โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Superman: ฮีโร่ที่โลกปี 2025 ยังต้องการ

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 06.20 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 06.20 น.
ภาพไฮไลต์

ดูเหมือนว่ายุคสมัยใหม่ของซูเปอร์แมนกำลังจะมาถึงแล้ว

หากสังเกตที่กล่องของเล่นไทอินสำหรับภาพยนตร์ Superman (2025) ที่ออกฉายวันนี้ เราจะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงสโลแกนของยอดมนุษย์อเมริกันคนนี้

“As an embodiment of truth, justice and the human way he soon finds himself in the world that views these as old-fashioned.”

(ในฐานะตัวแทนแห่งความจริง ความยุติธรรม และวิถีมนุษย์ ซูเปอร์แมนพบว่าตัวเองอยู่ในโลกที่มองว่าค่านิยมเหล่านั้นกำลังตกสมัย)

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สโลแกนของบุรุษเหล็กผู้นี้คือ ‘Truth, Justice and the American Way’ นำพาให้ยอดมนุษย์คนนี้เป็นสัญลักษณ์และแม่แบบของชาติสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่ตกต่ำดำมืด และเป็นการพูดอย่างกลายๆ ว่า ซูเปอร์แมน ยอดมนุษย์ผู้สามารถแก้ได้ทุกปัญหาในโลกและค่านิยมอันดีงามที่เขายึดถือ - ความจริงและความยุติธรรม คือสิ่งที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ

การปรับสโลแกนครั้งนี้ให้รวมคนทั้งโลกเข้าหากันเป็นเหมือนสัญญาณที่บอกว่าซูเปอร์แมนและค่านิยมของเขาไม่ได้เป็นของใคร ไม่ได้เป็นของรัฐใดหรือของชาติใดชาติหนึ่ง แต่ว่าเขาคือยอดมนุษย์ของทุกคนบนโลกใบนี้ ความจริงและความยุติธรรมคือสิ่งที่เราทั้งโลกต่างต้องร่วมกันสร้าง

ตลอดเวลาเกือบ 90 ปีที่เขาถือกำเนิดขึ้น Superman ถูกใช้เป็นพาหนะให้แก่เรื่องเล่าและสารที่หลากหลายจากปลายปากกาของนักเขียนนับไม่ถ้วน เราได้เห็น ‘ยุค’ ต่างๆ ของ Superman บางยุคเขาก็เฉิดฉายอย่างดวงตะวัน บางยุคโดดเดี่ยวและดำดิ่ง ส่วนหากมองทิศทางของเขาในหนังฉบับนี้ Superman น่าจะเป็นฮีโร่ที่โลกอันแตกแยกแห่งปี 2025 ต้องการ

The American Golem

กาลครั้งหนึ่งห่างไกลจากดาวโลก ดาวเคราะห์คริปทอนแตกสลาย บ้างก็ว่าจากซูเปอร์โนว่าธรรมชาติ บ้างก็ว่าเพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่นำไปสู่สงคราม หรือการขุดเจาะเอาแร่ธรรมชาติเกินขนาด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร นักวิทยาศาสตร์ จอร์ เอล และ ลาร่า ซอร์ เอล นำลูกชายของเขาเข้ากระสวยอวกาศแล้วยิงเขาออกจากดาวเคราะห์ที่กำลังแตกดับ เด็กคนนั้นชื่อว่า คาล เอล เด็กชายผู้ที่จะลงจอดที่ไร่แห่งหนึ่งในรัฐแคนซัส ถูกรับเลี้ยงโดยครอบครัวเคนต์ในนาม คลาร์ก เคนต์ และจะกลายเป็นยอดมนุษย์ซูเปอร์แมนในที่สุด

เรื่องราวการกำเนิดของซูเปอร์แมนสะท้อนภาพประสบการณ์นักเขียนผู้คิดเรื่องนี้ขึ้นมา นั่นคือ เจอร์รี่ ซีเกิล และโจ ชูสเตอร์ นักเขียนลูกผู้อพยพชาวยิวที่เข้ามาอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา แม้จะไม่ได้ถูกคอนเฟิร์มจากปากผู้เขียนเอง นักประวัติศาสตร์เชื่อมโยงคอนเซ็ปต์ของซูเปอร์แมนเข้ากับตำนานพื้นบ้านชาวยิว ‘โกเลม’ ในตำนานดังกล่าวโกเลมคือยักษ์โคลนอมตะที่ถูกปั้นขึ้นมาโดยรับบีชื่อว่าโล โดยหน้าที่ของมันคือปกป้องชุมชนคนยิวเมื่อพวกเขาต้องเข้าไปอยู่ต่างแดน

ประสบการณ์การเป็นคนชายขอบของพวกเขาโผล่มาให้เราเห็นได้ตั้งแต่ในครั้งแรกที่เราเห็นยอดมนุษย์ในชุดน้ำเงินแดงคนนี้

“ซูเปอร์แมน! ผู้ปกป้องเหล่าผู้ถูกกดทับ ชายร่างกำยำเหนือจินตนาการผู้ปฏิญาณจะช่วยทุกคนที่ต้องการความช่วยเหลือ” คำอธิบายซูเปอร์แมนในการ์ตูน Action Comic #1

จุดเด่นที่ทำให้ซูเปอร์แมนเป็นตัวละครที่ใครๆ ก็สนใจและสามารถยึดโยงได้คือสิ่งที่เขานำเสนอและการเมืองเบื้องหลังเขา นั่นคือเขาต่อสู้เพื่อผู้คนที่ถูกกดทับ คนชายขอบ คนตัวเล็กตัวน้อยผู้ไม่มีเสียง แต่ด้วยความแข็งแกร่ง คงกระพัน และความไม่ต้องขึ้นตรงต่อสถาบันทางการเมืองใดของโลก เขาไม่เคยต้องรอระบบราชการเพื่อทำงาน

การเป็นคนคนหนึ่งที่กุมอำนาจมหาศาลไว้คนเดียวของเขาจัดให้ซูเปอร์แมนอยู่ในหมวด ‘Strongman’ ที่คนอนุรักษ์นิยมชื่นชอบ แต่เขาเลือกใช้อำนาจของเขาเพื่อปกป้องคนชายขอบ แสดงให้เราเห็นว่าเขายึดความเชื่อมั่นในคุณค่าเสรีนิยม (Liberal) และในขณะเดียวกัน วิธีการที่เขาต่อสู้ นั่นคือไม่ผ่านระบบและไม่ต้องถูกตรวจสอบ นำเสนอแง่มุมอิสรนิยม (Libertarianism) ของซูเปอร์แมน

นั่นแปลว่าไม่ว่าความเชื่อทางการเมืองของเราจะเป็นยังไง ซูเปอร์แมนตอบโจทย์เราได้หมด เขานำเสนอส่วนที่ดีที่สุดของทุกแนวคิดการเมือง ความเห็นอกเห็นใจของเสรีนิยม ความมั่นคงแข็งแกร่งของอนุรักษนิยม และความฉับไวไม่ต้องขึ้นกับระบบของอิสรนิยม

มองอย่างนี้ทำให้เราเข้าใจทันทีว่าทำไมเมื่อปี 1938 ที่ Action Comic #1 ถูกตีพิมพ์พร้อมซูเปอร์แมนอยู่บนหน้าปก การ์ตูนแนวยอดมนุษย์เลยถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการและได้รับความนิยมโดยทันที ซูเปอร์แมนเป็นเหมือนคำตอบของคำถามว่า ‘ถ้าคนคนหนึ่งมีพลังอำนาจในมือ คนคนนั้นควรใช้มันยังไงถึงจะดีที่สุด?’

ผู้ปกป้อง ความหวัง หรือเครื่องมือของรัฐ? รู้จักกับยุคต่างๆ ของซูเปอร์แมน

อย่างที่เราว่าไป ซูเปอร์แมนผ่านมือนักเขียนและศิลปินมามากมายเกินกว่าจะนับได้ ผนวกกับอายุเกือบเก้าทศวรรษของเขา ซูเปอร์แมนเป็นตัวละครที่เดินทางผ่านยุคต่างๆ ของอุตสาหกรรมหนังสือการ์ตูน และเขาเองก็มี ‘ยุค’ (Eras) ของตัวเอง

Golden Age (1938 - 1956)

เราคุยกันไปแล้วว่านี่คือยุคที่เกิดขึ้นเพราะการมีอยู่ของซูเปอร์แมนเอง ยุคทองของการ์ตูนยอดมนุษย์คือช่วงเวลาที่ฮีโร่ที่ไอคอนิกที่สุดของโลกถือกำเนิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นแบทแมน วันเดอร์วูแมน เดอะแฟลช กรีนแลนเทิร์น กัปตันอเมริกา ฯลฯ

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ซูเปอร์แมนอยู่ในระยะ ‘กำลังเติบโต’ ในตอนแรกสุดนักประวัติศาสตร์หนังสือการ์ตูนเรียกเขาว่าเป็น ‘พวกสังคมนิยมใช้ความรุนแรง’ (Violent Socialist) ที่ต่อต้านอำนาจรัฐและคนรวย สะท้อนภาพนักเขียนการ์ตูน ณ ขณะนั้นซึ่งมักเป็นคนหนุ่มที่หางานในสายงานที่มั่นคงกว่านี้ไม่ได้

แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 มาถึง ช่วงเวลาที่ลัทธิชาตินิยมแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ผู้คนต่างต้องการเห็นชาติของตัวเองอยู่ในฮีโร่ของพวกเขาทั้งนั้น ยอดมนุษย์ผู้สวมชุดน้ำเงินแดงจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ค่านิยมสหรัฐฯ

เราอาจเรียกได้ว่าการตีความซูเปอร์แมนที่แตกต่างในอนาคต ทั้งเสรีนิยม อิสรนิยม หรืออนุรักษนิยม สามารถถูกสาวกลับมาได้ถึงยุคทองนี้

Silver Age (1956 – 1970)

ยุคทองของหนังสือการ์ตูนจบลงตอนที่สหรัฐฯ ตั้งคณะอนุกรรมาธิการด้านการกระทำผิดของเยาวชนของวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาขึ้นเมื่อปี 1953 เพื่อตรวจสอบผลกระทบของหนังสือการ์ตูนต่อเยาวชนอเมริกา เพราะหนังสือการ์ตูนนำเสนอแต่ ‘อาชญากรรมและความหฤโหด’ ซึ่งอาจทำให้วัยรุ่นเลียนแบบได้

ทางออกของอุตสาหกรรมหนังสือการ์ตูนคือการเซนเซอร์ตัวเอง สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการ Comic Code Authority (CCA) ที่ทำหน้าที่เป็นไกด์ไลน์ว่าหนังสือการ์ตูนต้องมีคุณลักษณะแบบไหนที่จะสามารถถูกตีพิมพ์ได้ ตัวอย่างเช่น:

- หากการ์ตูนนำเสนออาชญากรรม การนำเสนอนั้นต้องไม่ให้ความเห็นอกเห็นใจแก่อาชญากร ให้เกิดความไม่เชื่อใจเจ้าหน้าที่ตำรวจและตุลาการ หรือทำให้ผู้อ่านอยากก่ออาชญากรรมนั้นๆ ตาม

- ต้องไม่มีความรุนแรงเกินขอบเขต (การทรมาน การใช้ปืนและมีด บาดแผล ฯลฯ)

- ต้องไม่นำเสนอโจรในฐานะบุคคลน่าเอาเยี่ยงอย่าง

- ต้องไม่เหยียดหยามตำรวจ ศาล เจ้าหน้าที่รัฐ และสถาบันหลักที่เป็นที่เคารพ

- ห้ามใช้คำว่า ‘สยอง’ (Horror) หรือ ‘สะพรึง’ (Terror) ในชื่อเรื่อง

- ฯลฯ

กฎเหล่านี้ทำให้ยอดมนุษย์ ‘ซอฟต์ลง’ เช่น แบทแมนเลิกใช้ปืนและมีกฎห้ามฆ่าคน (No Kill Rule) นอกจากนั้น ยอดมนุษย์ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ต่างมีคุณสมบัติที่เป็นไปตามกฎของคณะกรรมการ เช่น Spider-Man ฮีโร่ผู้ไม่ฆ่าคน ไม่ใช้อาวุธ และทำงานโดยตรงกับตำรวจมหานครนิวยอร์ก

ภาพไฮไลต์

ส่วนซูเปอร์แมนในฐานะตัวแทนของอุตสาหกรรมหนังสือการ์ตูนทั้งปวง เขาละทิ้งภาพขบถต่อต้านอำนาจที่เคยอยู่กับตัวละครเขาในตอนที่เขาถือกำเนิดขึ้น ซูเปอร์แมนในยุคนี้คือยุคที่เราจดจำเขาได้มากที่สุด แข็งแรง เป็นมิตร สดใส ไม่ดื้อ ไม่ต่อต้านรัฐและอำนาจ

มันเป็นยุคที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด ยุคที่รัฐและสถาบันเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ‘ความดีงาม’ แต่ในขณะเดียวกัน เพราะข้อจำกัดเหล่านี้มันก็ก่อร่างสร้างแง่มุมที่น่าสนใจให้ตัวละครเก่าและใหม่

Bronze Age (1970 - 1985)

นักเขียนการ์ตูนจากยุคก่อนหน้าเริ่มเกษียณอายุ นักเขียนหน้าใหม่เข้ามาในวงการ นำไปสู่น้ำเสียงและประเด็นใหม่ๆ นี่คือปีหลังขบวนการเรียกร้องสิทธิของพลเมืองของคนอเมริกันผิวดำ หลัง Sexual Revolution และเป็นช่วงปีของสงครามเวียดนาม มูฟเมนต์ฝ่ายเสรีนิยมเป็นที่นิยมมากๆ ในสหรัฐอเมริกา นำไปสู่ฮีโร่แบบใหม่ๆ

คนที่ถูกกดทับไม่ใช่คนที่ต้องถูกปกป้องอีกต่อไป แต่พวกเขาคือฮีโร่ ตัวอย่างเช่นX-Men, Blade, Luke Cage ฯลฯ นอกจากนั้น กฎของ CCA ก็ผ่อนปรนลงไปตามกาลเวลา เราเห็นการ์ตูนเช่น The Night Gwen Stacy Died ซึ่งเขย่าวงการการ์ตูน เพราะไม่มีใครคิดว่าจะมีนักเขียนที่กล้าฆ่าคนรักของ Spider-Man ได้ลง

ซูเปอร์แมนยังคงความหวัง ความสดใส และความเป็นเด็กดีของยุค Silver Age เอาไว้จนได้ฉายาอย่างไม่เป็นทางการว่า ‘Boy Scout’ ตัวละครของเขายังคงเป็นเวอร์ชั่นเดิมอยู่ตั้งแต่สมัยก่อนหน้า แต่ในขณะนี้สำนักพิมพ์ DC Comics กำลังประสบปัญหาว่าจักรวาลการ์ตูนของพวกเขาใหญ่เกินไปและมีตัวละครหลายเวอร์ชั่นมากเกินไป จนมีความจำเป็นต้องกดปุ่มรีสตาร์ตด้วยอีเวนต์ชื่อCrisis On Infinite Earths ที่จะล้างกระดานทั้งหมด ให้ทุกตัวละครเหลือแค่เวอร์ชั่นเดียว นั่นรวมถึงซูเปอร์แมนที่จะเริ่มใหม่ในซีรีส์ The Man Of Steel

ในโอกาสนี้ เราจึงได้เห็นการ์ตูน ‘Whatever Happened to The Man of Tomorrow’ โดย อลัน มัวร์ หนังสือที่เป็นเหมือนจดหมายรักแก่ยุค Silver Age และเป็นบทสุดท้ายก่อนซูเปอร์แมนจะเดินหน้าสู่เวอร์ชั่นใหม่ มันเป็นการ์ตูนที่จินตนาการว่าจุดจบของซูเปอร์แมนจะหน้าตาเป็นยังไง และนักอ่านจำนวนมากเชื่อว่าคือหนึ่งในเรื่องที่นำเสนอความเป็นซูเปอร์แมนได้ยอดเยี่ยมที่สุด ตีคู่ไปกับ All-Star Superman โดย แกรนต์ มอร์ริสัน

มัวร์เขียนการ์ตูนเล่มนี้ด้วยแนวคิดว่าแก่นใจกลางของซูเปอร์แมนแห่งยุคเงินนั้นแข็งแรงอยู่แล้วและไม่จำเป็นต้องถูกเปลี่ยนใหม่ เขาใช้ตอนสุดท้ายของซูเปอร์แมนวิพากษ์ความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมหนังสือการ์ตูนที่เชื่อว่าเราจะต้องวิ่งไล่ตามเทรนด์สังคมในทุกๆ แง่มุม

ซูเปอร์แมนผู้เป็นดวงไฟแห่งยุคเงินยืนโดดเดี่ยวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงรอบกายจนนาทีสุดท้าย

Modern Age (1985 - ปัจจุบัน)

หากให้อธิบายการ์ตูนสมัยใหม่ด้วยคำคำเดียว คำนั้นคือ Deconstruction หรือการรื้อสร้าง นั่นคือการ์ตูนจะไม่ได้เล่าเรื่องตรงๆ อีกต่อไป แต่มันต้องตั้งคำถาม ต้องวิพากษ์ ต้องบิดคอนเซ็ปต์ ฯลฯ โดยการ์ตูนที่เป็นตัวแทนของยุคนี้คือ The Watchmen โดย อลัน มัวร์ (อีกแล้ว) การ์ตูนที่พาเราติดตามชีวิตของเหล่าอดีตฮีโร่ในวันที่การเป็นยอดมนุษย์ผิดกฎหมาย พร้อมมองจริยธรรมสีเทาของการเป็นศาลเตี้ย

หนังสืออีกเล่มที่เป็นการ์ตูนแห่งยุคใหม่นี้คือ The Dark Knight Returns โดย แฟรงก์ มิลเลอร์ การ์ตูนที่ทำให้แบทแมนกลับมามืดหม่นอีกครั้งหลังจากกลายเป็นตัวละครสำหรับเด็กเพราะข้อจำกัดของยุค Silver Age โดย The Dark Knight Returns เล่าเรื่องของแบทแมนผู้เกษียณอายุแล้ว แต่เขาต้องกลับมาสวมชุดค้างคาวอีกครั้งเพื่อต่อกรกับอาชญากรรมทั้งแบบใหม่และเก่า ทำให้เขาตกเป็นเป้าของอดีตคู่อริ รัฐบาลโรนัลด์ เรแกน (ผู้เป็นปธน. สหรัฐมาสิบปี) และเพื่อนสนิทของเขา ซูเปอร์แมน

ความนิยมของ The Dark Knight Returns นั้นยอดเยี่ยมสำหรับแบทแมน เนื่องจากมนุษย์ค้างคาวเหมาะกับเรื่องเล่าที่มืดหม่นจริงจัง แต่หลายๆ คนเรียกซูเปอร์แมนเวอร์ชั่นนี้ว่าเป็นตัวการที่ทำลายภาพลักษณ์ของบุรุษเหล็กมาจนทุกวันนี้ เพราะแทนที่จะเป็นภาพแทนของความหวัง เขาถูกเขียนให้เป็นตัวร้าย และเป็นเครื่องมือของลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกันที่สู้รบในสงครามนิวเคลียร์กับสหภาพโซเวียต

แม้จะไม่ได้เป็นเรื่องราวในเส้นเรื่องหลัก ความนิยมของหนังสือเล่มนี้ทำให้การเขียนการ์ตูนประเภท ‘รื้อสร้างซูเปอร์แมน’ นิยมตามไปด้วย ซูเปอร์แมนในฐานะภาพแทนฮีโร่ทั้งมวลถูกตั้งคำถาม บ้างก็ว่าเขาเป็นภาพฝันที่เชยเฉิ่ม บ้างก็ว่าเขาเป็นฟันเฟืองของเครื่องมือจักรวรรดินิยม บ้างตั้งคำถามแนวคิดความชอบธรรมของยอดมนุษย์และการที่คนคนหนึ่งจะสามารถถือพลังอำนาจมหาศาลไว้คนเดียว หรือบ้างก็เทียบเขาเป็นพระเยซูหรือพระเจ้า

มันเป็นช่วงเวลาที่เกิดตัวละครเช่น โฮมแลนเดอร์จาก The Boys, ออมนิแมนจาก Invincible หรือแม้แต่ซูเปอร์แมนในเวอร์ชั่นจักรวาล Injustice ที่เราเรียกว่า‘What if Superman was evil’ (จะเป็นยังไงถ้าซูเปอร์แมนชั่วร้าย) ที่บ้างก็ทำออกมาได้ดี แต่ส่วนมากหน้าคะมำเนื่องจากนักเขียนจำนวนมากลดทอนว่าความนิยมของ The Dark Knight Returns และ The Watchmen มาจากแค่ ‘ยิ่งดาร์กยิ่งดี’ เท่านั้น

Look Up

“ผมว่าซูเปอร์แมนเป็นเรื่องราวของอเมริกานะ เขาเป็นผู้อพยพที่มาจากอีกดินแดน สำหรับผมเรื่องราวของซูเปอร์แมนคือเรื่องของความเมตตาของมนุษย์ และนั่นคือสิ่งที่เรากำลังสูญเสียไป” เจมส์ กันน์ ผู้กำกับ Superman (2025) และผู้ดูแลจักรวาลภาพยนตร์ DCU กล่าวกับ Sunday Times

คำพูดดังกล่าวทำให้เราเห็นทิศทางที่ซูเปอร์แมนเวอร์ชั่นปัจจุบันและจักรวาล DC กำลังมุ่งหน้าไป เรากำลังจะหลุดพ้นจากการเทียบซูเปอร์แมนเป็นพระเจ้าผู้โดดเดี่ยวไร้ความรู้สึก แล้วได้เห็นซูเปอร์แมนในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งอีกครั้ง มนุษยที่เติบโตในเมืองเล็กๆ เป็นคนเฉิ่มๆ พูดมุกเสี่ยวตลอดเวลา และที่สำคัญคือพยายามกู้โลก หยุดสงคราม โดยคำนึงถึงทุกชีวิต ไม่เว้นแม้แต่สัตว์และวายร้าย

คำว่า Look Up ที่ใช้เป็นคำโปรโมตของหนังไม่ได้บอกว่าซูเปอร์แมนอยู่เหนือเรา แต่มันหมายความถึงการที่เขาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่มนุษย์ ให้รักและใจดีต่อกัน เห็นค่าในชีวิตของกันและกันเหนือเงินทอง เหนือผลประโยชน์ และเหนืออีโก้ของตัวเอง เขาไม่ได้เรียนรู้คุณค่าเหล่านั้นจากดาวบ้านเกิด แต่เรียนรู้มันที่บ้านไร่ในแคนซัส เช่นนั้นไม่ว่าใครต่างมีมุมมองเช่นเขาได้ทั้งนั้น

ดูเหมือนว่าเวอร์ชั่นนี้ของซูเปอร์แมนกำลังสะท้อนภาพของเขาในยุค Bronze Age บุรุษเหล็กผู้คงทน ไม่ใช่เพียงจากการโดนทำร้ายที่ภายนอกร่างกาย แต่คงทนต่อกระแสห้วงเวลา ในวันที่โลกมืดหม่น ไม่จริงใจ ไร้ความยุติธรรม และเต็มไปด้วยเรื่องราวประชดประชัน เรามีหนุ่มเฉิ่มคนนี้เป็นเหมือนดวงอาทิตย์ส่องสว่างอยู่

ในโลกปัจจุบันที่มีสงครามก่อตัวขึ้นทุกหัวระแหง มีความพยายามที่จะเนรเทศขับไล่ผู้อพยพในหลายประเทศทั่วโลก ไหนจะมนุษย์ที่ขาดความเห็นอกเห็นใจทั้งที่เทคโนโลยีทำให้เราเชื่อมโยงกันมากกว่ายุคไหนๆ ฮีโร่ผู้นำเสนอความหวังและความเป็นปึกแผ่นระหว่างมนุษย์อาจเป็นแม่แบบที่เราต้องการ

อ้างอิง: bbc.com, ebsco.com, smithsonianassociates.org

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...