อพท.ปั้นชุมชนพิเศษ ตามเทรนด์โตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าปี 68 ดันรายได้แตะ 272 ล้านบาท
อพท.ปั้นชุมชนพิเศษ ตามเทรนด์โตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าปี 68 ดันรายได้แตะ 272 ล้านบาท
นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดเผยว่า ตามเป้าหมายของ อพท.มีหน้าที่ช่วยสนับสนุนชุมชนพิเศษที่คัดเลือกขึ้นมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาสู่ความยั่งยืน ในตลอดการดำเนินงานมีชุมชนที่ อพท.เข้าไปช่วยสนับสนุนเพิ่มขึ้นกว่า 144 แห่งที่สร้างรายได้แบบเป็นระบบมากขึ้น มีทั้งพื้นที่พิเศษ และชุมชนปกติที่เข้ามาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อยกระดับชุมชนเพิ่มขึ้นโดยคาดการณ์ว่าทั้งปี 2568 จะสร้างรายได้ในจำนวน 61 ชุมชนใน 9 พื้นที่พิเศษตลอดปี 2568 ไม่น้อยกว่า 272 ล้านบาท หลังในช่วง 5 เดือนแรก (มกราคม-พฤษภาคม) สร้างรายได้สะสมแล้วกว่า 113 ล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยว 3.5 แสนคน
นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า ภาพปัจจุบันของการท่องเที่ยวชุมชน มีเทรนด์บวกมากขึ้น ทำให้รายได้ด้านการท่องเที่ยวของชุมชนจากเทรนด์คนกำลังนิยมท่องเที่ยวมากขึ้น จึงมีรายได้มากขึ้น โดยสัดส่วนรายได้กว่า 70% มาจากการขายแพกเกจกิจกรรมท่องเที่ยว ที่หมายถึงการใช้จ่ายในชุมชนกับชาวบ้านจริงๆ ขณะที่อีก 30% มาจากการขายสินค้าชุมชน ประกอบกับครึ่งปีหลังมีช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ฤดูหนาว อากาศดี ถือเป็นแม่เหล็กดึงดูดการเดินทาง หนุนการเติบโตด้านรายได้แบบเท่าตัวเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
“แนวโน้มการเติบโตของรายได้ท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่พิเศษดีมาก เพราะแค่ 5 เดือนแรกของปีนี้มีรายได้สะสม 113 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2567 ที่มีรายได้การท่องเที่ยวของ 55 ชุมชนใน 9 พื้นที่พิเศษ อยู่ที่ 114 ล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยว 4.19 แสนคน ซึ่งเติบโตจากปี 2566 ที่มีฐานรายได้การท่องเที่ยวจาก 45 ชุมชนในพื้นที่พิเศษอยู่ที่ 62.5 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยว 2.47 แสนคน” นายศิริปกรณ์ กล่าว
นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า สำหรับการเดินหน้าพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแมนเมด หรือสร้างด้วยมนุษย์ เริ่มต้นที่โครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง ซึ่งยืนยันว่าจะสามารถดำเนินการจนสำเร็จแน่นอน แม้เคยเกิดเป็นข้อถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน ทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและนักอนุรักษ์มานานหลายทศวรรษ แต่จากการสอบถามความคิดเห็นล่าสุดพบว่ากว่า 70% เห็นด้วยกับโครงการนี้ ส่วนอีก 20% รู้สึกเฉยๆ กลางๆ และที่เหลืออีก 10% ไม่เห็นด้วย เฉพาะชาวบ้านในจังหวัดเลยส่วนใหญ่แทบจะเห็นด้วย 100% กับโครงการนี้ ที่คาดว่าใช้งบประมาณพัฒนา 1,000 ล้านบาท วางไทม์ไลน์การพัฒนา 30 เดือนนับจากนี้ สามารถเริ่มก่อสร้างได้ในต้นปี 2570 และแล้วเสร็จในปลายปี 2570 รวมถึงเป้าหมายผลักดัน ได้แก่ การพัฒนาถนนสายใหม่ 11 กม. เชื่อมบางเบ้า-สลักเพชร บนเกาะช้าง ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่พิเศษของ อพท. แห่งแรก ทำให้คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวโดยชุมชน
“ข้อถกเถียงความห่วงใยในการสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง ปรับลดลงเยอะมาก อาทิ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร แม้ยังมีความกังวลอยู่บ้าง แต่ประเด็นข้อห่วงใยที่ถูกหยิบยกขึ้นมาส่วนใหญ่คือ การบริหารจัดการการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพหลังสร้างกระเช้าแล้วเสร็จ ส่วนข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยังน้อยมาก โดย อพท.มีแผนจะเข้าพบผู้บริหารมูลนิธิฯ เป็นการส่วนตัวในเร็วๆ นี้ เพื่อชี้แจงข้อสงสัยทั้งหมด” นายศิริปกรณ์ กล่าว
นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า อพท.จะกำหนดขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง สอดรับกับที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชกำหนดไว้ไม่ให้เกิน 5,000 คนต่อวัน นอกจากนี้กระเช้าไฟฟ้าจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการจัดการขยะ ในขณะที่นักท่องเที่ยวผู้พิการสามารถนั่งกระเช้าลอยฟ้าไปเยี่ยมชมภูกระดึงแบบไปกลับ 1 วันได้ โดยมองเวลาเปิดให้บริการตั้งแต่ 05.00-20.00 น. ขณะที่ค่าโดยสารไป-กลับต้องรอข้อสรุปอีกครั้งว่าจะอยู่ที่กี่บาท แต่ได้ศึกษาค่าโดยสารเทียบเคียงกับกระเช้าลอยฟ้าของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ส่วนใหญ่จัดเก็บที่ราคา 800-1,000 บาทต่อคน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อพท.ปั้นชุมชนพิเศษ ตามเทรนด์โตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าปี 68 ดันรายได้แตะ 272 ล้านบาท
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th