โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ม.หอการค้าไทย ชี้ “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค” เม.ย.ลดต่อเนื่องเดือนที่ 3 วิตกสงครามการค้า

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 พ.ค. 2568 เวลา 14.10 น. • เผยแพร่ 15 พ.ค. 2568 เวลา 07.10 น.

ม.หอการค้าไทย ชี้ "ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค" เม.ย.ลดต่อเนื่องเดือนที่ 3 วิตกสงครามการค้าและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ขณะที่ภาครัฐยังไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือนเม.ย.68 อยู่ที่ระดับ 55.4 ปรับตัวลดลงทุกรายการ ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 7 เดือนนับตั้งแต่เดือนต.ค.67 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าจากนโยบาย Trump 2.0

โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวม อยู่ที่ 49.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 53.0 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 63.9

การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 แสดงว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามการค้าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้

นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ปัจจัยลบสำคัญที่มีผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนเม.ย.68 ได้แก่

  • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 68 ลงเหลือโต 2.1% จากเดิมคาดโต 3% สาเหตุหลักจากแรงกดดันด้านการค้าโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า
  • ผู้บริโภคยังมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า ท่ามกลางปัญหาค่าครองชีพสูง และมองว่ารายได้ไม่สอดคล้องกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น
  • ราคาพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา อยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อน ส่งผลให้รายได้เกษตรกรไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก
  • ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ 5.เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย และ 6. กังวลปัญหาภัยแล้ง ที่จะกระทบต่อการใช้น้ำในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และครัวเรือน

อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุน ได้แก่

  • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.75% ต่อปี
  • ครม.เห็นชอบมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ เหลือ 0.01%
  • การส่งออกไทยเดือนมี.ค.68 มีมูลค่าสูงถึง 29,548 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.84% และเกินดุลการค้า 972 ล้านดอลลาร์

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ซึ่งเป็นผลพวงสืบเนื่องมาตั้งแต่เดือนก.พ. ที่สหรัฐฯ เริ่มประกาศมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่พืชผลทางการเกษตรหลัก ๆ ของไทยราคาย่อตัวลง ทำให้เม็ดเงินที่จะสะพัดในตลาดสินค้าเกษตรลดลงไปจากเดิม และยังมีปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มเติมเข้ามา โดยเฉพาะกรณีของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นแกนหลักในฝั่งรัฐบาล กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี รวมทั้งปัญหาการเข้ารักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นการเมืองไทย ออกมาต่ำสุดในรอบ 7 เดือน แม้จะยังไม่มีสถานการณ์ที่บ่งชี้ชัดเจนว่าจะมีผลกระทบรุนแรง

"การเมืองเป็นสถานการณ์ที่เจือเข้ามาในระยะหลัง ที่คนบอกว่าเริ่มจะมองการเมืองในปัจจุบัน และในอนาคตว่าไม่โดดเด่น สอดคล้องกับการไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะกับสินค้าคงทน เช่น บ้าน และรถ รวมถึงค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยว ดังนั้นจะเห็นว่าสถานการณ์เริ่มมีผลต่อเศรษฐกิจ คนใช้จ่ายน้อย เริ่มมีเสียงบ่นจากทั่วประเทศว่ายอดขายหาย ซึ่งก็สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยด้วยเช่นกัน รวมถึงดัชนีวัดความสุข ที่ย่อตัวลงต่ำสุดในรอบ 26 เดือน นับตั้งแต่มี.ค.66 ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นตัวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยังไม่โดดเด่น และยังไม่เป็นขาขึ้นได้เร็ว" นายธนวรรธน์ กล่าว

พร้อมระบุว่า เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลออกมาเพิ่มเติม เช่น กรณีเงินดิจิทัลวอลเล็ตในกลุ่มวัยรุ่น ที่ขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน และต้องรอการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะใช้เม็ดเงินราว 2-5 แสนล้านบาท ทั้งนี้ มีเงื่อนไขสำคัญคือเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งหากการเมืองมีปัญหายุบสภา ก็อาจส่งผลให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 69 ต้องล่าช้าออกไปอย่างน้อย 3-6 เดือน ดังนั้น ถือว่าเรื่องการเมืองยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งยังมีแนวโน้มที่จะเป็นขาลงต่อเนื่อง

"ถ้าการเมือง มีการสะดุดหยุดลงจากการยุบสภา จะทำให้งบประมาณแผ่นดินดีเลย์ไปอย่างน้อย 3-6 เดือน ซึ่งขึ้นกับว่า จะมีอุบัติเหตุทางการเมืองในการยุบสภาหรือไม่ ซึ่งก็จะเป็นความน่ากังวลเรื่องการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า และการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ภายใต้การเป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งจะมีผลด้วยเช่นกัน แต่เชื่อว่าภาคการเมืองน่าจะมีทางออก เพื่อให้เศรษฐกิจของไทยไม่ได้รับผลกระทบไปมากกว่านี้" นายธนวรรธน์ ระบุ

อธิการบดี ม.หอการค้าไทย ยังฝากถึงรัฐบาลให้เตรียมพร้อมในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อดึงให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวในช่วงปลายปี หลังจากที่น่าจะมีข้อสรุปในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ แล้ว นอกจากนี้ ม.หอการค้าไทย ยังไม่สนับสนุนการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท แต่ต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อทำให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจมากขึ้น และมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ตลอดจนอยากเห็นการเร่งใช้จ่ายเงินงบประมาณของภาครัฐในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 68 (ก.ค.-ก.ย.68)

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...