12 กลุ่มทุนเชียงใหม่ยกเครื่อง ระดมทุนตลาดหุ้น ดันเศรษฐกิจท้องถิ่น
ทุนท้องถิ่น-ตระกูลดังเร่งสร้างโอกาสปูทางสู่มืออาชีพ เผย 12 กลุ่มทุนเชียงใหม่ทรานส์ฟอร์มธุรกิจครั้งใหญ่ ขยายฐานลูกค้า ทยอยตบเท้าเข้าตลาดหุ้น ระดมทุนขยายกิจการ-ต่อยอดธุรกิจในเครือ นำร่องลอตแรก 7 บริษัท “อสังหาฯ ลีสซิ่ง ขนส่ง ทันตกรรม การแพทย์ สุขภัณฑ์&อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน กาแฟ” ดีเดย์ปี 2567-2570 คาด 3 ปี มูลค่าธุรกิจพุ่งทะลุ 3.6 หมื่นล้าน จากก่อนเข้าตลาดผลประกอบการรวมอยู่ที่ 4 พันล้าน
ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ลงนามในเอ็มโอยู เพื่อดำเนินโครงการ โปรแกรมเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการสู่ตลาดทุน (STeP Up Acceleration Program)
โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ที่เปิดรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสตาร์ตอัพ ที่นำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาเป็นพื้นฐานในการทำธุรกิจและมีความต้องการจะขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
รวมทั้งมีแผนในการนำธุรกิจเข้าระดมทุนจากตลาดทุนอย่างชัดเจน เข้ารับการอบรมตั้งแต่เดือนมกราคม 2566-มีนาคม 2567 ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมเตรียมความพร้อมในโปรแกรมจะได้รับเงินทุนสนับสนุนกว่า 1 ล้านบาท เพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาระบบงานก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ
ขณะนี้มีผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี และสตาร์ตอัพ ในจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมโครงการ 12 ราย ได้แก่ 1.บริษัท โฮมสุขภัณฑ์ จำกัด 2.บริษัท เชียงใหม่ใกล้หมอ จำกัด 3.บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด (ในเครือกรีนบัส) 4.บริษัท นิ่มลีสซิ่ง จำกัด (ในเครือนิ่มซี่เส็งขนส่ง) 5.บริษัท เอสทีเอสคอร์ปอเรชั่น จำกัด 6.บริษัท ฮิลล์คอฟ จำกัด
7.บริษัท เอ็กซา ซีแลม จำกัด 8.บริษัท บีนีท จำกัด (ธุรกิจสตาร์ตอัพ) 9.บริษัท ควอลิไฟด์ เอสเซนส์ ซัพพลายเออร์ แอนด์ เทรเชอร์ จำกัด 10.บริษัท เอฟ แอนด์ อาร์ จิวเวลรี่ จำกัด (ธุรกิจในเครือชาระมิงค์) 11.บริษัท ทีแกลเลอรี่ จำกัด และ 12.บริษัท ธีร่าแอสเสท จำกัด
จ่อเข้าตลาดหุ้นลอตแรก 7 ราย
ผศ.ดร.ธัญญานุภาพกล่าวต่อไปว่า ในจำนวนนี้มีผู้ประกอบการ 7 บริษัท ที่เตรียมตัวจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปี 2567-2570 ได้แก่ 1.บริษัท โฮมสุขภัณฑ์ 2.บริษัท เชียงใหม่ใกล้หมอ 3.บริษัท กรีนแคปปิตอล 4.บริษัท นิ่มลีสซิ่ง 5.บริษัท ฮิลล์คอฟ 6.บริษัท เอ็กซา ซีแลม 7.บริษัท บีนีท
ทั้งหมดเป็นธุรกิจครอบครัวที่กำลังเปลี่ยนผ่าน generation ของธุรกิจ ไปสู่การนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาปรับใช้ และการเข้าระดมทุนในตลาดทุน จะช่วยสร้างความยั่งยืนในเชิงธุรกิจและมีโอกาสสูงในการสืบทอดธุรกิจไปยังทายาทรุ่นต่อ ๆ ไป
ส่วนอีก 5 บริษัท ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมและปรับระบบบริษัท คาดว่าจะทยอยนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังจากปี 2570 เป็นต้นไป
“โครงการนี้จะเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้ทั้ง 7 บริษัท จากก่อนเข้าตลาดหุ้น มีมูลค่าจากผลประกอบการรวม 4,184.57 ล้านบาท หลังเข้าตลาดคาดว่ามูลค่าจะเพิ่มขึ้นถึง 15,243.74 ล้านบาท และหลังเข้าตลาดหุ้นไปแล้ว 3 ปี มูลค่าของทั้ง 7 บริษัท คาดว่าจะเพิ่มสูงถึง 36,445 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญของธุรกิจในเชียงใหม่และภาคเหนือ”
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ เปิดเผย ว่า แผนงานสำคัญของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงปีนี้คือการรุกสู่ตลาดภูมิภาคมากขึ้น ด้วยมองเห็นศักยภาพของผู้ประกอบการท้องถิ่นในแต่ละภาคที่ธุรกิจมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และเริ่มมีความสนใจยกระดับธุรกิจจาก family business เข้าสู่ตลาดทุน
โดยตลาดหลักทรัพย์ฯจะเป็นผู้นำองค์ความรู้ที่จะร่วมมือกับพันธมิตร อาทิ หอการค้า สภาอุตสาหกรรมฯ มหาวิทยาลัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ในพื้นที่ทุกภูมิภาค ที่จะส่งต่อความรู้ในการยกระดับธุรกิจเข้าสู่ตลาดทุนให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสเข้าถึงได้ง่าย
โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ถือว่ามีอัตราการเติบโตของธุรกิจที่เข้าสู่ตลาดทุนแบบก้าวกระโดดเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าภายในระยะเวลา 5 ปี จากเดิมมีธุรกิจที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯแล้วจำนวน 4 ราย ซึ่งภายใน 5 ปีนี้ (2566-2570) จะมีบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดทุนเพิ่มอีกราว 7-8 บริษัท
“นิ่มลีสซิ่ง” ระดมทุนขยายสาขา
นายชวลิต สุวิทย์ศักดานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิ่มลีสซิ่ง จำกัด ผู้ให้บริการสินเชื่อรายใหญ่ในภาคเหนือ ธุรกิจในเครือนิ่มซี่เส็งขนส่ง กล่าวในเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ นิ่มลีสซิ่ง ได้เตรียมพร้อมและมีการปรับระบบภายในเพื่อจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปี 2569
เป็นการระดมทุนเพื่อนำไปขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้แบรนด์ นิ่มลีสซิ่ง ก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับประเทศ เบื้องต้นขณะนี้มีแผนจะขยายสาขาไปยังภาคเหนือตอนล่างทุกจังหวัด ซึ่งจะทำให้มีสาขาครอบคลุมทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมรุกขยายสาขาไปภาคอีสานและกรุงเทพฯในระยะต่อไป
ขณะเดียวกันก็ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาพัฒนาระบบการให้บริการ มุ่งสู่ digital loan มากขึ้น เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายและสะดวกขึ้น
“ปี 2566 ตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อรวมเพิ่มเป็น 4,800 ล้านบาท จากปี 2565 มีตัวเลขประมาณ 3,000 ล้านบาท มีบัญชีสินเชื่อรวมกว่า 100,000 บัญชี จาก 436 สาขา ใน 11 จังหวัดภาคเหนือ”
เอ็กซา ซีแลม เข้าตลาด ปี’70
นายอนุชา มีเกียรติชัยกุล ประธานกรรมการ บริษัท เอ็กซา ซีแลม จำกัด ผู้ผลิตฟันปลอมและผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรมรายใหญ่ มีฐานการผลิตใหญ่อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่า บริษัทได้เตรียมแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯมาตั้งแต่ต้นปี 2565 ด้วยการเริ่มปรับโครงสร้างบริษัท
เริ่มใช้บริการที่ปรึกษาทางการเงินเข้ามาดูแลระบบการเงิน มีผู้ตรวจสอบบัญชี วางระบบการตรวจสอบภายใน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความเชื่อมั่นให้กับองค์กร และตั้งเป้าว่าภายในปี 2570 จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ mai ก่อน จากนั้นก็จะค่อย ๆ ไต่ระดับสู่ SET ต่อไป
“การระดมทุนในตลาดทุนจะทำให้มีโอกาสในการเติบโตได้เร็ว ขณะเดียวกันก็จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ของบริษัท ที่จะสามารถขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้นในระยะยาว โดยที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะช่วงโควิด โดยปี 2564 เติบโตขึ้น 25% ยอดขายอยู่ที่ 480 ล้านบาท ปี 2565 เติบโต 36% หรือมียอดขาย 560 ล้านบาท สำหรับปี 2566 ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 720 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าที่ตั้งไว้”
นายอนุชาระบุว่า นอกจากการผลิตฟันปลอมที่เป็นธุรกิจหลักแล้ว ที่ผ่านมายังได้ขยายธุรกิจด้านทันตกรรมได้ครบวงจรมากขึ้น รวมถึงเป็นตัวแทนจำหน่ายซอฟต์แวร์ทางทันตกรรม และกระบวนการพิมพ์ฟันด้วยดิจิทัล เป็นต้น
ปัจจุบัน เอ็กซา ซีแลม ถือเป็นแล็บทัตกรรมรายใหญ่ 1 ใน 5 ของอาเซียน โดยรายได้ 65% มาจากตลาดในประเทศ และอีก 35% เป็นตลาดส่งออก ซึ่งที่ผ่านมาฐานลูกค้าในประเทศเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่ตลาดส่งออกก็เติบโตอย่างต่อเนื่องมีฐานลูกค้าใน 17 ประเทศ ทั้งอาเซียน เอเชีย และยุโรป
ปัจจุบัน เอ็กซา ซีแลม มีสาขาใน 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ (สำนักงานใหญ่) เชียงราย พิษณุโลก นครสวรรค์ อุดรธานี อุบลราชธานี โคราช กรุงเทพฯ และชลบุรี โดยปี 2566 จะเปิดสาขาเพิ่ม ได้แก่ พัทยา (เดือนกันยายน) นครศรีธรรมราช (เดือนตุลาคม) กรุงเทพฯ สาขาที่ 2 (เดือนกันยายน) และสาขาภูเก็ต คาดว่าจะเปิดในสิ้นปี 2566
โฮมสุขภัณฑ์พร้อมแข่งรายใหญ่
นายนพ อนุรุทธิ์เนตรศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮมสุขภัณฑ์ จำกัด ผู้แทนสินค้าสุขภัณฑ์และอุปกรณ์ตกแต่งบ้านรายใหญ่ในเชียงใหม่ เปิดเผยว่า บริษัทได้เตรียมความพร้อมและเริ่มมีการพัฒนาระบบหลังบ้าน มาตั้งแต่ปี 2559-2562 และชะลอแผนช่วงเกิดโควิด กระทั่งได้เข้าร่วมโครงการ STeP Up Acceleration Program ทำให้แผนเข้าสู่ตลาดทุนของบริษัทมีความชัดเจนมากขึ้น
คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาด mai ภายในปี 2567 ปัจจุบันบริษัทมีรายได้ประมาณ 1,000-1,100 ล้านบาทต่อปี อาจจะกล่าวได้ว่า โฮมสุขภัณฑ์ เป็นผู้ชำนาญด้านห้องน้ำ ห้องครัว และเซรามิก และจุดขายที่โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่ง พร้อมบริการออกแบบดีไซน์ให้กับลูกค้าได้ครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย
“โฮมสุขภัณฑ์ อยู่ในธุรกิจนี้มากว่า 30 ปี เริ่มตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ปัจจุบันอยู่ในยุค Gen 2 ซึ่งปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจนี้ค่อนข้างรุนแรง จากการรุกคืบของโมเดิร์นเทรดรายใหญ่ หากทุนท้องถิ่นไม่ปรับตัว ไม่เข้าสู่ตลาดทุนก็จะไม่สามารถแข่งขันกับโมเดิร์นเทรดได้
และในที่สุดธุรกิจก็จะหายไปจากระบบตลาด ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการนำบริษัทเข้าระดมทุนจากตลาดทุน ซึ่งจะเป็นการสร้างความยั่งยืนและแข็งแกร่งให้กับธุรกิจครอบครัว เปลี่ยนผ่านความเป็นธุรกิจครอบครัวให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮมสุขภัณฑ์ ย้ำ