โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

กรดไหลย้อนเกิดจากอะไร สาเหตุ อาการและพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง

GedGoodLife

อัพเดต 06 พ.ค. 2568 เวลา 10.08 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2567 เวลา 03.53 น. • GED good life ชีวิตดีดี เว็บไซต์เพื่อสุขภาพ ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ฟรี

โรคกรดไหลย้อน (GERD) เกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการ แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และระคายเคืองคอ พฤติกรรมบางอย่าง เช่น การกินอาหารมื้อดึก หรือดื่มแอลกอฮอล์ อาจกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

กรดไหลย้อนคืออะไร?

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease - GERD) คือภาวะที่ กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และระคายเคืองในลำคอ สาเหตุหลักเกิดจาก หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างทำงานผิดปกติ ทำให้กรดไหลย้อนขึ้นมาได้ง่าย โดยพฤติกรรมการกินอาหาร เช่น การรับประทานอาหารมื้อดึก ดื่มแอลกอฮอล์ หรือรับประทานอาหารรสจัด อาจกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น

อาการที่พบบ่อยของโรคกรดไหลย้อน

อาการของโรคกรดไหลย้อนอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่มีอาการหลัก ๆ ที่พบได้บ่อย ดังนี้

  • แสบร้อนกลางอก (Heartburn): อาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก หรือลำคอ โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร หรือขณะนอนราบ
  • เรอเปรี้ยว (Regurgitation): มีรสเปรี้ยวหรือขมในปาก เนื่องจากกรดไหลย้อนขึ้นมาถึงลำคอ
  • ระคายเคืองคอและเสียงแหบ: อาจมี อาการไอแห้งเรื้อรังจ็บคอ หรือเสียงแหบ เนื่องจากกรดระคายเคืองกล่องเสียง
  • กลืนอาหารลำบาก: รู้สึกกลืนติดขัดหรือแน่นในลำคอ เนื่องจากหลอดอาหารอักเสบจากกรด
  • แน่นท้อง ท้องอืด และคลื่นไส้: เกิดจากระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ ทำให้มีลมในกระเพาะมากขึ้น

หากมีอาการเหล่านี้เป็นประจำ ควรปรับพฤติกรรมการกินและพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นกรดไหลย้อน

ปัจจัยหลายอย่างสามารถกระตุ้นให้เกิด กรดไหลย้อน โดยส่งผลต่อการทำงานของ หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง ทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นไปง่ายขึ้น

  • การรับประทานอาหารไม่เหมาะสม: อาหารรสจัด อาหารมัน คาเฟอีน และแอลกอฮอล์ สามารถกระตุ้นอาการกรดไหลย้อน
  • พฤติกรรมการกิน: รับประทานอาหารมื้อใหญ่ กินเร็ว หรือกินอาหารมื้อดึก ส่งผลให้กระเพาะอาหารทำงานหนัก
  • ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน: ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น ทำให้กรดไหลย้อนง่ายขึ้น
  • สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์: ทำให้หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างอ่อนแอ และหลั่งกรดมากขึ้น
  • ความเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ: อาจทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากขึ้นเกิดอาการแสบท้องและระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ

เป็นกรดไหลย้อน กินอะไรดี

การเลือกอาหารที่เหมาะสมสามารถช่วยบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้ และช่วยลดการระคายเคืองของหลอดอาหาร โดยการเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย ไม่กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะ ลดอาหารที่มีไขมันสูง รสจัด หรือมีกรดมาก เช่น

  • ข้าวโอ๊ต: อุดมไปด้วยไฟเบอร์และช่วยดูดซับกรดในกระเพาะอาหาร
  • กล้วย: มีฤทธิ์เป็นด่างอ่อน ๆ ช่วยลดความเป็นกรดและเคลือบกระเพาะ
  • ขิง: มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และช่วยลดอาการคลื่นไส้จากกรดไหลย้อน
  • ผักใบเขียว: เช่น ผักคะน้า ผักโขม และบล็อกโคลี่ มีค่า pH สูง ช่วยลดกรดในกระเพาะ
  • ไขมันดีจากปลาและถั่ว: เช่น ปลาแซลมอน อะโวคาโด และอัลมอนด์ ช่วยลดการอักเสบในทางเดินอาหาร
  • โยเกิร์ตไขมันต่ำ: มีโปรไบโอติกที่ช่วยปรับสมดุลลำไส้ และลดอาการแสบร้อนกลางอก

ควรแบ่งอาหารเป็นมื้อย่อย ๆ เพื่อไม่ให้กระเพาะทำงานหนักเกินไป

ภาวะแทรกซ้อนของโรคกรดไหลย้อน

หากปล่อยให้ โรคกรดไหลย้อน เป็นเรื้อรังโดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง

  • หลอดอาหารอักเสบ (Esophagitis): การระคายเคืองจากกรดทำให้เกิดการอักเสบ และอาจนำไปสู่แผลในหลอดอาหาร
  • แผลในหลอดอาหาร (Esophageal Ulcer): หากอักเสบต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดแผลและมีอาการกลืนลำบากหรือปวดแสบในอก
  • ภาวะหลอดอาหารตีบ (Esophageal Stricture): กรดที่ทำลายเยื่อบุหลอดอาหาร อาจทำให้เกิดพังผืดและทำให้กลืนอาหารลำบาก
  • ภาวะหลอดอาหารของแบร์เร็ตต์ (Barrett’s Esophagus): ภาวะที่เซลล์เยื่อบุหลอดอาหารเปลี่ยนแปลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็น มะเร็งหลอดอาหาร

หากมีอาการกรดไหลย้อนบ่อยครั้ง ควรปรับพฤติกรรมการกินและพบแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

วิธีป้องกันโรคกรดไหลย้อน

การป้องกัน โรคกรดไหลย้อน สามารถทำได้โดยการปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต เพื่อลดความเสี่ยงที่กรดจากกระเพาะอาหารจะไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร

  • หลีกเลี่ยงอาหารกระตุ้น: ลดการกินอาหารมัน ของทอด อาหารเผ็ด คาเฟอีน และแอลกอฮอล์ ที่อาจทำให้กระเพาะหลั่งกรดมากขึ้น
  • แบ่งมื้ออาหารให้เล็กลง: รับประทานอาหารมื้อเล็ก ๆ แต่บ่อยขึ้น เพื่อลดแรงกดดันในกระเพาะ
  • ไม่กินอาหารก่อนนอน: ควรเว้นระยะ 3-4 ชั่วโมง หลังรับประทานอาหารก่อนเข้านอน
  • หลีกเลี่ยงการนอนราบทันทีหลังรับประทานอาหาร: ควรนั่งพักหรือลุกเดินเบา ๆ หลังมื้ออาหาร
  • ควบคุมน้ำหนักตัว: น้ำหนักเกินอาจเพิ่มแรงดันในช่องท้อง ทำให้กรดไหลย้อนง่ายขึ้น
  • เลิกสูบบุหรี่และลดแอลกอฮอล์: บุหรี่ทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลง และแอลกอฮอล์กระตุ้นให้หลั่งกรดมากขึ้น

วิธีรักษาโรคกรดไหลย้อน

การรักษาโรคกรดไหลย้อนสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยเริ่มจากการปรับพฤติกรรมก่อน หากอาการไม่ดีขึ้น อาจต้องใช้ยา หรือในกรณีรุนแรง อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

  • ปรับพฤติกรรมการกิน: หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้น ลดน้ำหนัก และหลีกเลี่ยงการกินก่อนนอน
  • ใช้ยาเพื่อควบคุมกรดในกระเพาะ: เช่น ยาลดกรด และยาที่ช่วยลดการหลั่งกรด
  • การรักษาด้วยการผ่าตัด (กรณีรุนแรง): สำหรับผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีภาวะแทรกซ้อนจากกรดไหลย้อน

เป็นกรดไหลย้อน กินยาอะไรได้บ้าง

หากมีอาการ กรดไหลย้อน แสบร้อนกลางอก หรือเรอเปรี้ยว สามารถใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการได้ โดยยาที่ใช้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก

  • ยาลดกรด (Antacids) เช่น เครมิล (Kremil) ใช้เพื่อลดกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนกลางอกและขับลม
  • ยาลดการหลั่งกรด (H2 Receptor Blockers) เช่น ฟาโมทิดีน (Famotidine) ลดการผลิตกรดในกระเพาะ และช่วยลดอาการเรอเปรี้ยว
  • ยากลุ่ม Proton Pump Inhibitors (PPIs) เช่น โอเมพราโซล (Omeprazole) และ เอสโอเมพราโซล (Esomeprazole) ช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร
  • ผลิตภัณฑ์เสริมสำหรับกรดไหลย้อน เช่น เมอร์จีล เจล (Mirgeal Gel) ที่มีสารสกัดจาก ชะเอมเทศและบิลเบอร์รี่ ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ลดการระคายเคือง และป้องกันการไหลย้อนของกรด

หากใช้ยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม โรคกรดไหลย้อน ทำให้เกิดอาการ แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และระคายเคืองคอ หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลในหลอดอาหารหรือมะเร็งหลอดอาหาร วิธีดูแลและป้องกันที่ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงอาหารกระตุ้น ปรับพฤติกรรมการกิน ไม่กินมื้อดึก และควบคุมน้ำหนัก หากอาการเรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...