โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

"กองทัพบก" ชี้แจงกรณีกัมพูชากล่าวหาการใช้กระสุนคลัสเตอร์ ยันไม่กระทบพลเรือน พร้อมรายงานการสูญเสียกำลังพล

สยามรัฐ

อัพเดต 25 ก.ค. 2568 เวลา 14.46 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2568 เวลา 14.37 น.

เมื่อ 25 ก.ค.68 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีกัมพูชากล่าวถึงฝ่ายไทยมีการใช้กระสุนปืนใหญ่แบบกระสุนคลัสเตอร์นั้น กองทัพบกขอเรียนว่า การใช้กระสุนชนิดนี้ กองทัพบกจะพิจารณาใช้ตามความจำเป็นต่อเป้าหมายทางทหาร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำลายเป้าหมาย โดยเมื่อกระสุนหลักกระทบเป้าหมายแล้ว กระสุนย่อยที่บรรจุอยู่ภายในจะระเบิดต่อเนื่อง ซึ่งกระสุนดังกล่าว ไม่ใช่ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (anti-personnel landmines) และ ไม่มีผลตกค้างในระยะยาวต่อพลเรือนหลังการใช้งาน

ส่วนกรณี อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้กระสุนคลัสเตอร์ (Convention on Cluster Munitions – CCM) ซึ่งห้ามภาคีใช้งาน ผลิต หรือสะสมอาวุธชนิดนี้นั้น ไม่มีผลผูกพันต่อประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยมิได้เป็นภาคีของอนุสัญญาฉบับดังกล่าว เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย เป็นต้น

กองทัพบกยืนยันว่า การปฏิบัติทางทหารของฝ่ายไทยเป็นไปตามหลัก “ความได้สัดส่วน” โดยจะมีการใช้กระสุนแบบคลัสเตอร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระเบิดทำลายเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น

กองทัพบกขอรายงานข้อมูลการสูญเสียกำลังพลจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศ

ตลอดช่วงการปะทะในพื้นที่ชายแดน ระหว่างวันที่ 24–25 กรกฎาคม 2568 กองทัพบกขอรายงานการสูญเสียกำลังพลรวมทั้งสิ้น 6 นาย แบ่งเป็น

- นายสิบ จำนวน 5 นาย
- พลทหาร จำนวน 1 นาย

รายละเอียดเพิ่มเติมของผู้เสียชีวิตจะรายงานให้ทราบในโอกาสต่อไป

กองทัพบกขอสดุดีวีรชนผู้กล้าเหล่านี้ ผู้ซึ่งได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติอย่างหาญกล้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...