โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทฤษฎีของอริสโตเติล ว่าด้วยโพลิตี้ รัฐ และสัตว์การเมือง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 24 ก.ย 2567 เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 24 ก.ย 2567 เวลา 02.00 น.

Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์

วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

www.facebook.com/bintokrit

ทฤษฎีของอริสโตเติล

ว่าด้วยโพลิตี้ รัฐ และสัตว์การเมือง

หากรัฐบาลทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ กระทำการใดๆ ให้ประชาชนไม่พอใจ ซ้ำยังลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย ผู้คนในรัฐนั้นก็อาจคิดว่าทนไปก่อน อีกไม่นานรัฐบาลก็หมดวาระ และเมื่อถึงวันนั้น อำนาจปกครองก็จะกลับคืนสู่ประชาชน เข้าสู่ช่วงเวลาของการเลือกตั้งเปลี่ยนผ่านอำนาจ หากมีตัวเลือกใหม่ที่ดีกว่า ตัวเลือกนั้นก็อาจเข้ามาปกครองแทนรัฐบาลชุดก่อนได้

อย่างไรก็ตาม ความคิดดังกล่าวเกิดได้แต่ใน “สังคมประชาธิปไตย” เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลมีวาระเพียงชั่วคราว และต้องถามความยินยอมจากประชาชนอยู่เป็นระยะว่ายังให้ความไว้วางใจอยู่เหมือนเดิมหรือไม่

แต่สำหรับ “สังคมเผด็จการ” หรือในระบอบอื่นที่รัฐกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและควบคุมชีวิตประชาชน หากใครทนสภาวะแบบนั้นไม่ไหว วิธีเดียวที่จะพ้นไปจากสภาพนั้นได้ทันทีก็เห็นมีแต่หนีไปอยู่ที่อื่นเท่านั้น

สมมุติว่ามีบางคนสามารถหนีเข้าป่าหาอาหารประทังชีวิตได้ตามลำพัง การหนีไปใช้ชีวิตแบบนั้นจะดีกว่าทนอยู่กับรัฐที่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองและลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนหรือเปล่า?

ใครหลายคนอาจตอบว่า “ดีกว่า”

ทว่า หากอิงตามแนวคิดของ “อริสโตเติล” คำตอบจะตรงกันข้าม เพราะเขาเชื่อว่า “โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เป็นสัตว์การเมือง” (Man is by nature a political animal.) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในรัฐและมีส่วนร่วมกับกิจการบ้านเมืองเท่านั้นจึงจะบรรลุชีวิตที่ดีที่สุดของมนุษย์คนหนึ่งได้

อริสโตเติล (Aristotle, 384-322 BCE) เป็นนักปรัชญากรีกที่ได้รับการกล่าวถึงและอ้างอิงมากที่สุดคนหนึ่งในทางปรัชญาและการเมือง รวมทั้งศาสตร์อื่นๆ อีกมากมาย

แนวคิดสำคัญทางการเมืองของเขาปรากฏอยู่ในหนังสือชื่อ “Politics” ซึ่งแปลว่า “การเมือง” โครงสร้างเนื้อหาภายในแบ่งเป็นบท (book) จำนวนทั้งหมด 9 บท แต่ละบทแยกออกเป็นส่วน (part) หลายส่วน

บทแรกเริ่มต้นอธิบายแนวคิดว่ารัฐเกิดขึ้นได้อย่างไรและมีความสำคัญอย่างไรกับมนุษย์ โดยอธิบายว่ารัฐเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จากการที่มนุษย์จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ไม่ต่างจากสัตว์ประเภทอื่นที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นฝูง

แต่การรวมกลุ่มของมนุษย์แตกต่างจากสัตว์ เพราะมนุษย์มีเหตุผลและมีความสามารถในการพูดจาปราศรัย (speech)

ด้วยศักยภาพเช่นนี้มนุษย์จึงทำได้มากกว่าแค่ส่งเสียงร้องแสดงความรู้สึกเพลิดเพลินหรือเจ็บปวด แต่ยังสามารถสื่อสารเพื่อตัดสินคุณค่าต่างๆ ได้ เช่น ถูก ผิด ดี ชั่ว ความยุติธรรม เป็นต้น

ในทัศนะของอริสโตเติล มนุษย์จะจับคู่กันสร้างครอบครัวตามสัญชาตญาณ แล้วขยายตัวเป็นหมู่บ้านหรือนิคม กระทั่งขยายกลายเป็นรัฐในที่สุด รัฐในแบบที่อริสโตเติลหมายถึงคือ “นคร” หรือ “polis” ในภาษากรีก หมายถึง “ชุมชนทางการเมือง” (political community) ของมนุษย์ ซึ่งสมัยนั้นมีลักษณะแบบ “นครรัฐ” (city-state) ปรัชญาพื้นฐานของอริสโตเติลยืนอยู่บนฐานคิดที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่มี “เป้าหมาย” หรือ “จุดประสงค์” (telos) ที่ทำให้สิ่งต่างๆ นั้นเกิดมา และดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทาง นครก็เช่นกัน

นครเกิดขึ้นจากการที่มนุษย์มาอยู่ด้วยกันเพื่อมุ่งไปสู่จุดหมายร่วมกันบางอย่าง นั่นคือ “ชีวิตที่ดี” หรือ Good Life หรือ Living Well ในภาษาอังกฤษ อันเป็นมากกว่าความสุขสบายทางกาย (Well-being) แต่เป็นการบรรลุถึงความสุขสมบูรณ์ของมนุษย์เท่าที่จะเป็นได้ สิ่งนี้ปรากฏอยู่ในแนวคิดทางจริยศาสตร์ของอริสโตเติลด้วย เรียกว่า “ยูไดโมเนีย” (eudaimonia) ซึ่งชีวิตที่ดีเกิดขึ้นได้เฉพาะแต่เพียงชีวิตที่อยู่ในนครเท่านั้น

ดังนั้น ต่อให้ใครหนีไปใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังในป่าได้สำเร็จ แต่ชีวิตแบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ป่า หาใช่ชีวิตที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะเป็นไม่

(ผู้สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความเรื่อง “ทำความเข้าใจเรื่องยูไดโมเนียและ Virtue Ethics ของอริสโตเติล” ทางลิงก์ https://www.matichonweekly.com/column/article_754211)

เมื่อรัฐเป็นสิ่งจำเป็นต่อมนุษย์สำหรับเจริญเติบโตโดยสมบูรณ์ จึงต้องพิจารณาว่าการเมืองการปกครองแบบใดเป็นรูปแบบที่ดีที่สุดอันสนับสนุนให้มนุษย์ได้เติมเต็มศักยภาพไปสู่ชีวิตที่ดีที่สุดได้

อริสโตเติลตอบปัญหาเรื่องนี้โดยสำรวจการเมืองและรัฐธรรมนูญของนครรัฐต่างๆ ในเวลานั้น และนำมาสู่ข้อเสนอว่าให้ดูจากจุดมุ่งหมายของผู้ปกครอง (ruler) และลักษณะของรัฐธรรมนูญ (constitution หรือ politeia) ที่ใช้ หากผู้ปกครองใช้อำนาจโดยมุ่งหมายไปที่ “ผลประโยชน์ส่วนรวม” (common good/common interest) การปกครองเช่นนั้นก็ถือว่าเป็นการปกครองที่ถูกต้องเหมาะสม

แต่ถ้าหากผู้ปกครองใช้อำนาจนั้นไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองหรือกลุ่มของตัวเอง การปกครองเช่นนั้นก็เป็นการปกครองที่แย่และผิดเพี้ยน

อริสโตเติลแยกรูปแบบการปกครองออกตามจำนวนของผู้ปกครองคือ

(1) การปกครองที่มีผู้ปกครองคนเดียว

(2) ผู้ปกครองเป็นคนจำนวนน้อย

และ (3) ผู้ปกครองเป็นคนจำนวนมาก ทำให้สามารถจำแนกรูปแบบการปกครองออกได้เป็น 6 แบบใหญ่ๆ คือแบบที่ถูกต้องเหมาะสม 3 แบบ ได้แก่ ราชาธิปไตย (Monarchy/Kingship/Royalty) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) และโพลิตี้ (Polity)

ขณะเดียวกันก็มีแบบที่ไม่ดีหรือผิดเพี้ยนอยู่ 3 แบบเช่นกันคือ ทรราช (Tyranny) คณาธิปไตย (Oligarchy) และประชาธิปไตย (Democracy)

ถ้าผู้ปกครองคนเดียวแล้วคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเรียกว่า “ระบอบกษัตริย์”

แต่หากคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวหรือของกลุ่มตนเองก็เรียกว่า “ทรราช”

ถ้าผู้ปกครองเป็นคนจำนวนน้อยแล้วคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเรียกว่า “อภิชนาธิปไตย”

แต่หากคำนึงถึงผลประโยชน์เฉพาะตัวหรือกลุ่มตนเองก็เรียกว่า “คณาธิปไตย”

ถ้าผู้ปกครองเป็นคนจำนวนมากแล้วคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเรียกว่า “โพลิตี้”

แต่ถ้าคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองหรือกลุ่มของตนก็เรียกว่า “ประชาธิปไตย”

อริสโตเติลให้ความหมายของประชาธิปไตยเอาไว้ในทางลบ แม้จะคิดว่าประชาธิปไตยเป็นรูปแบบที่เลวน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับแบบที่ไม่ดีทั้ง 3 แบบก็ตาม

เขามองว่าทรราชเลวร้ายที่สุด คณาธิปไตยเลวร้ายรองลงมา ประชาธิปไตยอย่างไรเสียก็ยังดีกว่าอีกสองแบบข้างต้น ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงเลวน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาความหมายซึ่งเขาได้ขยายความไว้ ก็จะพบว่าประชาธิปไตยในความหมายที่อริสโตเติลใช้ไม่ตรงกับความหมายของประชาธิปไตยที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน

เพราะอริสโตเติลใช้ในความหมายว่า “เป็นการปกครองของคนจน” และเนื่องจากคนจนมักมีจำนวนมากกว่าชนชั้นอื่น ดังนั้น จึงกลายเป็นว่าหมายถึงการปกครองของคนจำนวนมากตามไปด้วย นอกจากนี้ คนจนยังใช้ “เสรีภาพ” เป็นฐานในการอ้างสิทธิในการปกครอง

คำว่าประชาธิปไตยแบบที่อริสโตเติลใช้จึงฉายให้เห็นภาพของกลุ่มคนที่ต้องการเสรีภาพ แม้ว่าพลเมืองที่มีสิทธิในการปกครองของเอเธนส์จะเป็นเสรีชนทุกคนอยู่แล้วก็ตาม

ประชาธิปไตยในความหมายปัจจุบันดูจะตรงกับ “โพลิตี้” เสียมากกว่า นั่นคือ “การปกครองตามรัฐธรรมนูญ” (Constitutional Government) ที่มีลักษณะเป็น “รูปแบบผสม” (Mixed Government/Mixed Constitution) ระหว่าง “ประชาธิปไตย” กับ “คณาธิปไตย” โดยมี “ชนชั้นกลาง” เล่นบทบาทสำคัญในการปกครอง

เพราะอริสโตเติลมองว่าทั้งประชาธิปไตยและคณาธิปไตยนั้นมีแนวโน้มที่จะลำเอียงเข้าข้างผลประโยชน์ของตัวเอง คนรวยกระหายอำนาจและความมั่งคั่ง ส่วนคนจนก็สนใจแต่ปากท้องและความอิสระเสรี

คนชั้นกลางที่ไม่ร่ำรวยและไม่ยากจนจึงดูมีโอกาสมากที่สุดที่จะใช้อำนาจอย่างสมดุล เป็นกลาง คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ลำเอียงเข้าข้างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งยังพร้อมเป็นผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองได้ทั้งนั้น มีโอกาสยึดติดกับอำนาจและตำแหน่งได้น้อยกว่า

โพลิตี้เป็นรูปแบบการปกครองที่ไม่คุ้นหูผู้คนในยุคปัจจุบันเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะความหมายของประชาธิปไตยแบบดั้งเดิมได้เปลี่ยนไป กลายมาเป็นความหมายใกล้เคียงกับโพลิตี้

ทุกวันนี้ไม่มีใครคิดว่าประชาธิปไตยเป็นการปกครองของคนจนอีกแล้ว

หากแต่หมายถึง “การปกครองของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง”

ซึ่งคำจำกัดความนี้ตรงกับนิยามของโพลิตี้มากที่สุดในบรรดาการปกครองทั้ง 6 แบบ

อริสโตเติลคิดว่าโพลิตี้คือรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดซึ่งสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ในทางปฏิบัติ

ดังนั้น หากเกิดรัฐบาลเผด็จการหรือทรราชขึ้น มนุษย์จึงไม่ควรหนีเข้าป่าเข้าพงไปไหน แต่ควรยืนหยัดอยู่ในนครต่อไป แล้วหาหนทางปรับปรุงแก้ไขการปกครองให้เป็นแบบโพลิตี้จะดีกว่า

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทฤษฎีของอริสโตเติล ว่าด้วยโพลิตี้ รัฐ และสัตว์การเมือง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...