PTG กำไร Q1/68 ที่ 190 ลบ. ลดลง 26% หลังยอดขายน้ำมันชะลอ-ต้นทุนเพิ่มจากการขยาย `พันธุ์ไทย`
PTG กำไร Q1/68 ที่ 190 ลบ. ลดลง 26% หลังยอดขายน้ำมันชะลอ-ต้นทุนเพิ่มจากการขยาย พันธุ์ไทย
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -15 พ.ค. 68 9:03: น.
PTG เผยไตรมาส 1/67 มีกำไรสุทธิ 190 ล้านบาท ลดลง 26.27% จากค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จากการขยายธุรกิจการแฟพันธุ์ไทย ที่ขยายสาขาต่อเนื่อง ขณะที่ปริมาณขายน้ำมันชะลอตัวตามแนวโน้มเศรษฐกิจ
บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1/68 มีกำไรสุทธิ 190 ล้านบาท ลดลง 26.27% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 257.70 ล้านบาท มาจากการลดลงของ Operating EBITDA เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร โดยมีปัจจัยหลัก มาจากการขยายธุรกิจ Non-oil อย่างต่อเนื่องดังกล่าว เพื่อรองรับการเติบโตและการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงิน
บริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการ จํานวน 57,407 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% YoY แต่ลดลง 2.2% QoQ เนื่องจากการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจ Non-Oil ซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 32.2% YoY แต่ลดลง 2.3% QoQ รวมเป็น 5,340 ล้านบาท
หากไม่รวมรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกบัญชีตามมาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 12 (TERIC 12) ของธุรกิจกําจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจากชุมชนเทศบาลเมืองบ้านพรุ (ธุรกิจโรงไฟฟ้าขยะ) โดยรับรู้รายได้คู่ต้นทุน จํานวน 140 ล้านบาท จะมีรายได้จากธุรกิจ Non-Oil อยู่ที่ 5,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.7% YoY และ 5.9% QoQ สะท้อนถึงการเติบโตของรายได้จากธุรกิจ Non-Oil ที่ได้รับแรงหนุนหลักจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น มากกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้าและ 32.2% QoQ เป็น 959 ล้านบาท
การเติบโตดังกล่าวมีปัจจัยมา จากการขยายสาขาที่เพิ่มขึ้น 55.9% YoY หรือคิดเป็น 529 สาขา ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพการขยายสาขาที่มากกว่า 1.5 สาขา ต่อวัน และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้ามีการขยายสาขาเพิ่มขึ้น 9.6% QoQ เป็น 1,476 สาขา รวมถึงการเติบโตของ ยอดขายจากสาขาเดิม (Same-Store-Sales Growth: SSSG) ได้รับแรงสนับสนุนจากฐานลูกค้าสมาชิก Max Card และ Max Card Plus (กลุ่มลูกค้าสมาชิก) รวมถึงกลยุทธ์ทางการตลาดและแคมเปญส่งเสริมการขายที่ดําเนินอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของธุรกิจ Oil มีรายได้อยู่ที่ 52,067 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% YoY แต่ลดลง 2.2% QoQ อันเป็นผลมาจาก ปริมาณการจําหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางที่ลดลง 3.1% YoY และ 1.7% QoQ เป็น 1,667 ล้านลิตร โดยได้รับผลกระทบจาก อุปสงค์น้ำมันที่ชะลอตัว เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในบางอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยเฉพาะภาคขนส่งและเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและไตรมาสก่อนหน้าหลัก ๆ มาจากกําไรขั้นต้นในธุรกิจ Non-Oil ที่เพิ่มขึ้น 55.1% YoY และ 32.0% QoQ เป็น 1,329 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับการขยายสาขากาแฟพันธุ์ไทยและ SSSG ที่เพิ่มขึ้น
ส่วนของธุรกิจ Oil มีกําไร ขั้นต้นจํานวน 2,696 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% YoY แต่ลดลง 3.8% QoQ การเติบโตในกําไรขั้นต้นของธุรกิจ Non-Oil ส่งผล ให้มีสัดส่วนมากขึ้นเป็น 33.0% ในขณะที่ธุรกิจ Oil มีสัดส่วนอยู่ที่ 67.0%
ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร เท่ากับ 3,655 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.9% YoY และ 8.2% QoQ โดยค่าใช้จ่าย ในการขายและการบริหารที่เพิ่มขึ้น หลัก ๆ มาจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ค่าโฆษณา ค่าส่งเสริมการขาย และค่าบริการ และค่าเสื่อมราคา แบ่งเป็น
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน เท่ากับ 1,574 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.8% YoY และ 27.9% QoQ โดยการเพิ่มขึ้น หลัก ๆ มาจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานเป็นไปตามการขยายธุรกิจ Oil และ Non-Oil ที่มีจํานวนพนักงาน เพิ่มขึ้น
ค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน เท่ากับ 953 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.6% YoY และ 1.7% QoQ จากการขยายสาขา ธุรกิจในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงอย่างต่อเนื่อง
ค่าโฆษณา ค่าส่งเสริมการขาย และค่าบริการ เท่ากับ 548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.4% YoY แต่ลดลง 5.5% QoQ โดยการเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเป็นผลมาจากการที่บริษัทฯ มุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการสินค้าและบริการที่ ตรงใจลูกค้า รวมถึงการสร้างความรับรู้ในแบรนด์ของกลุ่มธุรกิจ Non-oil ให้มากยิ่งขึ้น
สําหรับ EBITDA ในไตรมาส 1/2568 มีจํานวน 1,507 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่ ลดลง 6.0% QoQ
เรียบเรียง โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
อีเมล์. charuwan@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ