โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติมาเป็นบรรพบุรุษน้อยสกุลจ้าว

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 มิ.ย. 2568 เวลา 11.01 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2568 เวลา 13.57 น. • Bloodyflora
มินนี่กำลังไปได้ดีในการสานฝันสู่อาชีพดีไซเนอร์ แต่กลับทะลุมิติมาอยู่ในร่างเด็กน้อยที่ถูกป้าสะใภ้ใหญ่ขายให้โจรค้าทาส ปู่เป็นอัมพาต ย่าป่วยหนัก พ่อตายในสนามรบ แต่นางจะเอาคืนญาติร้ายกาจให้บ้านแตก

ข้อมูลเบื้องต้น

มินนี่กำลังไปได้ดีในการสานฝันสู่อาชีพดีไซเนอร์

แต่กลับทะลุมิติมาอยู่ในร่างเด็กน้อยที่ถูกป้าสะใภ้ใหญ่ขายให้โจรค้าทาส

ปู่เป็นอัมพาต ย่าป่วยหนัก พ่อตายในสนามรบ

แต่นางจะเอาคืนญาติร้ายกาจให้บ้านแตก

ตอนที่ 1 ฟ้าผ่า

มินนี่ยืนอยู่หน้าประตูร้านต้นไม้ที่ทอดยาวออกไปยังถนนแสนเงียบสงบของชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่ง เธอมองเห็นแผ่นป้ายไม้สีเขียวซีดที่เขียนว่า “สวนพฤกษาบ้านมินนี่” ซึ่งเป็นชื่อร้านดั้งเดิมที่พ่อแม่ของเธอเลือกไว้เมื่อสามสิบปีก่อน ทุกครั้งที่มินนี่เหลือบมองป้ายนี้ เธอจะนึกถึงภาพในวัยเด็กที่ช่วยพ่อรดน้ำต้นไม้ ช่วยแม่ผสมดิน และช่วยลูกค้าเลือกดอกไม้ที่เหมาะสมจะไปประดับบ้าน แต่วันนี้ความทรงจำเหล่านั้นกลับหนักอึ้งในใจ โดยเฉพาะเมื่อนางคิดถึงการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

นับตั้งแต่มินนี่ยังเล็ก พ่อแม่ของเธอส่งเสริมให้เธอรักธรรมชาติ รักดิน และรักงานสวนเป็นชีวิตจิตใจ พ่อของหญิงสาวเป็นคนปลูกต้นไม้เก่งที่สุดในละแวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นไม้ประดับสำหรับวางในบ้าน ไม้ยืนต้นสำหรับประดับสวน ไปจนถึงผักสวนครัวที่คนในชุมชนต่างให้ความไว้วางใจ ส่วนแม่ของเธอก็มีอุปนิสัยละเมียดละไม คอยดูแลรายละเอียดเกี่ยวกับความงามของต้นไม้และการบริการลูกค้า ร้านจึงดึงดูดทั้งคนในชุมชนและคนต่างถิ่นให้แวะเข้ามาไม่ขาดสาย ด้วยจุดเด่นที่ต้นไม้สมบูรณ์สวยงาม ราคาเป็นมิตร และคนขายเป็นกันเอง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสองปีหลังจากที่พ่อแม่ของมินนี่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทิ้งร้านต้นไม้แห่งนี้ไว้ให้เธอสานต่อ มินนี่กลับค้นพบความจริงบางอย่างในใจตนเองว่า เธอไม่ได้มีใจรักในการทำสวนมากเท่ากับความสนใจในศาสตร์การออกแบบเสื้อผ้า นางชื่นชอบการวาดภาพแฟชั่นตั้งแต่ยังอยู่มัธยม มักจะออกแบบชุดที่ตนเองอยากใส่หรืออยากให้เพื่อนๆ ลอง แม้หน้าตาเธออาจจะเรียบร้อย แต่ความคิดและมุมมองด้านแฟชั่นของหญิงสาวกลับสดใหม่ ไม่ซ้ำใคร มินนี่คิดอยู่นานว่าตนเองควรอยู่สืบทอดร้านต้นไม้ของพ่อแม่ หรือออกเดินตามความฝันในการเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าดี

หลายคนในชุมชนต่างคาดหวังว่ามินนี่จะเป็นทายาทที่รักษาชื่อเสียงของร้านต้นไม้ไว้ โดยเฉพาะเหล่าลูกค้าประจำที่เชื่อใจในคุณภาพต้นไม้ของร้าน แต่แน่นอนว่ามินนี่เองย่อมมีสิทธิในการเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง หลังการสู้รบกับความรู้สึกผิดและความเสียดาย ท้ายที่สุดเธอได้ข้อสรุปว่าคงไม่สามารถพาร้านนี้ไปได้ไกลหรือดีเท่ากับตอนพ่อแม่ยังอยู่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอพยายามฝืนดูแลร้านโดยขาดแรงบันดาลใจ มีเพียงความกตัญญูและคำมั่นสัญญาต่อดวงวิญญาณของพ่อแม่เท่านั้นที่ฉุดรั้งตนไว้ สถานการณ์ทางการเงินก็ไม่เป็นใจ คนรุ่นใหม่ก็ไม่สนใจต้นไม้มากเท่าสมัยก่อน รายได้ร้านเริ่มลดลง แต่ค่าใช้จ่ายสารพัดก็ยังต้องแบกรับ หญิงสาวจึงตัดสินใจปล่อยขายร้านต้นไม้เพื่อจะได้มีเงินทุนไปเริ่มต้นในเส้นทางนักออกแบบแฟชั่นตามที่ตัวเองฝัน

เช้าวันนี้ อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง มินนี่ตื่นขึ้นมาจัดการความเรียบร้อยของร้าน เพราะวันนี้เป็นวันที่ “เสี่ยหวัง” นักลงทุนใหญ่ที่ได้ยินชื่อเสียงของร้าน และกำลังมองหาที่ดินหรือทำเลทางการเกษตร จะเดินทางมาดูร้านเพื่ออาจจะซื้อขาด มินนี่เตรียมเอกสารรูปภาพบัญชีต่างๆ อย่างละเอียด เหลือบไปมองโต๊ะเก่าๆ ที่พ่อนางเคยใช้นั่งทำบัญชีร้าน ใจก็อดรู้สึกโหวงเหวงไม่ได้ แต่เธอก็ปลอบใจตัวเองว่าการปล่อยขายร้านอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้

ประตูร้านเปิดออกในเวลาสาย เสี่ยหวังเดินเข้ามาพร้อมลูกน้องชายร่างสูงอีกสองคนที่แต่งตัวภูมิฐาน มินนี่ไหว้ต้อนรับ เธอกล่าว

“สวัสดีค่ะ เชิญด้านในเลยนะคะ” ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่มือเย็นเฉียบไปด้วยความวิตกกังวล เธอพาผู้ซื้อที่มีศักยภาพเดินสำรวจรอบๆ ร้าน โดยเริ่มจากส่วนโชว์ต้นไม้ในร่มที่จัดเรียงไว้อย่างน่ารัก มินนี่ชี้ให้ดูพลางอธิบายว่าตนเองพยายามจะคงรูปแบบการจัดวางเหมือนสมัยที่พ่อแม่ยังอยู่ ทั้งยังเล่าเกร็ดต่างๆ เกี่ยวกับต้นไม้แต่ละชนิด เช่น ลิ้นมังกรที่ช่วยฟอกอากาศ ชวนชมที่ออกดอกสีหวาน ซึ่งล้วนเป็นที่สนใจของลูกค้าในอดีต

หลังจากนั้น หญิงสาวพาเดินต่อไปยังส่วนที่สอง เป็นเรือนเพาะชำขนาดกลางที่หลังกระจกใสสะท้อนแสงแดด สร้างบรรยากาศอบอุ่นเหมาะกับต้นอ่อนและต้นไม้หายาก เสี่ยหวังมองโดยรวมแล้วดูเหมือนไม่ได้ตื่นเต้นเป็นพิเศษ นอกจากจะหยุดฟังนิดหน่อยแล้วพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงรับรู้ เขามีท่าทีเงียบขรึม อาจเป็นเพราะต้องการประเมินมูลค่าก่อนตัดสินใจ มินนี่พยายามเก็บอาการไม่ให้ความกังวลแสดงออก แต่ในใจก็ลุ้นอยู่ลึกๆ ว่าเขาจะให้ราคาที่เหมาะสม

เมื่อเสี่ยหวังและลูกน้องเดินสำรวจจนทั่วบริเวณร้านแล้ว ก็กลับมายืนคุยกันในโซนรับแขกเล็กๆ ข้างมุมขายกระถาง เสี่ยหวังเริ่มเอ่ยปากขึ้นว่า

“ร้านนี้ทำเลไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ คนเดินก็ไม่พลุกพล่าน ถ้าผมจะซื้อต้องเอาไปปรับปรุงอีกเยอะ ไหนจะทำถนนทางเข้าใหม่ ไหนจะโปรโมตร้าน เสียค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลย” เขาพูดพลางปรายตามองมินนี่ที่มีสีหน้าสงบนิ่ง แต่ใจเริ่มร้อนรน เสี่ยหวังพูดต่อ

“ราคาเดิมที่คุณตั้งไว้ ผมว่าสูงไปหน่อย ถ้าจะให้คุยต่อ ผมคงต้องขอลดราคาลง”

ด้วยความกดดันและต้องการให้การขายเสร็จสมบูรณ์ มินนี่นั่งฟังข้อเสนอนั้นเงียบๆ หญิงสาวทราบดีว่าสภาพเศรษฐกิจและทำเลร้านไม่เอื้อนัก มีเพียงความรู้สึกผิดในใจที่กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า ถ้าพ่อแม่รู้จะเสียใจหรือเปล่า แต่เธอก็ไม่อาจหันหลังได้แล้ว มินนี่หายใจลึกก่อนจะตอบ “ค่ะ ฉันเข้าใจ เราตกลงลดราคาได้ แต่คงต้องขอให้พิจารณาราคาที่เหมาะสมด้วยนะคะ” เสี่ยหวังพยักหน้าด้วยท่าทีพอใจกว่าเดิมเล็กน้อย พร้อมเอ่ยว่า

“ก็ดี งั้นผมขอไปคุยรายละเอียดกับลูกน้องก่อน แล้วไว้ผมจะโทรแจ้งคุณอีกที”

หลังจากนั้นไม่นาน เสี่ยหวังขอตัวกลับ มินนี่เดินไปส่งถึงหน้าประตูร้าน สายฝนที่ตั้งเค้ามานานก็เริ่มโปรยลงมาเป็นเม็ดเล็กๆ เหมือนคำเตือนว่าเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจไม่ง่ายนัก มินนี่รู้สึกหน่วงอย่างประหลาด ไม่แน่ใจว่าอนาคตของตนจะเป็นเช่นไร หญิงสาวกลับเข้ามาในร้าน มองดูร้านของพ่อแม่อีกรอบ สายตาหยุดที่รูปถ่ายครอบครัวที่วางอยู่บนชั้น เธอยิ้มเศร้าปนความคิดถึงอย่างยิ่ง

ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือของมินนี่ก็ดังขึ้น ดูชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอแล้วกดรับสายทันที

“ฮัลโหล ว่าไง” เสียงเพื่อนสนิทของมินนี่จากมหาวิทยาลัยสายแฟชั่นดีไซน์ดังขึ้น ด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย

“มินนี่ แกแน่ใจแล้วเหรอว่าจะขายร้าน พ่อกับแม่แกทุ่มเทให้ร้านนี้มากนะ แกไม่กลัวว่าพวกท่านจะเสียใจเหรอ ถึงพวกท่านจะไม่อยู่แล้วก็เถอะ” ประโยคสุดท้ายทำให้หัวใจมินนี่เต้นตึกตัก เธอสูดลมหายใจเพื่อระงับความรู้สึกผิดที่กำลังแทรกซึม

“ฉันเข้าใจ แต่ฉันคงต้องเดินหน้าต่อไปแล้วล่ะ ขอโทษที่ฉันอาจจะทำให้ใครหลายๆ คนผิดหวัง แต่ฉันก็มีชีวิตของฉัน…”

เพื่อนเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยเบาๆ

“ถ้าอย่างนั้น แกก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมนะ อย่าลืมว่าพ่อแม่แกเคยสอนอะไรไว้บ้าง ดูแลต้นไม้ให้ดีที่สุดก่อนจะตัดสินใจครั้งสุดท้าย อย่าให้เขารู้สึกว่าแกทิ้งสิ่งที่พวกท่านรักไปโดยไม่ใส่ใจเลย” มินนี่ฟังแล้วก็น้ำตาคลอเบาๆ แต่เธอพยายามกลั้นไว้

“อื้ม ฉันจะจำไว้นะ ขอบใจแกมาก” หญิงสาวกดวางสาย ก่อนจะนั่งนิ่งๆ อยู่สักพัก เหตุผลหลายอย่างของการตัดสินใจผุดขึ้นมาพร้อมๆ กัน เสียงฝนด้านนอกเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะเตือนให้เธอรีบไปเก็บต้นไม้ที่อยู่กลางแจ้ง

มินนี่สะดุ้งโหยงเมื่อนึกได้ว่ามีกระถางต้นไม้หลายกระถางวางอยู่ตรงลานด้านหลังร้าน ซึ่งไม่มีหลังคาคลุม เจ้าตัวรีบคว้าร่มสีขาวที่วางพิงฝาแล้ววิ่งออกไปทันที เมื่อเปิดประตูหลังร้าน สายฝนก็ปะทะหน้าเธออย่างแรงจนต้องหรี่ตาเพื่อปรับสายตา ร่มที่กางไม่อาจกันละอองฝนที่สาดจากทุกทิศได้ เสื้อผ้าบางส่วนของเธอเปียกชุ่มอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียวที่จะลากต้นไม้กลับเข้าร่ม

ต้นไม้หลายชนิดถูกเรียงรายอยู่ในจุดที่เสี่ยงน้ำท่วมขังหากฝนตกหนัก ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ใหญ่ต้นกลางที่ยกเข้ามุมในร่มไม่ง่ายนัก มินนี่กัดฟันฮึด สองมือประคองกระถางแต่ละต้นอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยๆ ลาก เคลื่อนย้ายเข้ามาใกล้ตัวอาคาร หลังจากย้ายไปได้สี่ห้ากระถาง เหงื่อหญิงสาวก็ผสมปนเปกับเม็ดฝนจนแยกไม่ออกว่าความชื้นไหนเกิดจากอะไร หัวใจเต้นถี่ จากทั้งความพยายามและความกังวล แสงฟ้าแลบเกิดขึ้นเป็นระยะ แต่เธอไม่มีทางเลือก ไม่สามารถปล่อยให้ต้นไม้พ่อแม่ซึ่งเคยฟูมฟักไว้ต้องตายไปต่อหน้าต่อตา

เสียงฟ้าร้องครั้งหนึ่งดังกึกก้องจนมินนี่สะดุ้ง

“ตึง!”

มินนี่รู้สึกเสมือนว่าพื้นดินสั่นสะเทือน เบื้องบนท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเงามืดแทรกแซมสายฟ้าสว่างเป็นช่วงๆ หญิงสาวเหลืออีกสองสามกระถางที่จะต้องยกเก็บ แต่ละกระถางหนักพอสมควร เธอต้องออกแรงดัน ลาก และบางครั้งต้องก้มลงไปใกล้พื้นดินเพื่อหลีกเลี่ยงสายฝนที่ตบลงใบหน้าเธอย่างรุนแรง

ในวินาทีสุดท้ายของความพยายาม มินนี่พาตัวเองไปยืนใกล้ต้นมะลิที่แม่ของเธอรักที่สุด ดอกมะลิสีขาวยังคงหอมอ่อนๆ ท่ามกลางลมฝน เธอใช้อกบังฝนแล้วดันกระถางต้นมะลิเข้าใต้ชายคา เสียงหัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ จะด้วยความเหนื่อยหรือความหวาดกลัวก็ไม่อาจทราบได้ ในขณะที่สายฟ้ายังคงแลบไปมา ก็เพิ่งรู้สึกได้ถึงเสียงซู่ซ่าที่ผิดปกติ ราวกับมีพลังงานกระจุกอยู่ในอากาศ

ทันใดนั้น แสงวาบสีขาวฉายผ่านท้องฟ้าลงมาอย่างแม่นยำ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกัมปนาทกึกก้อง มินนี่เงยหน้าขึ้นสับสนเพียงเสี้ยววินาที และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่เธอจะมีโอกาสรับรู้ความจริงใดๆ บนโลกนี้ ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงที่บริเวณใกล้ตัวเธอ ร่างเล็กของมินนี่ถูกแรงสั่นสะเทือนและกระแสไฟฟ้าพลักจนร่วงกระแทกพื้นอย่างไร้ปรานี

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนมินนี่ไม่มีโอกาสได้กรีดร้อง ไม่มีโอกาสได้คิดถึงพ่อแม่ หรือความฝันที่เธออยากเป็นนักออกแบบเสื้อผ้า เสี้ยววินาทีของเปลวไฟและความมืดรวมเป็นหนึ่งเดียว หญิงสาวหมดสติล้มลงในขณะที่ฝนยังเทกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีกำแพงไหนจะหยุดยั้งขวางสายฟ้าได้ เสียงฟ้าลั่นเป็นระยะๆ สะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ

หลังเสียงอสนีบาตที่รุนแรงนั้น ทุกสิ่งก็คืนสู่ความเงียบงันอย่างน่าขนลุก เพื่อนบ้านใกล้เคียงที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตรรีบวิ่งออกมาดู เมื่อเห็นแสงฟ้าแลบตรงบริเวณร้านของมินนี่ พวกเขารีบเรียกคนอื่นๆ มาช่วยกัน แต่สิ่งที่พวกเขาพบคือร่างของหญิงสาวนอนนิ่งเปียกปอน ร่มขาดกลางเพราะกระแสไฟฟ้า ผมที่ถักเปียของเธอลุ่ยหลุดลงมาบนแก้มซีดสี เมื่อมีใครบางคนใจกล้าเข้าไปใกล้และลองคลำชีพจร ก็พบว่ามันเงียบงันสนิท ปราศจากสัญญาณแห่งชีวิตใดๆ

ในวินาทีแห่งการตระหนักรู้ถึงความสูญเสีย น้ำตาผู้คนที่ชื่นชมมินนี่ตั้งแต่วัยเด็กไหลปะปนกับเม็ดฝน บ้างยกโทรศัพท์ขึ้นโทรเรียก 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ก็ดูเหมือนสายฟ้าได้ตัดใจแล้วว่า มินนี่จะไม่ฟื้นคืนมาอีก ผู้เฒ่าผู้แก่ในละแวกนั้นพากันสวดภาวนาให้ดวงวิญญาณของเธอได้ไปหาพ่อแม่ในปรโลก กลิ่นดิน กลิ่นหญ้า และกลิ่นดอกมะลิที่เปียกฝนลอยคลุ้งทั่วบริเวณ เปรียบเสมือนการแสดงความอาลัยของธรรมชาติต่อเธอ ผู้ที่เคยรักและดูแลต้นไม้มาโดยตลอด

ยามเมื่อเพื่อนสนิทของมินนี่ทราบข่าวก็แทบจะล้มทั้งยืน ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง นึกถึงคำพูดที่ตัวเองเพิ่งกล่าวผ่านโทรศัพท์ว่าระวังพ่อแม่จะเสียใจ ใครจะคาดคิดว่ามินนี่จะลาจากโลกนี้ไปอย่างกะทันหันและโหดร้ายเช่นนี้ ส่วนเสี่ยหวังที่ยังไม่ได้ตกลงซื้อขาย ได้ยินข่าวผ่านลูกน้องก็อึ้งสนิท เขาไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตของหญิงสาวเจ้าของร้านต้นไม้จะสิ้นสุดลงในวันที่เขาเพิ่งมาดูร้าน ท่ามกลางฝนกระหน่ำและเสียงฟ้าร้อง นี่อาจเป็นสัญญาณพิสูจน์ว่ามนุษย์เราไม่อาจควบคุมโชคชะตาได้เลย

รุ่งเช้าถัดมา ฝนซาแล้ว แต่บรรยากาศกลับมืดมนยิ่งกว่าเดิม ต้นไม้หลายต้นในร้านถูกย้ายเข้าที่ปลอดภัย แม้บางต้นจะเสียหายบ้างด้วยอำนาจธรรมชาติ ผู้คนในละแวกนั้นมาช่วยกันจัดการสถานที่ บ้างช่วยกันเช็ดน้ำที่ขังบนพื้น บ้างยกกระถางที่แตกหักออกไป มุมหนึ่งมีโต๊ะที่พ่อแม่ของมินนี่เคยนั่งนับเงิน กองเอกสารขายร้านยังวางอยู่ตรงนั้น ชีวิตของเธอหยุดชะงักลงอย่างถาวรในวันที่หญิงสาวตัดสินใจจะปล่อยมือจากร้าน น่าเศร้าที่เธอไม่มีโอกาสได้สัมผัสความฝันในวงการแฟชั่นดีไซน์ที่ถวิลหา

ณ วินาทีนี้ หลายคนปะติดปะต่อเรื่องราวกันว่า บางทีนี่อาจเป็นชะตากรรมหรือเคราะห์กรรมที่มินนี่ต้องพบ ปริศนาที่ไม่มีคำตอบอาจจะเกี่ยวข้องกับการทอดทิ้งร้านต้นไม้ที่พ่อแม่รักที่สุดหรือไม่ หรือบางทีโชคชะตาอาจจะไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นเลย มันอาจเป็นเพียงบททดสอบสุดท้ายว่ามินนี่ได้ทำหน้าที่ของเธอครบถ้วนแล้ว ได้ดูแลต้นไม้ของพ่อแม่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ชีพจะดับสิ้น

เสียงนกที่เริ่มออกหากินในรุ่งอรุณใหม่อาจกำลังบอกว่า ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป แม้จะไม่มีมินนี่อยู่ก็ตาม ร้านต้นไม้แห่งนี้ที่นางได้รับเป็นมรดกจากพ่อแม่ยังคงตั้งอยู่ แม้จะไม่รู้ว่าท้ายที่สุดจะตกไปอยู่ในมือใคร หรือจะถูกปิดตัวลงตลอดกาล แต่เรื่องราวของมินนี่จะยังคงประดับอยู่ในความทรงจำของชุมชนนี้ ผู้คนจะเล่าขานถึงหญิงสาวที่ออกแรงเก็บต้นไม้ในวันฝนตกใหญ่ และจากไปด้วยฟ้าผ่าอย่างไม่ทันได้กล่าวคำลา บ้างก็จะกล่าวกันว่าดวงวิญญาณของมินนี่อาจได้ไปหาพ่อแม่ในปรโลกแล้ว พร้อมกับเสียงหัวใจที่เงียบงัน แต่อบอวลด้วยความรักต่อต้นไม้ที่เป็นชีวิตและสัญลักษณ์ของครอบครัว

นั่นคือบทสรุปของวันแห่งโชคชะตา วันที่ฟ้าดินไม่เป็นใจ วันที่พลังงานแห่งวิญญาณหรือบุญกรรมถูกสั่นสะเทือน และวันที่ทิ้งร้านต้นไม้ของพ่อแม่ไว้ให้ตกเป็นเครื่องหมายคำถามว่า สุดท้ายแล้ว… ความฝันหรือความรับผิดชอบกันแน่ที่มนุษย์ควรถือไว้จนวาระสุดท้าย มินนี่อาจไม่มีโอกาสตอบคำถามนี้บนโลกมนุษย์อีกต่อไป แต่เรื่องราวของเธอจะยังคงเป็นอนุสรณ์และเครื่องเตือนใจให้ทุกคนได้ฉุกคิด ว่าเราควรยึดมั่นในหัวใจตนเองแค่ไหน และในขณะเดียวกันก็ยังต้องเคารพต่อคุณค่าของสิ่งที่ได้รับสืบทอดมาด้วย

ตอนที่ 2 จ้าวฟางหลัน

เสียงกึกกักของล้อรถม้าคร่ำครึที่บดไปบนถนนขรุขระ ดังต่อเนื่องร่วมกับเสียงม้าร้องฮี้ในบางคราว บรรยากาศรอบข้างอึมครึมจากกลิ่นอับของฝุ่นและเหงื่อผสมกัน มินนี่รู้สึกเหมือนตนเองกำลังล่องลอยในความฝัน แต่ก็เจ็บหน่วงที่ท้ายทอยจนน้ำตาซึม เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นเพื่อปรับสายตา และพบว่าภาพตรงหน้านั้นไม่ใช่สถานที่หรือสิ่งใดที่นางคุ้นเคยเลย

ผนังรอบกายทำจากไม้เก่าที่โคลงเคลงทุกครั้งที่รถม้าสะเทือน พื้นรถมีร่องไม้เผยอเป็นช่องเล็กๆ มีฝุ่นฟุ้งกระจายยามรถกระแทกหลุม ตนเห็นเชือกเส้นหนามัดข้อเท้ากับแขนตนเองไว้อย่างหลวมๆ พอให้ขยับได้เล็กน้อยแต่ไม่สะดวกนัก ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวมินนี่คือ…

“ที่นี่มันที่ไหนกัน?”

มินนี่ยกมือเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยรอยช้ำขึ้นลูบหน้าผาก พยายามตั้งสติ แต่ก็พบว่าร่างกายของตนเองเล็กผิดปกติมาก! ไม่ได้มีสัดส่วนของหญิงสาววัยทำงานอย่างที่เธอคุ้นเคย ใบหน้าคงแปรเปลี่ยนไปแล้วแน่ๆ ซ้ำเสียงที่หลุดออกจากลำคอเมื่อเธอลองพูด “อื้อ…” ก็ดูเล็กจ้อยแหลมเล็กเหมือนเสียงเด็ก ประกอบกับความเจ็บแปล็บที่ท้ายทอย ทำให้รู้ว่าคงมีบาดแผลอยู่ตรงนั้น

“หยุดคร่ำครวญกันได้แล้ว! หากใครยังร้องไห้อยู่ ข้าจะหวดด้วยแส้ไม่ไว้หน้า!” จากนั้นมีเสียงตะคอกและเสียงแส้ม้าดังเปรี้ยงตามมา มินนี่สะดุ้งเฮือก รู้สึกหัวใจเต้นรัว เธอหันมองไปรอบๆ ตัว ในรถม้าสลัวๆ มีเด็กอื่นๆ อีกกว่าสิบคนถูกมัดอยู่คนละมุม บ้างก็หน้าตาตื่นกลัวจนตัวสั่น บ้างก็หิวโซหมดเรี่ยวแรง และที่ใกล้เธอที่สุดคือเด็กชายสองคนที่ท่าทางสะอาดสะอ้านกว่าใครในรถนี้ หนึ่งในนั้นสวมเสื้อผ้าที่ดูมีเนื้อผ้าค่อนข้างดี ถึงแม้จะเลอะฝุ่นและมีรอยขาดบ้างก็ตาม แต่อีกหนึ่งกลับโดนถอดเสื้อนอกออกไป เหลือเพียงเสื้อชั้นในเนื้อบางเก่าๆ

เด็กชายคนแรกกวาดสายตาไปทางมินนี่อย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวจะมีใครได้ยินการสนทนา

“เจ้า… รู้สึกตัวแล้วหรือ?” น้ำเสียงเขาเบาบางราวกับประเมินเด็กน้อยตรงหน้า

“เมื่อครู่เจ้ายังนอนนิ่ง ตัวเย็นเฉียบเหมือนคนจะไม่รอด ถ้าไม่บอก พวกข้าคงคิดว่าเจ้าตายแล้ว” เขาพูดจบก็เหลือบตามองเด็กชายอีกคนที่นั่งชิดกันเป็นเชิงถามความเห็น

มินนี่ทำหน้าไม่เข้าใจ เธอรวบรวมแรงพูดด้วยเสียงเล็กแหลมซึ่งแปลกประหลาดสำหรับตัวเองว่า

“ข้า…ข้าไม่เป็นไร แค่เจ็บที่หัว…นิดหน่อย” นางแทบไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรต่อดี เพราะสมองยังสับสนอยู่เต็มที คนที่เพิ่งตายจากการโดนฟ้าผ่า เมื่อครู่ยังจำภาพสุดท้ายคือต้นไม้และสายฟ้าแลบผ่าเปรี้ยงลงมาตรงหน้าอยู่เลย

“แปลกดีนะ ก่อนหน้านี้เจ้าร้องไห้โฮแทบตลอดทาง ไม่ยอมหยุดสักนิด พวกโจรเลยฟาดเอาจนหมดสติ” เด็กชายอีกคนที่นั่งข้างๆ เพื่อนส่ายหน้าเบาๆ เขาเอ่ยเสียงเคร่งขรึมจนมินนี่หน้าชา มองอีกฝ่ายด้วยสายตาประเมิน

“เจ้าไม่ร้องไห้แล้วหรือ?”

มินนี่กะพริบตา ไม่ร้องไห้แน่ เพราะเธอไม่ใช่เด็กน้อยคนนั้นที่ขวัญเสียจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทว่าในสายตาของคนอื่นๆ เธอคือเด็กหญิงที่ดูจะหัวอ่อนแต่โดนตบตีจนสลบไปแล้ว ต้องแสดงท่าทีอย่างไรดีล่ะ? จะให้ยอมรับว่า ‘ฉันเป็นวิญญาณหลุดมาจากอีกโลกหนึ่ง’ ก็คงไม่มีใครเชื่อเป็นแน่

ร่างเล็กสูดลมหายใจ ก่อนจะตอบไม่ให้ผิดสังเกต

“ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วล่ะ… ข้า… คงชินกับความเจ็บแล้ว” ผ่อนเสียงให้เบาที่สุด เพราะกลัวพวกโจรด้านนอกจะได้ยิน เหลียวมองรอบตัวที่มืดสลัว พบว่าเด็กในรถม้าส่วนใหญ่สภาพย่ำแย่ แต่ที่น่าสังเกตคือเด็กชายสองคนตรงหน้านี้อายุคงสิบขวบเศษ น่าจะโตกว่าเธอสามสี่ปีได้ ทั้งสองมีสีหน้าครุ่นคิด

“เอ่อ…เจ้าทั้งสอง…” มินนี่อยากรู้ที่มาที่ไปของพวกเขา แต่เด็กชายคนแรกรีบจุ๊ปากห้าม

“ชู่ว์…อย่าเพิ่งคุยดัง พวกมันอาจจะหันมาดูอีก” เขาเหลียวตาไปที่ช่องระหว่างไม้รถม้า ด้านนอกมีชายฉกรรจ์มือดาบอยู่ไม่กี่ก้าว

“ไว้ปลอดคนก่อนค่อยคุยกันเถอะ” ขาดคำ เขาก็หันไปนั่งนิ่ง ทำทีเป็นหลับตาไม่สนใจสิ่งใดต่อ

มินนี่เลยจำต้องพยักหน้ารับเงียบๆ ก่อนจะเอนหลังพิงผนังรถม้าด้วยความอ่อนล้า เสียงล้อรถม้าเคลื่อนตัวต่อ ราวกับเพิ่งหยุดพักไปชั่วขณะเดียวเท่านั้น มินนี่รู้สึกแรงสั่นสะเทือนมากขึ้น เมื่อต้องผ่านทางขรุขระและหลุมดิน นางตัวเล็กและมีแผลตามร่างจนปวดระบมทุกส่วน ยังดีที่เชือกมัดไม่แน่นนัก แต่ก็มิได้หมายความว่าจะหลุดออกมาได้ง่ายๆ

ตนลองนึกถึงโลกก่อนหน้า ภาพสุดท้ายคือตัวเองกำลังย้ายกระถางต้นไม้ท่ามกลางสายฝนฟ้าคะนอง พ่อแม่ของเธอเสียไปนานแล้ว ส่วนตัวเองเพิ่งตัดสินใจจะขายร้านต้นไม้แลกเงินทุนเพื่อไล่ตามความฝันในการเป็นนักออกแบบเสื้อผ้า… และแล้วฟ้าผ่าก็คร่าชีวิตเธออย่างไม่ปรานี เมื่อรู้สึกตัวอีกที ก็โผล่มาอยู่ในร่างเด็กหญิงคนนี้เสียแล้ว

“เจ้าชื่ออะไร?” เสียงเด็กชายคนเดิมถามขึ้นเบาๆ เมื่อเห็นว่าบรรยากาศด้านนอกดูเงียบลงไปสักพักแล้ว

มินนี่อึกอักเล็กน้อย โชคดีที่ความทรงจำใหม่ๆ ผุดขึ้นมาในหัวของเธออย่างชัดเจน มันเป็นชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่งที่อยู่ในตระกูลจ้าว เดิมทีมีเพียงพ่อที่จากไปแล้ว ทิ้งให้นางอยู่กับมารดาและญาติฝ่ายบิดา แต่เพราะมารดาต้องเร่หางานในเมืองใหญ่ กลับมาไม่บ่อยนัก จ้าวฟางหลันเลยต้องอยู่ภายใต้การดูแลของป้าสะใภ้ใหญ่ ซึ่งแท้จริงไม่เคยเมตตานางเลย กระทั่งคราวนี้ป้าสะใภ้ใหญ่หลอกนางว่า “จะพาไปซื้อขนมในเมือง” แล้วพามาให้พวกโจรเพื่อนำไปขายต่อ

มินนี่เข้าใจว่าก่อนหน้านี้ จ้าวฟางหลันร้องไห้งอแงจนน่ารำคาญ และสิ้นใจในที่สุดเมื่อต้องรับการเฆี่ยนตีอย่างโหดเหี้ยม

“ข้าชื่อ…จ้าวฟางหลัน” นางกลั้นใจตอบให้สมกับข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาในสมอง

เด็กชายคนถามพยักหน้ายิ้มมุมปากนิดๆ

“จ้าวฟางหลันสินะ จำได้ลางๆ ว่าป้าสะใภ้เจ้าเป็นคนลากเจ้าขึ้นรถม้า แถมยังใช้เชือกผูกมือเจ้าไว้อย่างกับสัตว์ จนเจ้าร้องไห้แทบไม่หยุด… ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะกล้าขายหลานแท้ๆ ของตัวเอง” น้ำเสียงชองเด็กชายสั่นเล็กน้อย คล้ายรังเกียจและสมเพชกับโลกอันโหดร้ายนี้

“ใช่…” จ้าวฟางหลันตอบสั้นๆ เจ็บใจแทนเด็กคนเดิมที่ต้องเจอชะตากรรมอันโหดร้าย ส่วนมารดาของนางในความทรงจำใหม่นี้ยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ทราบข่าวเลยว่าลูกถูกขาย เพียงออกไปรับจ้างในเมืองอื่นเพื่อส่งเงินกลับบ้าน หวังให้ลูกและญาติฝ่ายพ่ออยู่กันได้ไม่ลำบาก แต่ไม่ทันรู้ว่าแท้จริงญาติพวกนี้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ เห็นเด็กตัวคนเดียวเป็นตัวทำเงิน

“ข้าก็ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกัน” เด็กชายอีกคนที่นั่งถัดมาจากเพื่อนเอ่ยขึ้นเบาๆ

“พวกข้าเองก็ถูกจับมา เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าพวกมันหวังจะเอาเราไปทำอะไรแน่ ถ้าหากรอดไปได้ ข้าคงอยากลากคอพวกโจรให้ได้รับโทษ” น้ำเสียงของเขาเยียบเย็นขึ้นมา ทว่าก็ฟังออกว่ามีแค้นลึกล้ำ และยังไม่อยากเผยที่มาที่ไปของตนเอง

จ้าวฟางหลันเหลียวตามองเด็กชายสองคนตรงหน้า เขาทั้งคู่ดูมีท่าทางค่อนข้างดี ผิวพรรณขาวหมดจด แต่เสื้อผ้าที่เหลือเค้าดูมีราคากว่าเด็กยากจนทั่วไป ความคิดในหัวแล่นปราดว่า ‘หรือพวกเขาอาจมาจากตระกูลมีฐานะ…’ แต่นางก็ไม่กล้าถามออกไปตรงๆ เมื่อเห็นว่าทั้งสองยังไม่ประสงค์เปิดเผย

“แล้วพวกเจ้าบาดเจ็บกันมากไหม?” นางเปลี่ยนประเด็นถามแทน มองเห็นรอยฟกช้ำและบาดแผลกระจายบนผิวเด็กชายทั้งสอง ถึงแม้จะไม่สาหัสเท่านาง แต่ก็ดูทรมานใช่เล่น

“นิดหน่อยเท่านั้น” เด็กชายคนแรกตอบ มองดูสีหน้าของจ้าวฟางหลัน

“แล้วเจ้าเล่า ดูท่าจะเจ็บหนัก…โดยเฉพาะที่ศีรษะ โดนพวกมันตีจนคิ้วแตก อย่าถูแผลมากนัก เดี๋ยวเลือดจะออกอีก” เขาเอ่ยเตือนเบาๆ ด้วยความเป็นห่วง

นางคลำดูรอยแตกใกล้คิ้วก็พบว่ามีแผลเป็นรอยยาวและคราบเลือดแห้งกรังจนเจ็บแสบไม่น้อย “ข้าจะระวัง” นางกัดริมฝีปากบางแน่นเพื่อสะกดน้ำตา นางไม่ใช่จ้าวฟางหลันคนก่อนที่ร้องไห้ตลอด นางเป็น “มินนี่” ที่เคยผ่านชีวิตอีกแบบหนึ่งมาแล้ว และครั้งนี้จะไม่ยอมให้ความกลัวครอบงำจนทำอะไรไม่ได้

รถม้าโคลงเคลงอีกครั้งก่อนจะหยุดกระทันหัน เสียงฝีเท้าหนักๆ เดินอ้อมมาทางด้านหลัง มีเสียงชักดาบออกจากฝักดัง “แกร๊ก” ทำเอาเด็กทุกคนในรถม้าหวาดผวา ใครที่กำลังงีบหลับก็สะดุ้งตื่นแทบจะพร้อมกัน ประตูไม้ของรถม้าด้านหลังถูกเปิดผางอย่างแรง แสงแดดจ้าส่องเข้ามาในความมืดในพริบตา

ชายฉกรรจ์หน้าตาถมึงทึงคนหนึ่งกวาดตามองเด็กๆ ด้วยรอยยิ้มเหยียด

“พวกแกจะทำตัวดีๆ หรืออยากโดนหวด?” เสียงห้าวขู่เข็นฟังดูอำมหิต เขามองเห็นจ้าวฟางหลันที่เริ่มได้สติแล้ว จึงทำเสียงเยาะ

“อ้อ…เจ้าฟื้นจนได้หรือ เมื่อครู่ข้าเกือบโยนลงข้างทางเพราะนึกว่าตายเสียแล้ว อยู่เงียบๆ ก็เป็นมิใช่หรือ” เขาหัวเราะหยัน มองเด็กหญิงที่เมื่อครู่ยังร้องไห้โยเย

จ้าวฟางหลันพยายามหลบตา ไม่กล้าสบสายตาอีกฝ่าย ส่วนเด็กชายสองคนก็ทำเป็นนิ่งเฉย ไม่อยากโต้ตอบหรือยั่วยุอะไรเพิ่ม ชายฉกรรจ์หันไปตวาดเด็กๆ คนอื่นในรถม้า

“อีกไม่กี่วันก็จะถึงแหล่งที่รอรับตัวพวกแกแล้ว จงทำตัวเรียบร้อย ถ้าอยากมีชีวิตรอดไปจนถึงที่ขาย อย่าให้ข้าต้องจัดการก่อนถึงเวลา!”

พูดจบ เขาโยนถุงผ้าซึ่งมีก้อนแป้งแข็งๆ กับน้ำข้าวข้นๆ พอประทังชีวิตลงกลางรถม้า

“กินเสีย อย่าให้ตายคารถ” กล่าวอย่างห้วนๆ ก่อนกระแทกประตูปิด เสียงลงกลอนดังรุนแรง จนตัวรถสั่นเล็กน้อยตามแรงกด

จ้าวฟางหลันกำมือจนสั่น รู้ดีว่านี่คือชีวิตใหม่ที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย แต่ยิ่งถูกรังแก นางก็ยิ่งมีแต่จุดไฟฮึดในใจว่าจะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างตลอดไป นางหันไปสบตาเด็กชายทั้งสองที่ตอนนี้ดูเหมือนไม่ตกใจเท่าใดแล้ว คงเพราะเผชิญหน้ากับพวกโจรพวกนี้มาตลอดทาง

“อย่างน้อยก็ยังได้กินอะไรบ้าง” เด็กชายคนแรกพึมพำ มองถุงผ้าที่มีแป้งแข็งและน้ำในกระบอกไม้ไผ่อย่างอิดหนาระอาใจ แต่ก็ต้องจำยอมกินเพื่อเอาแรง

เด็กชายอีกคนก็หยิบแป้งมาเคี้ยวโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง จ้าวฟางหลันเองก็รู้ว่าถึงรสชาติจะเลวร้ายอย่างไร แต่ร่างเล็กๆ ที่บอบช้ำนี้ก็ต้องการอาหารเติมพลังเพื่อประคองตัวให้อยู่รอด

หลังจากได้กลืนแป้งแข็งไปได้นิดหน่อย นางจึงหันไปดูเด็กชายคู่นี้อีกครั้ง

“พวกเจ้า…จะหนีไหม?” น้ำเสียงนางเบาแต่จริงจัง

“ข้าหมายถึง ถ้าเราปล่อยให้ถึงจุดที่พวกมันขายตัวพวกเราไป เราอาจไม่มีโอกาสได้กลับบ้านอีก แล้วก็ไม่รู้ว่าชะตากรรมจะเลวร้ายขนาดไหน”

เด็กชายทั้งคู่ชะงัก หยุดเคี้ยว ก่อนจะสบตากันอย่างสับสน ติดจะระแวงอยู่ไม่น้อย คนหนึ่งเม้มปาก

“เจ้าเป็นเด็กหญิงตัวเล็กแค่นี้ จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนหนีได้ เราเองยังมองไม่เห็นหนทางเลยว่าทำอย่างไรจึงจะออกจากรถม้าคันนี้โดยไม่โดนจับแล้วตีจนตายซะก่อน” คำพูดตรงไปตรงมาแต่แฝงด้วยความสิ้นหวัง ตนพอฝึกวิชายุทธ์มาบ้าง แต่ถูกมัดไว้แบบนี้ จะทำอะไรได้

“ข้ารู้…” จ้าวฟางหลันพึมพำ ดวงตาแน่วแน่ฉายแววไม่สิ้นหวัง

“แต่ดีกว่าไม่คิดจะทำอะไรเลย ใช่ไหม?” ในอดีต มินนี่ก็เคยประสบเรื่องกดดันเกี่ยวกับร้านต้นไม้ ทว่าเทียบไม่ได้กับภาวะเป็นเชลยโจรเช่นปัจจุบัน สิ่งเดียวที่พอใช้ได้ในตอนนี้คือสมองและการพยายามหาจังหวะเหมาะ นางเลิกคิ้วน้อยๆ “ไม่ต้องเชื่อข้าหมดก็ได้ แค่อยากให้รู้ว่าหากมีโอกาส เราควรร่วมมือกัน เพื่อไม่ให้พวกมันตามจับเราง่ายๆ”

เด็กชายคนแรกถอนหายใจ หลุบตาลงเล็กน้อย แต่ไม่โต้แย้งทันที ส่วนคนที่สองก็เหลือบมองเพื่อนราวกับรอว่าอีกฝ่ายจะว่าอย่างไร

ระหว่างนั้น รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง หลังหยุดให้พวกมันหยอกล้อ เยาะเย้ยนักโทษเสร็จ บรรยากาศในรถกลับเข้าสู่ภาวะเงียบ พวกโจรด้านนอกหัวเราะหยาบคาย พูดคุยกันถึงเงินทองหลังจากขายเด็กออกไป เด็กในรถเอนกายพิงผนังรถบ้าง ฝืนเคี้ยวแป้งแข็งบ้าง

ตอนที่ 3 เสกมีด

จ้าวฟางหลันพยายามปิดเปลือกตาลงเพื่อหนีความปวดร้าวในร่างกาย ความอ่อนเพลียกัดกินนางตั้งแต่หัวจรดเท้า หลังจากนั่งโยกไปมาอยู่ในรถม้าพร้อมเชือกมัดมือที่ยังแก้ไม่ได้ เด็กชายอีกสองคนที่ถูกจับมาด้วยก็นั่งเงียบ เพราะเกรงว่าหากคุยกันดังไปจะยิ่งดึงดูดความสนใจของเหล่าโจรด้านนอก เมื่อไม่กี่เค่อก่อนหน้านี้ นางเพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่ได้โชคร้ายเพียงลำพัง ชีวิตของคนอื่นๆ ที่ถูกจับมาก็แลดูอับจนไม่แพ้กัน หลายคนไม่ได้มาจากครอบครัวใดที่ยากจนเหมือนจ้าวฟางหลัน แต่กลับกลายเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเพราะพวกคนร้ายอยากได้ผลประโยชน์

ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ร้อนจัดลอดผ่านร่องไม้บนหลังคารถม้า สะท้อนให้เห็นละอองฝุ่นบางๆ ลอยไปมา จ้าวฟางหลันสะบัดศีรษะด้วยความง่วงซึม คิดในใจว่าต้องพยายามตื่นตัวเพื่อหาโอกาสหนี แต่แล้วร่างเล็กๆ ของนางกลับอ่อนแรงเสียจนทนไม่ไหว นางวางหัวพิงผนังไม้ ครู่เดียวเปลือกตาก็หนักอึ้งจนปิดลงอย่างไม่รู้ตัว

เหมือนผ่านไปเพียงชั่วลมหายใจ จ้าวฟางหลันลืมตาขึ้นอีกครั้งแล้วพบว่าบรรยากาศโดยรอบพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะอยู่ในรถม้าคับแคบและมืดทึบ นางกลับยืนอยู่ท่ามกลางสถานที่ที่คุ้นตาอย่างประหลาด มันคือร้านต้นไม้ที่นางเคยเติบโตมาตั้งแต่ยังเป็น “มินนี่” ในโลกเดิม ร้านนี้มีเคาน์เตอร์ไม้เก่าด้านหนึ่ง มีแปลงดอกไม้และชั้นวางกระถางเรียงราย เสียงนกร้องจิ๊บๆ เหนือหลังคากันสาดผ้าใบสีเขียวซีด น้ำค้างที่เกาะตามใบไม้ยังสะท้อนแสงแดดจางๆ ราวกับเพิ่งผ่านเช้าตรู่

“ที่นี่…ที่นี่มัน…” จ้าวฟางหลันอุทานด้วยเสียงตะกุกตะกัก ใจนางเต้นแรง นางจำได้ว่าร้านต้นไม้นี้เป็นของพ่อแม่สมัยที่นางยังอยู่ในร่าง ‘มินนี่’ ก่อนจะเสียชีวิตด้วยฟ้าผ่า หากแต่มันควรจะหายไปจากการรับรู้ของนางแล้ว ทำไมถึงโผล่มาอยู่ตรงหน้าในยามหลับ?

นางกวาดตามองรอบๆ สิ่งละอันพันละน้อยยังเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน กระถางดอกไม้วางเป็นระเบียบเรียบร้อย มุมหนึ่งมีชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้ไผ่เก่าๆ สำหรับลูกค้านั่งรอ มีกาเหยือกน้ำและแก้ววางอยู่บนโต๊ะ ราวกับยังไม่ได้เก็บกวาดเมื่อวาน ตอนที่นางเตรียมเอกสารจะขายร้าน สิ่งนี้ฉายชัดในความทรงจำจนน่าประหลาดใจ

“หรือว่านี่จะเป็นความฝัน?” จ้าวฟางหลันพึมพำ ค่อยๆ ก้าวเท้าเดินไปตามทางเดินระหว่างชั้นวางต้นไม้ สัมผัสกลิ่นดินชื้นๆ สดชื่นแบบที่นางโหยหามาเสมอ แต่ยามนี้มือเท้าของนางไม่ได้สกปรกหรือเปื้อนฝุ่นเหมือนตอนอยู่ในรถม้า แถมยังไม่รู้สึกปวดร่างกายเลยแม้แต่น้อย ทั้งหมดนี้ขัดกับสภาพจริงที่นางเพิ่งหลับไปในฐานะเด็กสาวอายุหกขวบผู้เป็นเชลยโจร

จ้าวฟางหลันหมุนตัวมองไปรอบๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ตรงกลางร้านมีเสาไม้ค้ำหลังคา มีแผ่นป้ายผุๆ เขียนว่าร้าน “สวนพฤกษาบ้านมินนี่” อย่างที่นางเคยเห็นตั้งแต่เล็ก มุมหนึ่งเห็นกระถางไม้ใหญ่ที่เคยปลูกต้นโมกสำหรับกันยุง บนกระถางยังมีคราบดินแห้งและเศษใบไม้ร่วง นางเดินผ่านไปก็ยังเห็นลังเก็บอุปกรณ์ทำสวนวางอยู่ข้างเก้าอี้เก่าๆ อีกตัว

“นี่มันรายละเอียดของโลกเดิมทุกกระเบียดนิ้วเชียว…” นางเอ่ยกับตัวเอง ในขณะเดียวกัน ใจก็สับสนอย่างบอกไม่ถูก คำถามพลุ่งพล่านขึ้นมามากมาย

“แล้วถ้าเป็นเพียงความฝัน ทำไมถึงสมจริงขนาดนี้?” คิดในใจ

ถึงจะกล้าๆ กลัวๆ นางก็เลือกที่จะเดินต่อเพื่อสำรวจ พาตัวเองเข้าไปใกล้ลังเก็บอุปกรณ์ทำสวนที่นางเคยใช้เป็นประจำ สมัยก่อนจะถูกฟ้าผ่า นางต้องใช้กรรไกรตัดแต่งกิ่ง ฉีดสเปรย์กันแมลง ตามคำแนะนำของพ่อแม่เพื่อดูแลต้นไม้ให้สมบูรณ์ที่สุด นางจำได้แม่นว่าในลังนี้มีทั้งพลั่วขนาดเล็ก กรรไกรตัดกิ่ง สเปรย์รดน้ำ ถุงมือผ้า แล้วก็มีดทำสวนที่พ่อนางใช้งานเป็นหลัก มีดนี้เป็นของเก่าที่ด้ามไม้สึกไปเล็กน้อย แต่คมกริบและดูแข็งแรง

เมื่อเปิดฝากล่องด้านบน นางก็เห็นเครื่องมือทั้งหมดที่คุ้นเคย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีดด้ามไม้สีน้ำตาลเข้มเล่มนั้นก็วางอยู่ตรงมุม นางยืนนิ่งพลางสูดหายใจยาวๆ

“หากโลกแห่งนี้เป็นมิติส่วนตัวจริงๆ ไม่ใช่ฝัน ที่นี่อาจจะมีประโยชน์…” จ้าวฟางหลันคิดถึงชีวิตปัจจุบันในยุคจีนโบราณที่เสี่ยงอันตราย สองมือของนางถูกเชือกมัดไว้ ถึงจะไม่ได้แน่นมาก แต่ก็แก้ไม่หลุด และหากจะหนีรอดจากพวกโจร มีดสักเล่มก็ดูจะเป็นตัวช่วยที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

“แต่…ข้าจะนำมันออกจากที่นี่ได้อย่างไร?” นางพึมพำแล้วลองยกมีดขึ้นมาถือไว้ในมือ รู้สึกถึงน้ำหนักที่คุ้นเคยจริงๆ ใบมีดวาวเล็กน้อยตรงปลายคม วูบหนึ่งในสมองเกิดแวบความคิดบ้าบิ่น

“ถ้าเกิดที่นี่ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นมิติพิเศษที่ติดตัวข้ามภพมาเหมือนในนิยายที่เคยอ่านล่ะ?” ภาพนั้นทำให้นางอดตื่นเต้นไม่ได้ ถ้าเอาออกไปได้ คงมีประโยชน์ยิ่งต่อการเอาชีวิตรอด

นางลองหลับตา ตั้งสมาธิ จินตนาการถึงรถม้าที่นางจากมา ใจก็เต้นตูมตามอย่างมีความหวัง ถ้าการปรากฏตัวในร้านต้นไม้แห่งนี้เกิดขึ้นเพราะนาง ‘หลับ’ หรือ ‘ใช้สติ’ บางอย่าง ก็น่าเชื่อว่าอาจมีวิธีพาตัวเองกลับไปพร้อมของในมิตินี้ หลังกลั้นใจสักพัก นางก็ลองกำมีดไว้แน่นแล้วพูดกับตัวเองเหมือนเป็นคำอธิษฐานในใจว่า

“ข้าจะกลับ…เอามีดนี้ติดมือกลับไปด้วย” เด็กหญิงเอ่ยกับตนเอง

ทันใดนั้น ความรู้สึกหมุนติ้วพุ่งขึ้นในท้อง ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่าน คล้ายร่างนางถูกดึงเข้าสู่ความว่างเปล่าและบิดเบี้ยว ดวงตานางพร่าลง…

จ้าวฟางหลันลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้บรรยากาศรอบตัวกลับมาเป็นโลกแห่งความจริง ร่างกายนางนั่งอยู่ในรถม้าแบบเดิม ใต้ก้นยังสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือน แต่ภาพตรงหน้าทำให้นางผวาใจเต้นแรง เมื่อพบว่าในมือเล็กๆ ของนางมีมีดด้ามไม้สีน้ำตาลเข้มอยู่จริงๆ! มันคือมีดทำสวนจากร้านต้นไม้ของพ่อแม่ในโลกเดิมทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ผิดไปจากที่นางเพิ่งเห็นในมิตินั้น

“สวรรค์!” จ้าวฟางหลันหลุดปากด้วยความตกใจ มือไม้สั่นน้อยๆ รีบก้มลงกอดมันแนบอกอย่างเผลอตัว อาวุธวาววับที่เพิ่งข้ามมิติได้กำลังแสดงตัวอย่างโจ่งแจ้ง หากมีใครในรถม้าเห็นก็คงแปลกใจไม่น้อย นางรีบกวาดสายตาไปเห็นเด็กชายใบหน้าคมเข้ม จ้องมองมาที่นางด้วยแววตาประหลาดใจ

“เจ้าเอามีดมาจากไหน?” เขาพึมพำ เบาเสียจนคนขับรถม้าที่อยู่ด้านนอกไม่ได้ยิน แต่สีหน้าระแวงและฉงนฉงายเสียจนชัด

“เล่มใหญ่ขนาดนี้ เจ้าเอาไปซ่อนไว้ในเสื้อได้อย่างไร”

จ้าวฟางหลันอึกอัก นางไม่อาจบอกความจริงได้ว่าเพิ่งหลุดเข้าไปในมิติลับเป็นร้านต้นไม้แล้วหยิบมีดกลับมา

“ข้า…เจอมัน…ในซอกผนัง…ข้าคิดว่าคงมีคนซ่อนไว้” นางตอบตะกุกตะกัก ทำท่าเก็บมีดไว้ข้างตัว พยายามไม่แสดงอาการตื่นเต้นจนเกินเหตุ

เด็กชายอีกคนที่นั่งถัดไปก็หันมามองด้วยความตื่นตะลึงไม่แพ้กัน แม้จะพยายามรักษาระดับเสียงให้เบาที่สุด แต่ก็อดแสดงสีหน้าห่วงใยไม่ได้

“พวกเจ้าอย่าขยับให้มากนักสิ! ถ้าโจรรู้ว่าเรามีมีด พวกมันจะไม่ปล่อยไว้แน่ อาจฆ่าเราทันที” เขากล่าวเตือน แต่ดวงตายังจับจ้องมีดอย่างไม่วางตา

จ้าวฟางหลันรู้ดีว่าสิ่งที่พวกเขาห่วงคือโจรจะรู้ว่ามีอาวุธ การมีอาวุธไว้ป้องกันตัวเป็นความได้เปรียบที่ไม่น้อยเลยสำหรับเด็กๆ ที่ไร้ทางสู้

“ข้ารู้…ตอนนี้เรามีมีดแล้ว ใช้ตัดเชือกเลยดีไหม” นางพูดพลางเลื่อนมีดไปไว้ใกล้เชือกที่ผูกข้อมือของนางเอง

ทันใดนั้น เด็กชายใบหน้าคมเข้มก็รีบฉวยข้อมือนางไว้ “เดี๋ยวก่อน!” เสียงเขาเข้มขึ้นเล็กน้อย ราวกับกลัวว่านางจะทำอะไรบุ่มบ่าม

“เจ้าจะตัดเชือกตอนนี้น่ะเหรอ? ถ้าพวกโจรเข้ามาเห็นว่าเชือกเราถูกตัด พวกมันคงรู้ตัวทันที เราไม่มีทางหนีได้ไกล” เขาสบตาด้วยแววจริงจังเกินวัย

“เราคงโดนฆ่าตายตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวลงจากรถด้วยซ้ำ” เด็กชายเอ่ยกับจ้าวฟางหลัน

จ้าวฟางหลันชะงัก มือที่กำมีดสั่นน้อยๆ คำพูดของเขาถูกต้อง นางใจร้อนเกินไป เพราะภาพการข่มขู่โหดร้ายของโจรยังติดตา ทำให้นางอยากหลุดพ้นพันธนาการในทันที แต่อีกฝ่ายก็มีดาบ ซ้ำมีจำนวนมากกว่าหนึ่ง แค่เด็กไม่กี่คนไม่มีทางต่อกรได้โดยตรง

“แต่…เราจะถือมีดนี้ไว้เฉยๆ แล้วหวังให้รอดอย่างนั้นหรือ?” นางถามพลางเม้มริมฝีปาก ใจหนึ่งตื่นเต้นที่มี ‘อาวุธ’ ในมือ แต่อีกใจก็สับสนว่าจะใช้อย่างไรโดยไม่เป็นภัยกลับมาสู่ตนเอง

เด็กชายอีกคนที่เงียบอยู่สักพักจึงเสริมความคิดเห็น

“บางที…เราควรรอเวลาที่เหมาะสม เช่นตอนกลางคืนหรือช่วงพวกมันหยุด เราค่อยใช้มีดตัดเชือกแล้วหนีไปเงียบๆ หรือไม่ เราก็ฆ่าพวกมัน….” พูดจบเขาก็มองไปยังเพื่อนอีกคนเหมือนรอความเห็น มินนี่สะดุ้งขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำว่า “ฆ่า”

“ใช่ ข้าก็คิดว่าต้องวางแผนดีๆ ไม่ใช่เสี่ยงแบบสุ่มสี่สุ่มห้า พวกมันมีทั้งหมดกี่คนเจ้าก็รู้ อย่างน้อยเท่าที่เห็นแน่ๆ มีสองคน ขี่ม้ากันคนละตัว อีกอย่าง ตราบใดที่พวกเรายังมีเชือกอยู่ โจรจะไม่สงสัยมากนัก เราควรใช้ประโยชน์ตอนที่พวกมันประมาท” ใบหน้าคมเข้มของเด็กชายคนแรกขมวดคิ้วหนัก อธิบายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

จ้าวฟางหลันนั่งฟัง รู้สึกสมเหตุสมผลขึ้นมาทีเดียว นางพยักหน้าช้าๆ

“อืม เข้าใจแล้ว ข้าคงผลีผลามเกินไป” เด็กหญิงลดมีดลงมาแนบไว้ข้างลำตัวอย่างระวัง เพื่อไม่ให้คนด้านนอกเห็น

“หากพวกมันเปิดประตูมาเมื่อไหร่ ข้าจะซ่อนมันไว้ใต้เสื้อผ้า ข้าตัวเล็ก พวกมันไม่ระวังข้าหรอก” เด็กชายทั้งสองคลายสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าจ้าวฟางหลันไม่ผลีผลามอีกต่อไป

“ดี… แต่ระวังด้วยล่ะ ถ้าพวกมันเพียงแค่เอะใจแล้วค้นตัวเรา รับรองว่าไม่มีใครรอด” เด็กชายใบหน้าคมเข้มกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเข้มงวดเหมือนผู้ใหญ่

“อีกอย่าง เจ้าต้องบอกเราทุกครั้งที่จะลงมือทำอะไร เราจะได้หาทางช่วยกัน” เขากล่าวต่อ

จ้าวฟางหลันรับคำด้วยสายตาคาดหวังว่าการประสานงานระหว่างสามคนจะเป็นกุญแจหนีให้รอดได้ นางหันกลับไปมองมีดอยู่ในมืออีกครั้ง คราบสนิมตรงปลายเล็กน้อย แต่ยังคงความคมกริบด้วยการดูแลอย่างดีในโลกเดิม หรือใน “มิติร้านต้นไม้” นั่นเอง แม้จะไม่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าเพราะเหตุใดมิติเหล่านั้นถึงปรากฏขึ้นในฝันและดึงของออกมาได้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขอบคุณ ‘โชคชะตา’ ที่ส่งโอกาสให้อีกครั้ง

“ข้าจะไม่ปล่อยให้มีดเล่มนี้ตกอยู่ในมือพวกมัน…เพราะนี่อาจเป็นหนทางรอดเดียวที่เราเหลือ” นางคิดในใจแน่วแน่

ในขณะเดียวกัน เด็กคนอื่นๆ ที่อยู่ในรถม้าก็ยังนั่งซึม มีบ้างที่แอบมองมา แต่คงไม่ได้สังเกตถึงมือของจ้าวฟางหลันชัดนัก เนื่องจากบริเวณนี้ทั้งมืดทั้งแคบ เสื้อผ้าของนางเองก็ยาวพอสมควรสำหรับเด็กหญิงหกขวบที่ตัวเล็กอยู่แล้ว นางจึงค่อยๆ แอบซุกมีดไว้ใต้กองชายเสื้อของตนเอง โดยให้ปลายมีดหันเข้าหาลำตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการตัดโดนเนื้อ

เมื่อตั้งสติได้แล้ว นางสูดหายใจลึก พยายามประคองตนเองไม่ให้สั่น เด็กชายที่ยังไม่เปิดเผยชื่อทั้งสองนั่งประกบนางคนละด้าน ครั้นรถม้าเคลื่อนตัวไปกระแทกหลุมหรือก้อนหินเป็นระยะ พวกเขาก็จะยกแขนหรือเอี้ยวตัวมาบังไม่ให้จ้าวฟางหลันล้มจนมีดอาจหลุดไปกองกับพื้น สถานการณ์เต็มไปด้วยความระแวดระวัง

“เจ้าดูไม่ค่อยกลัวแล้วนะ” เด็กชายใบหน้าคมเข้มกล่าวเสียงเบาๆ ให้ได้ยินกันในวงแคบ

“ก่อนหน้านี้เจ้าร้องไห้ไม่หยุด… ตอนนี้เจ้ากลายเป็นเหมือนคนละคน แล้วเหตุใดถึงมีกลิ่นอาย…อืม…เป็นผู้ใหญ่มากกว่า” เขาส่งสายตาจับพิรุธ แต่ตนเองก็เห็นอยู่ว่าทุกคนต่างก็อยู่บนรถม้าไม่ได้ไปไหน คงไม่มีใครเปลี่ยนตัวมาแน่ๆ

จ้าวฟางหลันสะอึกเล็กน้อย นางรู้ดีว่าหากบอกความจริงทั้งหมดคงไม่มีใครเชื่อ

“คงเพราะข้ารู้สึกว่า…หากยังเอาแต่ร้องไห้ ข้าคงตายไปอย่างไร้ค่า” นางตอบเรียบๆ แล้วยิ้มบาง

“ข้ากลัวตาย จึงต้องลุกขึ้นมาสู้ให้ถึงที่สุด”

เด็กชายคนนั้นพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ คงรู้ว่าต่างคนต่างมีความลับส่วนตัว และสถานการณ์ก็ไม่เอื้อให้ใช้คำถามฟุ่มเฟือย

เป็นเวลายาวนานเพียงใดไม่อาจคาดเดาได้ รถม้าวิ่งมาทั้งวัน กระทั่งแสงแดดเริ่มหุบลงขอบฟ้า เสียงนกกากลับรังดังแว่วๆ วังเวงขึ้นทุกขณะ พวกโจรที่คุมเชิงอยู่ด้านนอกแวะหยุดให้ม้ากินน้ำเป็นระยะ แต่ไม่ยอมเปิดรถมาเช็กด้านในบ่อยนัก คงคิดว่าเด็กๆ ในนี้ต่างก็หมดแรงขัดขืน เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเด็กอ่อนแอแถมโดนมัดมือและเท้าไว้

ในใจจ้าวฟางหลันยิ่งใคร่ครวญว่าเมื่อใดจึงจะได้จังหวะลอบตัดเชือกเพื่อลงมือหนี สิ่งหนึ่งที่นางต้องทำก่อนคือต้องซ่อนมีดให้แนบเนียนที่สุด ยามพวกโจรเดินผ่านมา หรือเปิดประตูรถม้าพรวดพราด นางต้องไม่เผลอทำมีดหลุดไปให้เห็นโดยง่าย และอาจต้องอาศัยเด็กชายสองคนเป็นตัวเบี่ยงเบนความสนใจ

เมื่อนางรู้สึกว่าทุกอย่างเริ่มเงียบลงอีกครั้งหลังการหยุดพักเล็กๆ นางก็หลับตาลงช้าๆ ในใจนึกว่า

“หากข้าหลับไปอีกหน… จะมีโอกาสกลับเข้าไปในมิติร้านต้นไม้ได้ไหมนะ? ถ้าสามารถเอาอย่างอื่นที่มีประโยชน์ออกมาได้อีกก็คงดี” ความคิดฟุ้งซ่านนี้ทำให้นางหัวใจเต้นเร็ว แต่ต้องควบคุมไว้ เพราะไม่แน่สถานที่แปลกประหลาดนั้นอาจไม่โผล่มาอีกตามใจนาง

ก่อนเปลือกตาจะปิดลง เสียงเด็กชายใบหน้าคมเข้มก็ดังเตือนเป็นครั้งสุดท้าย

“อย่าเผลอนอนแล้วทำมีดร่วงเด็ดขาดนะ ถ้าเสียมันไป คราวนี้ไม่มีโอกาสครั้งที่สองแน่” น้ำเสียงเขากังวลจริงจัง

จ้าวฟางหลันจึงเลือกเก็บมีดไว้ข้างลำตัว ชิดสะโพก จัดเสื้อผ้าให้เป็นก้อนทบมาบัง ด้านเด็กชายทั้งสองคอยเอี้ยวตัวบังสายตาเผื่อมีใครเปิดรถม้ามาเห็น นางส่งยิ้มเป็นเชิงขอบคุณ

“เข้าใจแล้ว ข้าจะนอนระวังๆ ขอบใจพวกเจ้ามาก…” จากนั้นจึงเอนกายลงช้าๆ พิงกับผนังรถ นัยน์ตาของนางปรือๆ ด้วยความเหนื่อยล้าของร่างกาย

ภายนอก อาจดูเหมือนไม่มีใครสนใจว่าภายในรถม้าเป็นอย่างไร พวกโจรยังคุยกันถึงเรื่องเส้นทางข้างหน้า การแบ่งสัดส่วนผลกำไรระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง เสียงหัวเราะหยาบคายดังแทรกเป็นระยะ หารู้ไม่ว่าท่ามกลางความเงียบสงัดของกลุ่มเด็กเชลย มีเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งได้ค้นพบของวิเศษที่ขนข้ามโลกมา และมันอาจพลิกสถานการณ์ได้ทั้งหมด…

ขณะที่มินนี่หรือจ้าวฟางหลันคลิ้มหลับอีกครั้ง นางได้แต่หวังว่าเมื่อตื่นขึ้นมา จะไม่เกิดเรื่องร้ายเช่นถูกค้นตัวหรือโดนตั้งข้อสงสัยก่อนเวลาอันควร เพราะถ้ามีดเล่มเดียวนี้ถูกริบไป ชีวิตก็รังแต่จะทรุดหนัก การมีอาวุธเล่มนี้ คือความหวังแรกในการต่อสู้กับโชคชะตาที่โหดร้ายเกินไปสำหรับเด็กหญิงอายุเพียงหกขวบในโลกแห่งสงครามเถื่อน

และนี่เอง…คือจุดเริ่มของการเชื่อมโยงระหว่างสองโลกและโอกาสรอดที่จ้าวฟางหลันกำลังจะคว้าไว้สุดกำลัง!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...