานให้รุ่นหลัง

ราฟาเอล เดอ ค็อก (Raphaël De Cock) นักวิจัยหิ่งห้อยซึ่งเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเกี่ยวกับตัวอ่อนของหิ่งห้อย กล่าวกับ National Geographic ว่าทุกวันนี้พวกเราต่างเห็นหิ่งห้อยน้อยลงมากเมื่อเทียบกับสมัยยังเป็นเด็ก นักวิจัยยืนยันว่านี่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกไปเอง แต่เป็นความจริงที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ เพราะประชากรหิ่งห้อยทั่วโลกกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง

หิ่งห้อย : แสงดาวระยิบระยับบนพื้นดิน

หิ่งห้อยคือแมลงที่เปล่งแสงได้ สร้างความมหัศจรรย์ในยามค่ำคืนของฤดูร้อน พวกมันอยู่ในวงศ์ Lampyridae ซึ่งมีมากกว่า 2,000 สปีชีส์ ส่วนใหญ่สามารถเรืองแสงได้ หิ่งห้อยจัดอยู่ในกลุ่มด้วงตัวนิ่ม และมีชื่อเรียกหลากหลาย เช่น firefly, lightning bug หรือ glowworm

พฤติกรรมเรืองแสงของพวกมันมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดคู่ผสมพันธุ์ โดยเฉพาะในช่วงหัวค่ำ สำหรับสายพันธุ์ต้นแบบคือ Lampyris noctiluca หรือที่รู้จักในชื่อ “glow-worm” ของยุโรป ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเดิมทีแสงของมันเกิดขึ้นเพื่อเตือนศัตรูว่า ตัวอ่อนของมันไม่อร่อยหรือมีพิษ

ต่อมาพฤติกรรมการเรืองแสงได้พัฒนากลายเป็นสัญญาณในการสืบพันธุ์ด้วย นอกจากนี้ ยังมีตัวเมียของหิ่งห้อยในสกุล Photuris ที่แกล้งเลียนแบบสัญญาณของตัวผู้จากสกุล Photinus เพื่อล่อให้มากินเป็นเหยื่อด้วย

แม้ตัวอ่อนของหิ่งห้อยทุกสายพันธุ์จะเรืองแสงได้ แต่เฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้นที่ยังคงมีแสงในระยะโตเต็มวัย และตำแหน่งของอวัยวะเรืองแสงก็แตกต่างกันทั้งในแต่ละสปีชีส์และระหว่างเพศ

หิ่งห้อยเป็นที่สนใจของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคโบราณ หลายวัฒนธรรมมองว่ามันเป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณหรือสุนทรียะ อย่างในญี่ปุ่นที่ชื่นชมหิ่งห้อยอย่างมาก และยังมีให้เห็นในภาพยนตร์ของมิยาซากิ (เช่น Hotaru no Haka) โดยบางเมืองในญี่ปุ่นถึงกับสร้างสวนไว้เพื่อชมหิ่งห้อยโดยเฉพาะ

แต่น่าเศร้าที่สิ่งมีชีวิตแสนวิเศษนี้กำลังหายไปอย่างรวดเร็วจากธรรมชาติ และงานวิจัยล่าสุดก็ชี้ว่าเราอาจเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ได้เห็นแสงวาบของพวกมัน

ทำไมหิ่งห้อยถึงหายไป?

1. การสูญเสียถิ่นที่อยู่

หิ่งห้อยต้องการที่อยู่เฉพาะ เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าชื้น หรือบริเวณที่มีความชื้นสูง ตัวอ่อนของพวกมันใช้เวลาส่วนใหญ่ในดินหรือใต้ใบไม้ การพัฒนาเมือง การทำเกษตร และการตัดไม้ทำลายป่าได้ทำลายหรือแยกพื้นที่อยู่อาศัยออกจากกัน ทำให้พวกมันไม่สามารถดำรงชีวิตหรือสืบพันธุ์ได้อย่างเหมาะสม

2. มลภาวะทางแสง

แสงจากไฟถนน ป้ายโฆษณา และแสงจากอาคารรบกวนสัญญาณเรืองแสงตามธรรมชาติของหิ่งห้อยที่ใช้ในการจับคู่ ทำให้พวกมันหาคู่ไม่ได้ ส่งผลให้ประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในบางพื้นที่ มลภาวะทางแสงกลายเป็นปัจจัยคุกคามที่รุนแรงยิ่งกว่าการสูญเสียถิ่นที่อยู่เสียอีก

3. สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

ยาฆ่าแมลงที่ใช้ในการเกษตรไม่เพียงฆ่าหิ่งห้อยโดยตรง แต่ยังฆ่าเหยื่อของพวกมันอย่างหอยทากและทากซึ่งเป็นอาหารหลักของตัวอ่อน และยังสามารถปนเปื้อนแหล่งน้ำ ทำให้ระบบนิเวศที่หิ่งห้อยพึ่งพาอยู่เสื่อมโทรมลง

4. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อุณหภูมิและระดับความชื้นที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลต่อวัฏจักรชีวิตของหิ่งห้อย ฤดูร้อนที่อุ่นขึ้นอาจทำให้ฤดูผสมพันธุ์มาเร็วเกินไปหรือไม่ตรงกับช่วงเวลาที่เหมาะสม ส่งผลให้สืบพันธุ์ไม่สำเร็จ การเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝนก็ส่งผลต่อความพร้อมของแหล่งอาศัยและอาหารเช่นกัน

การหายไปของหิ่งห้อยสะท้อนถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่ และยังบ่งชี้ถึงการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศที่มนุษย์เองก็พึ่งพา

สิ่งที่เราสามารถทำได้ มีดังนี้

  • ฟื้นฟูถิ่นที่อยู่อาศัย เช่น การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและป่าไม้

  • ลดมลภาวะทางแสง โดยควบคุมการใช้แสงเทียมในพื้นที่สำคัญ

  • ส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน เช่น การลดการใช้สารเคมี และเลือกใช้วิธีธรรมชาติ

  • ให้ความรู้กับสาธารณชน เพื่อสร้างความเข้าใจในบทบาทของหิ่งห้อยและวิธีการปกป้องพวกมัน

หากเราไม่เริ่มลงมือวันนี้ วันหนึ่งเราอาจต้องพูดถึงหิ่งห้อยแค่ในนิทานหรือเพลงเท่านั้น และลูกหลานของเราจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของแสงระยิบระยับยามค่ำคืนอีกเลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...