ส.ส.ปชน. แนะ สำนักพุทธ ให้วัดทำบัญชีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ ชูศักดิ์ 'เงิน-ผู้หญิง' ทำวัดวุ่น
ฉัตร แนะ ‘สำนักพุทธ’ ให้วัดทำบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายแบบมาตรฐานเดียวกัน-ชัดเจน-ตรวจสอบได้ ด้าน ‘ชูศักดิ์’ รับ สองปัจจัยทำให้วัดมีปัญหาคือเงิน-ผู้หญิง ขันนอต ต้องทำบัญชีให้ชัดเจนเพื่อง่ายตรวจสอบ บอก สำนักพุทธฯ มีอำนาจแค่กำกับดูแลความเรียบร้อย เหตุมีกม.สงฆ์ดูแลอยู่
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เป็นพิเศษ ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาคนที่ 2 เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ต่อเป็นวันที่ 4
จากนั้นเวลา 12.45 น. นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคประชาชน อภิปรายเกี่ยวกับงบของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า วัดกลายเป็นแหล่งกระทำความผิดเกี่ยวกับเงิน เพราะไม่มีการตรวจสอบที่ดีรวมถึงมีกิจกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับเงินสดเงินบริจาค การเช่าวัตถุมงคลต่างๆ ซึ่งปัญหาเหล่านี้คือไม่มีการกำกับดูแลดีพอในเรื่องบัญชี จากการไปพูดคุยจากเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ ตนได้ข้อมูลว่าเจ้าอาวาส พระ กรรมการวัด ทั้งหลายไม่ได้ถนัดที่จะทำบัญชี ซึ่งในทางปฏิบัติการจัดทำรายรับรายจ่ายของวัดนั้น เป็นเพียงบัญชีที่บันทึกเอาไว้เท่านั้นและไม่มีความซับซ้อนใดๆ เป็นไปตามมาตรฐานทางบัญชี ในแต่ละสิ้นสุดของปีบางครั้งวัดก็จะบอกแค่ยอดรวมๆ ซึ่งการกำกับการดูแลเปิดเผยข้อมูล เกี่ยวกับบัญชีรับจ่ายของวัดยังไม่ได้ระบุชัดเจนเพราะกำหนดไว้เพียงให้จัดทำบัญชีวัด 2 เล่ม ได้แก่สมุดเงินสดและบัญชีแยกประเภท ซึ่งเมื่อจัดทำบัญชีทั้ง 2 เล่มแล้วให้เก็บรักษาไว้ที่วัดเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบในการขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ขอเป็นวัดพัฒนาและเผื่อมีชาวบ้านร้องเรียนเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีการกำหนดให้เผยแพร่ให้รับรู้รับทราบหรือตรวจสอบได้โดยทั่วไป และถือเป็นจุดเสี่ยงที่วัดจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดได้ และหากสำนักพุทธฯปล่อยวัดเป็นเช่นนี้ ชาวพุทธที่มีปัญญาคงไม่มีใครทำบุญกับวัดอีกแล้ว ไปทำบุญกับคนที่ควรได้หรือองค์กรที่โปร่งใสจะดีกว่า
นายฉัตรกล่าวต่อว่า ตนขอเสนอสามข้อเพิ่มเติมแนวทางการทำบัญชีเงินวัดคือ 1.กำหนดให้สำนักพุทธฯจัดทำแบบบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายทุกวัดให้มีมาตรฐาน และมาตรฐานเดียวกันทุกวัด 2.วัดต้องนำส่งบัญชีให้สำนักพุทธฯจังหวัดทุกรอบหนึ่งเดือน และวัดต้องติดประกาศเผยแพร่ให้สาธุชนสามารถตรวจสอบได้ และ 3.กำหนดให้สำนักพุทธฯแต่ละจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนจะได้ไปตรวจสอบการทำบัญชีของทุกวันในเขตพื้นที่และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ รวมถึงต้องเปลี่ยนแนวคิดทำนุบำรุงทางกายภาพ เช่น เอาภาษีมาสนับสนุนเงินสร้างวัดปฏิสังขรณ์เสนาสนะ ซึ่งเป็นปัญหาไม่รู้ว่าหลักเกณฑ์หลักเลือกวัดที่ได้รับงบประมาณเป็นอย่างไร เปลี่ยนมาเป็นการตั้งงบเพื่อช่วยเหลือและตรวจสอบบัญชีของวัดดีกว่า
นายฉัตรกล่าวว่า งบเงินอุดหนุนการตรวจการคณะสงฆ์และตรวจตราพระสงฆ์ที่มีอาจาระไม่สมควรแก่สมณวิสัยและส่งเสริมการปฏิบัติงานของพระวินยาธิการ โดยในปี’62 มีงบประมาณเกือบ 13 ล้านบาท และเริ่มลดน้อยลงในปีถัดๆ ไป อาจจะเป็นเพราะภาวะโควิด-19 ซึ่งงบพระวินยาธิการ เป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้พระมือปราบที่มีจิตอาสาได้รับมอบหมายจากพระเถระให้เป็นผู้ตรวจตราสอดส่องคณะสงฆ์ และตั้งสังเกตว่าหากเราสนับสนุนส่งเสริมการทำงานของพระวินยาธิการจะดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งมีความแตกต่างหากเปรียบเทียบกับตำรวจชั้นผู้น้อย ทางตำรวจมือปราบจะมีเงินเดือน มีสินบนนำจับ แต่พระมือปราบไม่มี
“ทำบัญชีวัดโดยกำหนดมาตรฐานชัดเจน ทำระบบให้โปร่งใสตรวจสอบได้ สนับสนุนให้การทำงานของพระวินยาธิการมีประสิทธิภาพเข้มแข็งจึงเป็นการใช้ภาษีอย่างมีประโยชน์ ตรงวัตถุประสงค์ไม่ต้องอุดหนุนสร้างบูรณะวัดให้มากมาย ประชาชนชาวพุทธที่เลื่อมใสศรัทธาในวัด จะทำบุญกับวัดทำนุบำรุงพระศาสนามากขึ้นเอง” นายฉัตรกล่าว
ต่อมานายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงกรณีมีการอภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณสำนักพระพุทธศาสนาว่า เรื่องวัดไร่ขิงที่เป็นที่สนใจของประชาชนเบื่องต้นหากดูพื้นฐานเงินที่เกี่ยวกับวัดจะมีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับเงินที่นำไปบริจาคและทรัพย์สินที่เกิดจากการจัดกิจกรรม ซึ่งปัญหาที่เกิดจากวัดไร่ขิงจะพบว่ามีที่ดินจำนวนมาก แต่ละปีวัดจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ มีการให้เช่าที่ ซึ่งตนทราบว่าราคาเช่าค่อยข้างแพงและรายได้จากการทำกิจกรรมประเภทนี้ค่อนข้างมาก แต่กลับไม่มีการทำบัญชีอย่างเป็นทางการเพื่อให้เกิดการตรวจสอบ แม้จะมีกฎกระทรวงที่ต้องส่งบัญชีให้กับมหาเถระสมาคม หรือสำนักพุทธฯ ได้ดู ซึ่งตนได้ดูว่าเรื่องนี้ไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง
นายชูศักดิ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม หากดูในอดีตวัดที่เกิดปัญหาจะมีการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้จึงทำให้มีทรัพย์สินมากขึ้น จนในที่สุดเกิดการทะเลาะกันของฝ่ายต่างๆ นอกจากนี้ ตนได้เข้าไปคุยกับพระผู้ใหญ่หลายรูปและพบว่าพระเองก็ระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งและจะมีปัญหาและจะทำให้เสียผู้เสียคนหากมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีการบริหารจัดการที่ดี รวมถึงเรื่องผู้หญิง ทั้งนี้ ตนได้ไปค้นในรัฐธรรมนูญก็พบว่าสิ่งไม่เคยมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญคือต้องมีกลไกและมาตรการในป้องกันไม่ให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการและกลไกดังกล่าวด้วย
นายชูศักดิ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สำหรับอำนาจสำนักพุทธฯ ไม่ได้มีอำนาจไปบังคับบัญชาได้โดยตรง เพราะมีกฎระเบียบ กฎหมายคณะสงฆ์กำกับดูแลอยู่ ซึ่งหน้าที่ของเรามีแค่เข้าไปประสานให้กิจการของพระพุทธศาสนาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีอำนาจในการตั้งงบประมาณ ซึ่งงบประมาณในปีนี้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และมีการให้นโยบายไปด้วยว่าจะต้องมีการออกระเบียบให้ชัดเจนสำหรับการนำเงินงบประมาณนี้ไปช่วยวัดต่างๆ ว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้พบว่ามีการประสานงบประมาณในการจัดทำเมรุเผาศพจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้จะดำเนินการอย่างไร จึงต้องมีการออกระเบียบกฎเกณฑ์ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเกิดขึ้นเหมือนในอดีต
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส.ส.ปชน. แนะ สำนักพุทธ ให้วัดทำบัญชีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ ชูศักดิ์ ‘เงิน-ผู้หญิง’ ทำวัดวุ่น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th