33 ปี ชีวิตสีกากี (92) | 'สุนทราจาโร'-สู่แดนธรรม
ผมมีความตั้งใจจะศึกษาพระพุทธศาสนา และพระธรรมวินัย ให้เข้าใจ มีความปรารถนาที่จะตอบแทนพระคุณของบุพการี ตามความเชื่อของผู้ชายไทยทั่วๆ ไปในสมัยนั้น จึงได้ลาราชการเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อกลับไปอุปสมบทที่วัดซึ่งเป็นภูมิลำเนาบ้านเกิดของผม คือ วัดราษฎร์บำรุง (หงอนไก่) อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร กำหนด 1 พรรษา ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม 2528
ผมอุปสมบทเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2528
พระครูสาครธรรมรัต หรือพระอาจารย์มล เจ้าอาวาสวัดสุวรรณรัตนาราม หรือวัดแคลาย เป็นพระอุปัชฌาย์
พระอธิการวงษ์ หรือพระอาจารย์วงษ์ เจ้าอาวาสวัดราษฎร์บำรุง (หงอนไก่) เป็นพระกรรมวาจาจารย์
และพระครูธรรมรัต หรือพระอาจารย์ชัย เจ้าอาวาสวัดนางสาว เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ผมได้รับฉายาทางพระว่า สุนทราจาโร
เมื่อมาเป็นพระภิกษุ อยู่ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ ได้ศึกษาพระธรรมวินัย พุทธประวัติ ศาสนพิธี จากพระอาจารย์วงษ์ เจ้าอาวาส พระอาจารย์สายัณห์ หลวงตาเล็ก หลวงพี่รงค์ หลวงพี่รัตน์ หลวงพี่ราญ หลวงพี่สุทีป พระทัก และอีกหลายรูป
ผมจำวัดที่กุฏิกับหลวงพี่รงค์ และเป็นพระพี่เลี้ยงดูแลผมตลอดทั้งพรรษา มีเด็กน้อย 2 พี่น้อง 2 คน อายุประมาณ 11 กับ 12 ขวบ ชื่อเอ็กซ์ กับเล็ก มาเป็นลูกศิษย์เมื่อออกบิณฑบาตตอนเช้าหิ้วปิ่นโตและสะพายย่ามคอยเดินตาม กิจของพระภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติทุกวัน
ตีสี่ ตื่นนอนตามเสียงระฆัง ครองผ้าไตร บูชาพระ ท่องบทสวดมนต์ ศึกษาธรรมวิภาค จนถึงเวลาประมาณ 05.30 น. พอมองเห็นลายมือ จึงรับอรุณ เปลื้องผ้า แล้วปลุกลูกศิษย์ตัวน้อยทั้ง 2 คนให้มาช่วยครองผ้า
เวลา 05.50 น. ออกจากวัดไปรับบิณฑบาตพร้อมลูกศิษย์ ตามเส้นทางผ่านถนนและเรือกสวน จนถึงบ้าน โยมแม่ตักบาตรทุกเช้า ยังมีญาติโยม ทั้งญาติพี่น้อง และผู้อาศัยตามเส้นทางจะตักบาตรตลอดทั้งพรรษา
บางวันฝนตกก็เปียกบ้าง กลับถึงวัดประมาณ 06.45 น. ทำวัตรเช้า แล้วฉันเช้า
ถ้าเป็นวันพระหรือวันธรรมสวนะ พระทั้งวัดจะลงโบสถ์ เพื่อฟังสวดพระปาติโมกข์ มีพระหลายรูปที่สวดได้ เช่น พระอาจารย์สายัณห์ ในพรรษานั้นมีพระจำพรรษาประมาณ 46 รูป ผมจำได้ นอกจากพระที่กล่าวมาก่อนแล้ว ยังมีหลวงตาราญ หลวงตาเผ้ง พระทัก พระเกษม พระสิริ พระต้น พระมนูญ พระโต้ง พระหนุน พระบ๊อง ฯลฯ
เมื่อเสร็จจากการลงโบสถ์ จะศึกษาธรรมะตามที่วัดกำหนด และท่องบทสวดมนต์ที่ต้องใช้เมื่อได้รับกิจนิมนต์ต่างๆ
เมื่อกลับกุฏิ จะไปสรงน้ำ ซักสบง จีวร อังสะ ผ้าห่ม ปลอกหมอน
ได้เวลาเสียงกลองตีจากหอกลอง เป็นเวลาเพล ต้องฉันเพล 11 โมงเช้า อย่าให้พ้นเวลาเที่ยง หลังจากนั้นจะฉันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นของขบเคี้ยว ฉันได้เฉพาะที่เป็นน้ำ
ตอนบ่ายก็ศึกษาธรรมะ ศึกษาเรื่องอธิกรณ์ 4 และอธิกรณสมถะ 7 เป็นต้น
การลงโบสถ์ เพื่อทำวัตรเย็น เป็นกิจสำคัญของพระภิกษุ เมื่อถึงเวลาเสียงระฆังดังก้องกังวานในยามเย็น พระทุกรูปจะเข้าไปภายในโบสถ์เพื่อสวดมนต์เย็น หรือทำวัตรเย็นทุกวัน ในระหว่างเข้าพรรษาจะจุดเทียนพรรษาเล่มใหญ่ เมื่อพระทุกรูปมาประชุมพร้อมเพรียงกัน จะมีพระนำสวดแต่ละบทสวด หมู่พระภิกษุเมื่อเปล่งเสียงสวดพร้อมเพรียงกัน จึงเป็นบทสวดมนต์ที่มีท่วงทำนองที่ไพเราะ
เพดานที่สูงภายในโบสถ์ ยิ่งช่วยทำให้เสียงสวดมนต์ยิ่งดังก้องกังวานเพราะจับใจ
รอบๆ ภายในอุโบสถมีภาพวาดพุทธประวัติที่งดงาม เป็นเหมือนมนต์ขลังสะกดอารมณ์และจิตใจให้นิ่งสงบเยือกเย็น
พระนำสวดมีหลายรูป พระสุทีปจะมีเสียงที่ไพเราะน่าฟังยิ่งนัก พระทักสวดมนต์ได้คล่องแคล่วมากไม่ติดขัดเลย และพระทักท่านก็เจริญในธรรม จนเป็นเจ้าอาวาสของวัดในปัจจุบัน
เมื่อผมได้เข้าไปอยู่ในโบสถ์เพื่อทำวัตรเย็น บรรยากาศนั้นสร้างความรู้สึกที่ปีติและสุขใจ ไม่ว้าวุ่น สงบ ไม่เร่ง ไม่รีบ ต่างกันมากจากโลกของผมเมื่อทำงาน
ก่อนจะถึงเวลาจำวัดประมาณสี่ทุ่มหรือเลยกว่านั้น คือการอ่านพุทธประวัติ ศึกษาพระธรรม ท่องบทสวด เสร็จจากบูชาพระ จึงจำวัดหรือเข้านอน
วันที่ 17 และ 18 ตุลาคม 2528 มีการสอบที่วัดอ้อมน้อย เป็นการสอบธรรมสนามจังหวัด หรือสอบพระนวกะ โดยภาค 14 ซึ่งมีจังหวัดสมุทรสาคร สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และนครปฐม วันแรกภาคเช้าสอบวิชาธรรมวิภาค ภาคบ่ายเป็นการสอบกระทู้ธรรม วันสุดท้ายเช้าสอบพุทธประวัติ-ศาสนพิธี ต่อตอนบ่ายด้วยวิชาวินัยบัญญัติ เป็นวิชาสุดท้าย
เมื่อการสอบผ่านพ้นไป วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2528 พระอาจารย์วงษ์ เจ้าอาวาส ได้ให้เด็กวัดมาตามไปที่กุฏิ แล้วมอบวุฒิบัตร โดยคำสั่งมหาเถรสมาคม เป็นผู้มีวิริยะ อุตสาหะ ศึกษาพระธรรมวินัย และสอบความรู้ได้ระดับ “นวกภูมิ” โดยเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร
วันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2528 มีการตักบาตรเทโว หรือตักบาตดาวดึงส์ หมายถึงพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ หลังจากที่เสด็จขึ้นไปโปรดมารดาที่สวรรค์แล้วจำพรรษาที่นั่น เมื่อครบกำหนดจึงเสด็จลงมา โดยเทวดานิมิตบันไดให้เสด็จ
วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม 2528 ตอนบ่ายได้พับจีวรแล้วห่มดอง จัดดอกไม้ธูปเทียนไปลาพระอาจารย์วงษ์ เจ้าอาวาสที่กุฏิ เพราะวันพรุ่งนี้กำหนดลาสิกขาแล้ว
พระอาจารย์วงษ์กล่าวชมเชยว่า “เป็นลูกศิษย์ที่ดี อยู่ก็ด้วยความเรียบร้อย สงบ ไม่เคยมีเรื่องกับใคร ตั้งใจเรียน จนสามารถทำคะแนนได้ดีเยี่ยม”
พระอาจารย์วงษ์ได้มอบพระพุทธรูปสิงห์ 1 สมัยเชียงแสน เป็นพระพุทธรูปขนาดเล็ก 1 องค์
แล้วปวารณาตัว จะขอช่วยเหลือวัดหากมีโอกาส
ไปกราบลาพระประธานในโบสถ์ ระลึกถึงสิ่งดีงาม ขอให้มีความเจริญก้าวหน้าในราชการ ได้กราบลาพระป่าเลไลย์ หลวงพ่อคง หลวงพ่อเล็ก
เตรียมตัวไปวัดสุวรรณรัตนาราม หรือวัดแคลาย เวลาตีห้าของวันพรุ่งนี้ตามที่พระอาจารย์มลนัด
วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2528 กราบลาหลวงพี่รงค์ แล้วเดินทางถึงวัดแคลายตีห้าพอดี เปลี่ยนเป็นห่มดอง แล้วไปรอที่โบสถ์ เพื่อรอพระอาจารย์มล เช้าวันนี้อากาศสดใสดีมาก เย็นสบายตลอด มีหลวงพี่เกษมยกบาตรน้ำมนต์ ดอกไม้ธูปเทียน แล้วบูชาพระ
พระอาจารย์มลให้ปลงอาบัติกับหลวงพี่เกษม แล้วพาเข้าไปหาพระอาจารย์มล กล่าวคำลาสิกขา
“สิกขัง ปัจจักขามิ คิหิติ มัง ธาเรกะ” ข้าพเจ้าลาสิกขา ท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่า เป็นคฤหัสถ์ โดยกล่าว พุทธัง ธัมมัง สังฆัง 3 จบ พระอาจารย์มลก็ปลดสังฆาฏิ โดยตั้งใจให้ดี แล้วปลดอังสะ ประคตเอว จีวร เข้าไปหาพระอาจารย์มล ลงอักขระ
แล้วออกมาหน้าโบสถ์ อาบน้ำมนต์ พระสวดชยันโต เป็นเสร็จพิธี
แล้วพระอาจารย์มล ให้ศีล ให้พร บอกให้ไปกราบพ่อแม่ แล้วไปบอกลาญาติโยมบ้านที่ตักบาตรตลอดพรรษา
เดินทางกลับระนองโดยปลอดภัยมีสวัสดิภาพประสบโชคชัย มีแต่ความดีความงามด้วยเถิด
เมื่อจบจากสามพรานแล้วไปทำงาน นี่คือการได้กลับไปอยู่ที่กระทุ่มแบนนานที่สุด
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 33 ปี ชีวิตสีกากี (92) | ‘สุนทราจาโร’-สู่แดนธรรม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com