'เคจีไอ' สรุปงบบจ.ไทย Q1/68 ดีกว่าคาด แนะ 7 หุ้นน่าจับตา
#ทันหุ้น - บล.เคจีไอ สแกนผลประกอบการบจ.ไทย Q1/68 ของหุ้นที่ศึกษาอยู่เพิ่มขึ้น 1% YoY และ 42% QoQ; โดยรวมดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ 5% กำไรสุทธิรวมของหุ้นที่ KGI ศึกษาอยู่ใน Q1/68 อยู่ที่ 2.05 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% YoY และ 42% QoQ โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง QoQ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานกำไรที่ต่ำของกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมีใน Q4/67
โดยกำไรรวมในไตรมาสแรกสูงกว่า consensus 5% ซึ่งเมื่อคำนึงถึงปัจจัยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และกิจกรรมในประเทศที่ชะลอตัวลงแล้ว ฝ่ายวิจัยมองว่าผลประกอบการที่ออกมายังประคองตัวได้ค่อนข้างดี ทั้งนี้ จากข้อมูลที่แสดงใน figure 2 พบว่า 35% ของหุ้นที่ศึกษาอยู่มีผลประกอบการดีเกินคาด ในขณะที่อีก 45% เป็นไปตามคาด และมีเพียง 20% เท่านั้นที่ต่ำเกินคาด
ผลประกอบการของกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม, รับเหมาก่อสร้าง และบรรจุภัณฑ์ออกมาดี ในขณะที่ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์อ่อนแอในสุดใน Q1/68
ดังแสดงใน Figure 3 กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม, รับเหมาก่อสร้าง และบรรจุภัณฑ์เป็นสามกลุ่มที่ผลประกอบการรายไตรมาสออกมาดี และดีกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของหุ้นหลายตัวในกลุ่มนี้ อย่างเช่น WHA*, STEC* และ SCGP* นอกจากนี้ ผลประกอบการของหุ้นกลุ่ม ICT และ F&B ในภาพรวมก็ถือว่าออกมาดี
สำหรับกลุ่มที่ผลประกอบการอ่อนแอ ฝ่ายวิจัยพบว่ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยออกมาอ่อนแอที่สุด โดยมีสองสามบริษัทที่ผลประกอบการออกมาน่าผิดหวัง และทำให้มีการปรับลดประมาณการกำไรลงหลังประกาศงบ Q1/68 ในภาวะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง และ ยังมีความไม่แน่นอนจากประเด็นภาษีการค้าสหรัฐ และ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยอีก
แนวโน้มผลการเจรจาการค้าระหว่างไทย-สหรัฐ จะเป็นปัจจัยตัดสินแนวโน้มการปรับประมาณการ EPS ตั้งแต่ต้นปีนี้มา KGI ปรับลดประมาณการ EPS ปี 2568 ของหุ้นที่ฝ่ายวิจัยศึกษาอยู่ลงไปแล้ว 7% ซึ่งน่าจะสะท้อนถึงแนวโน้ม GDP ที่ชะลอตัวมากว่าที่คาดเอาไว้ และผลกระทบจากมาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐไปบ้างแล้วในระดับหนึ่ง โดยมองว่าหากประเทศไทยสามารถต่อรองอัตราภาษีให้ลงมาอยู่ที่ประมาณ 10% เท่ากับในปัจจุบันซึ่งอยู่ในช่วงผ่อนผันได้ downside ของประมาณการ EPS ในปัจจุบันก็น่าจะจำกัด
ในขณะเดียวกันประมาณการกำไรยังคงมีความเสี่ยงอยู่ เพราะประเทศไทยยังอยู่ในช่วงต้น ๆ ของการเจรจาเท่านั้น โดยในปัจจุบัน ฝ่ายวิจัยคาดว่า EPS ปี 2568 จะอยู่ที่ 99.3 และ เมื่ออิงจาก PE เป้าหมายที่ 13.2x ทำให้ฝ่ายวิจัยได้ดัชนี SET เป้าหมายสิ้นปี 2568 ที่ 1,311 จุด ซึ่งยังมี upside จากระดับปัจจุบันอีก 9%
ยังคงเน้นหุ้นกลุ่ม global cyclical และหุ้นที่ผลประกอบการ Q1/68 ออกมาน่าประทับใจ
จากมุมมองของฝ่ายวิจัยในบทวิเคราะห์กลยุทธ์เกี่ยวกับผลพวงของสงครามการค้าของ Trump ที่ออกเมื่อไม่นานมานี้ มองบวกมากขึ้นกับหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวกับวัฏจักรเศรษฐกิจโลก (global cyclical plays) มากกว่าหุ้นที่อ่อนไหวกับเศรษฐกิจในประเทศ (domestic plays) เพราะฝ่ายวิจัยเชื่อว่าน่าจะมีคู่ค้าของสหรัฐอีกสองสามรายที่บรรลุข้อตกลงการค้าได้ในเร็ว ๆ นี้ ในขณะที่มีความเป็นได้ว่าจีน และสหรัฐจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันเพิ่มเติมอีก ดังนั้น ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำให้นักลงทุนเกาะกับหุ้น cyclical ที่แนะนำไว้ อย่างเช่น IVL* และSCGP*
ในขณะเดียวกันยังชอบหุ้นที่ผลประกอบการ Q1/68F ออกมาน่าประทับใจ และเพิ่งถูกปรับเพิ่มประมาณการกำไร อย่างเช่น STECON และ WHA* สำหรับหุ้น F&B ที่เป็นหุ้นเด่นของฝ่ายวิจัยมาสองสามเดือนแล้วนั้น ยังคงชอบหุ้นอย่าง OSP* แต่กำลังทบทวนสมมติฐาน และราคาเป้าหมายของหุ้นแปรรูปเนื้อสัตว์อย่างเช่น BTG* และTFG* หลังจากที่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาแรงแล้ว