อย่าหลงประเด็น นักประวัติศาสตร์ไม่ได้ต้านไฮสปีดเทรน แต่จี้เบรกผ่าเมืองอโยธยา!
อย่าหลงประเด็น
นักประวัติศาสตร์ไม่ได้ต้านไฮสปีดเทรน
แต่จี้เบรกผ่าเมืองอโยธยา!
ร้อนแรงมาก
ทั้งยังแบ่งเป็น 2 ฟากอย่างชัดเจน
สำหรับคอมเมนต์ในประเด็น รถไฟความเร็วสูง เชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย ที่จะพาดผ่านไปยังพระนครศรีอยุธยา โดยสถานีจะมีระยะห่างจากขอบเขตแหล่งมรดกโลกไปทางทิศตะวันออกประมาณ 1.5 กิโลเมตร
การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อการจัดทำรายงานผลกระทบด้านทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ไปแล้ว 1 ครั้ง เมื่อ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ณ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ อยุธยา
กลายเป็นวิวาทะถกเถียงอย่างหนัก โดยมีทั้งฝั่งเห็นด้วย และคัดค้าน
ส่วนครั้งต่อไป ปักหมุดโรงแรมเก่า เวลาเดิม ในวันที่ 20 เมษายน หรือมะรืนนี้
โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนที่คืบหน้าทีละนิดละหน่อย ค่อยๆ แก้ปมปัญหานู่นนี่มานานราว 8 ปี ไหนจะตัวแบบ สถานีอยุธยาที่ไม่ลงตัว ต้องปรับแก้ไปมา ไหนจะทางวิ่งที่ถูกท้วงติงว่ากระทบภูมิทัศน์ทางสายตา และอุปสรรคนานาซึ่งจะไม่ย้อนกล่าวให้ยืดยาวในที่นี้ เพราะล่าสุด เกิดวิวาทะใหม่ในโปรเจ็กต์เดิม นั่นคือ
ผลกระทบต่อโบราณสถานซึ่งแม้ไม่ใช่ประเด็นใหม่ เพราะกรมศิลปากรเคยท้วงติงมาก่อนนานนับปี แต่รอบนี้ขีดเส้นใต้ด้วยปากกาไฮไลต์ที่ อโยธยา พื้นที่ในห้วงเวลาก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.1893 ไม่ใช่เรื่องการเสี่ยงถูกถอดจากมรดกโลก แต่เสี่ยงสูญเสียหลักฐานสำคัญในพัฒนาการก่อนกรุงศรีฯ
นักประวัติศาสตร์หลายรายออกมาจับดาบกรำศึกผ่านโลกออนไลน์ แนะให้ชั่งน้ำหนัก เพราะหวาดหวั่นหลักฐานทางโบราณคดีถูกทำลาย สุดท้ายเจอทัวร์ลงราวครึ่งคัน
อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นมากมายดูคล้ายจะเข้าใจไปในทิศทางที่ว่า นักวิชาการเหล่านี้ต่อต้านรถไฟความเร็วสูง หรือสปีดเทรน อันจะนำพาความเจริญมาสู่ท้องถิ่นและประเทศชาติ ทั้งที่หลักใหญ่ใจความหาเป็นเช่นนั้นไม่
อโยธยาเสี่ยงสาบสูญ
โลกใหม่ต้องไม่ทำลายของเก่า
“ไม่ต่อต้านระบบรถไฟความเร็วสูง เพราะจำเป็นต้องมีและดีมากๆแต่คัดค้านการก่อสร้างขนาดใหญ่ผ่าเมืองอโยธยา เพราะจะส่งผลให้เกิดการทำลายครั้งยิ่งใหญ่ต่อเมืองอโยธยาและพื้นที่ต่อเนื่องเมืองเก่าอยุธยา”
คือปากคำของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรมที่จัดหนักผ่านทั้งคลิปและข้อเขียน โดยอธิบายว่า เมืองอโยธยาทุกวันนี้ มีสถานีรถไฟอยุธยาและมีทางรถไฟผ่าเมือง คือ สายเหนือกับสายอีสาน แต่กำลังเข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยงอย่างสูงจนอาจถูกทำลายสูญหายหมดเมืองจากโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะลงมือเร็วๆ นี้ โดยบางส่วนอาจทำล่วงหน้าไปแล้ว แต่สาธารณชนไม่รู้
“โลกสมัยใหม่ปัจจุบันและอนาคตเห็นความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมืองเป็นไปในทางสร้างสรรค์ ไม่ทำลายทรัพย์สินทางวัฒนธรรม สงวนรักษาเมืองเก่าควบคู่กับการพัฒนาเมืองใหม่ไม่ให้ขัดขวางซึ่งกันและกัน มีตัวอย่างมากมายในยุโรปและอเมริกา รวมทั้งในเอเชีย ได้แก่ จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ไต้หวัน ฯลฯ
เมืองเก่ามีประโยชน์ 2 ทาง ทั้งคุณค่าและมูลค่า ได้แก่ หนึ่ง คุณค่าทางวัฒนธรรมด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี และสอง มูลค่าทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทำรายได้เป็นนิรันดร์ให้ท้องถิ่น” สุจิตต์กล่าว พร้อมย้ำว่า
เมืองอโยธยาถูกทำลายหลายครั้งหลายหนมากต่อมากจนล้นเกิน จึงควรหลีกเลี่ยง ไม่ควรทำลายซ้ำๆ อีก
เห็นต่าง ไม่ใช่ ‘ถ่วงความเจริญ’
อย่ามองระยะสั้น ฟันธง ‘พื้นที่ทางเลือกก็มี’
ด้าน ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เผยแพร่ภาพชั้นดินจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดพนัญเชิง พระนครศรีอยุธยา โดยระบุถึงความสำคัญของพื้นที่ดังกล่าวในช่วงก่อนการตั้งกรุงศรีอยุธยา หรือที่มักเรียกว่า อโยธยา พร้อมแสดงความเห็นในประเด็นความเจริญที่ต้องควบคู่ไปกับการอนุรักษ์
ผลจากการขุดค้นที่ วัดพนัญเชิง พบชั้นดินและหลักฐานสมัยก่อนอยุธยา หลักฐานที่พบเป็นเศษเครื่องถ้วยสมัยราชวงศ์หยวนจากเตาต่างๆ ได้แก่ ผู่เถียน, หลงฉวน, และซือเจ้า อีกทั้งยังพบเครื่องถ้วยจากแหล่งเตาเชลียง สุโขทัย จากการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ (AMS) พบว่ามีความสอดคล้องกับพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ที่กล่าวว่า พระเจ้าพแนงเชิง (หลวงพ่อโต) สร้างก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา 26 ปี
อาจารย์ธรรมศาสตร์ ระบุด้วยว่า จากการอ่านทบทวนรายงานการขุดค้นในเขตอยุธยา-อโยธยา และข้อมูลจากสถาปัตยกรรม พื้นที่เขตอโยธยามีการเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นเป็นหลัก อาจมีชุมชนเล็กๆ อยู่ในเขตนี้ตั้งแต่สมัยก่อนอยุธยา แต่การขุดค้นในอดีตอาจไม่ได้มีการกำหนดอายุชั้นดินอย่างชัดเจน และการขุดค้นเน้นไปที่การขุดบริเวณวัด ในอนาคตควรมีการขุดค้นในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำป่าสักเพิ่มขึ้น เพราะชุมชนคงตั้งบ้านเรือนริมน้ำ ในขณะที่พื้นที่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (ต่อมาจากป่าสัก) มีความหนาแน่นของชุมชน โดยเป็นเมืองท่าโบราณที่สำคัญขึ้นตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 19
“สรุปก็คือ หากต้องการเข้าใจกำเนิดของอยุธยา ก็ต้องศึกษาและเข้าใจพื้นที่ฝั่งอโยธยาให้มากขึ้น การสร้างทางรถไฟเป็นส่วนหนึ่งของความเจริญของบ้านเมืองก็จริงอยู่ แต่ความเจริญควรควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ อย่าคิดแค่ประโยชน์ระยะสั้น แล้วทำลายทุนทางวัฒนธรรมที่มี ต้องชั่งน้ำหนักให้เหมาะสม
ถ้าหากมีการสร้างทางรถไฟ ทุกตอม่อก็ควรมีการขุดค้นนะ เพื่อเป็นการเก็บกู้ข้อมูล เพราะหลังจากสร้างทางไปแล้ว ตลอดแนวพื้นที่ มันไม่มีทางเลยในอนาคตอีก 100 ปีข้างหน้าที่จะได้ขุดทั้งในพื้นที่แนวรถไฟ และใกล้ทางรถไฟอีก เรื่องนี้ต้องคิดให้ดี ไม่ใช่เอะอะก็บอกว่า คนไม่เห็นด้วยถ่วงความเจริญ ต้องเสียค่าเวนคืน โครงการล่าช้าไปอีก คิดอย่างนี้มันมองระยะสั้นเกินไป พื้นที่ทางเลือกก็มี” ผศ.พิพัฒน์กล่าว
จาก (สถานี) บางปะอินถึงภาชี
ใครว่าไม่มีโบราณสถาน?
นักประวัติศาสตร์อีกราย ที่เจาะละเอียดยิบในดีเทล คือ รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง โดยรีบกดปุ่มไฟแดงแจ้งเตือนรถทัวร์ล่วงหน้าว่า ไม่ได้ต่อต้านรถไฟความเร็วสูง แต่ควรพิจารณาให้ละเอียด เพื่อพัฒนาไปคู่กัน
“การทำรางรถไฟความเร็วสูงผ่าเมืองอโยธยาสุ่มเสี่ยงการทำลายหลักฐาน โบราณสถานกับถนน และบ้านผู้คนที่มีมาก่อนนั้น เราควรจัดการให้อยู่ร่วมกันได้ ทางรถไฟความเร็วสูงมีทีหลังก็ควรเคารพบ้านคนสิ่งก่อสร้างที่เขามีก่อน” รศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าว
นอกจากนี้ ยังย้ำกับผู้ยกตัวอย่างกรณี เมืองนารา ประเทศญี่ปุ่นว่ามีรถไฟพาดผ่านเช่นกัน ว่า ขอให้ไปหาแผนที่มาดูใหม่ เพราะเป็นเส้นทางเดิมที่ตัดมาแต่ครั้งระบบพระจักรพรรดิ
กลับมาที่พระนครศรีอยุธยา รศ.ดร.รุ่งโรจน์บอกว่า ทางรถไฟความเร็วสูง ไม่ควรผ่าเข้าในเขตอโยธยา เพราะจะสูญเสียหลักฐานโบราณคดีที่อยู่ใต้ดิน และแรงสั่นสะเทือนมีผลกระทบความมั่นคงของโบราณสถาน
“เจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคลเอียงขนาดนั้นจะให้ทรุดลงมา หรืออันที่จริงทางรถไฟควรตัดอ้อมบริเวณที่เป็นเเหล่งโบราณสถาน”
อีกหนึ่งอารามเก่าแก่ที่ใกล้เเนวรางรถไฟสถานีอยุธยา คือ วัดดุสิต
“วัดดุสิตไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครสร้างและสร้างในศักราชใด แต่ถ้าพิจารณาจากหลักฐานใบเสมาหินทรายแดงที่พบในเขตวัดแห่งนี้สามารถเป็นใบเสมารุ่นก่อนสงครามกับกรุงหงสาวดี
โบราณวัตถุที่สำคัญอีกคือ พระพุทธบาทแผ่นหินชนวนซึ่งน่าจะมีอายุร่วมสมัยกับใบเสมาหินทรายแดง
ในสมัยอยุธยาปรากฏข้อความว่า เจ้าแม่วัดดุสิตซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์สมเด็จพระเอกาทศรถ และยังเป็นพระนมของสมเด็จพระนารายณ์ และเป็นมารดาของเจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) เจ้าพระยาโกษา (ปาน) ได้มาตั้งตำหนักใกล้กับวัดแห่งนี้ ดังนั้น คนทั่วไปจึงออกนามท่านว่า เจ้าแม่วัดดุสิต เข้าใจว่าท่านสิ้นราวรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา
นอกจากนี้ เมื่อสิ้นรัชกาลพระเพทราชา กรมพระเทพามาตย์เสด็จออกผนวชเป็นพระรูปชี ก็ออกตั้งตำหนักใกล้กับวัดแห่งนี้ ซึ่งกรมพระเทพามาตย์พระองค์นี้ คือ บุคคลที่ขึ้นไปทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่เจ้าฟ้าเพชร (สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ) และเจ้าฟ้าพร (สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ) จากสมเด็จพระเจ้าเสือ ในกรณีของบึงหูกวาง พระองค์สวรรคตในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ
“คงเนื่องจากมีเจ้านายฝ่ายในมาตั้งตำหนักใกล้กับวัดแห่งนี้ ดังนั้นจึงปรากฏเจดีย์อยุธยาตอนปลายที่วัดดุสิต ซึ่งเป็นตัวอย่างเจดีย์อยุธยาตอนปลายขนาดใหญ่ไม่กี่องค์ เจดีย์องค์นี้ดูเหมือนจะถ่ายแบบมาจากเจดีย์วัดอโยธยา” รศ.ดร.รุ่งโรจน์เลคเชอร์
ไม่เพียงเท่านั้น ยังโชว์ภาพสถานีรถไฟหลวงที่บางปะอิน ถามกลับผู้ที่บอกว่าตั้งแต่สถานีรถไฟบางปะอิน ถึงสถานีภาชีไม่มีโบราณสถาน
“ทางรถไฟความเร็วสูงห่างจากกำแพงพระราชวังไม่น่าเกินหนึ่งกิโลเมตร ไม่ทราบว่าความสูงของรางจะทำให้ทัศนียภาพของพระราชวังต้องสูญเสียไหม บริเวณนั้นนอกจากพระราชวังบางปะอินแล้ว ยังมีวัดนิเวศธรรมประวัติ วัดชุมพลนิกายารามที่สมเด็จ
พระเจ้าปราสาททองสถาปนาและต่อมาพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงบูรณะวัดกำแพงซึ่งไม่พบหลักฐานการก่อสร้างแต่พระพุทธรูปในอุโบสถเป็นพระที่สร้างขึ้นก่อนสงครามปี พ.ศ.2112” รศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าว
เหล่านี้ คือ มุมมองนักประวัติศาสตร์ก่อนการประชุมรอบ 2 ในอีก 2 วันข้างหน้าที่ต้องโดดเกาะขบวนรถไฟไม่ให้หลุดโค้ง
พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร