โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

สรุปดราม่า ปรับเกณฑ์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ส่งผลกระทบอย่างไร ?

ข่าวช่อง8

เผยแพร่ 14 ส.ค. 2566 เวลา 09.22 น. • RS PCL
“ข่าวช่อง 8” ขอสรุปให้เข้าใจง่ายๆ กรณีที่ “กระทรวงมหาดไทย” ปรับหลักเกณฑ์จ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พ.ศ. 2566 จากจ่ายแบบถ้วนหน้า เป็นแบบมีเงื่อนไข จะส่งผลกระทบกับประชาชนอย่างไรบ้าง ?

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาทันที จากกรณีที่ “กระทรวงมหาดไทย” ปรับหลักเกณฑ์จ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พ.ศ. 2566 โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 12 สิงหาคม 2566 ซึ่งการปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับผู้สูงอายุในวันนี้และในอนาคตอย่างไร “ข่าวช่อง 8” ขอสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ดังต่อไปนี้
.
1. หลักเกณฑ์จ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ก่อนหน้านี้ จะใช้ระบบ “จ่ายแบบถ้วนหน้า” ตามขั้นบันได นั่นก็หมายความว่า ผู้ที่มีอายุ 60 ขึ้นไปทุกคนจะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยไล่เรียงตามลำดับ
.
อายุ 60 – 69 ปี ได้ 600 บาทต่อเดือน
อายุ 70-79 ปี ได้ 700 บาทต่อเดือน
อายุ 80-89 ได้ 800 บาทต่อเดือน
อายุ 90 ปีขึ้นไป ได้ 1,000 บาทต่อเดือน
.
2. สาระสำคัญของ “หลักเกณฑ์จ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พ.ศ. 2566” หรือฉบับบล่าสุดนี้ ได้มีการเพิ่มเติมในหมวด 1 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพ ข้อ 6 (4) ซึ่งระบุว่า “เป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด”
.
ดังนั้นเมื่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับล่าสุดนี้มีผลบังคับใช้ จากเดิมที่ผู้สูงอายุทุกคนจะได้รับสวัสดิการดังกล่าว จะเหลือเพียงผู้สูงอายุที่เข้าหลักเกณฑ์ข้างต้นเท่านั้น
.
3. แม้การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะมีบทเฉพาะกาลระบุว่า ผู้สูงอายุที่ได้ขึ้นทะเบียน และรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2566 ยังมีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อไป แต่ก็มีคำถามตามมาว่า ผู้สูงอายุเหล่านี้ยังจะได้รับเงินเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุหรือไม่
.
4. ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบจาการปรับหลักเกณฑ์จ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุฯ อย่างเต็มๆ ก็คือ กลุ่มผู้สูงอายุในอนาคต โดย “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ส.ส. พรรคก้าวไกล ผู้เปิดประเด็นดังกล่าว ได้ระบุว่า “หลักเกณฑ์นี้จะส่งผลกระทบกับสิทธิของประชาชนทุกคนที่จะทยอยอายุครบ 60 ปีในอนาคต
.
“นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่แต่เดิมพอจะมีรายได้จุนเจือตนเองบ้าง ซึ่งตามหลักเกณฑ์ใหม่จะไม่ได้รับเบี้ยยังชีพ หากในเวลาต่อมา รายได้ที่เคยดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ เกิดหดหายไป ผู้สูงอายุคนนั้นจะไปติดต่อขอรับเบี้ยยังชีพได้ที่ไหนอย่างไร
.
“ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 11 ล้านคน ทราบข่าวมาว่า จะมีการใช้ฐานข้อมูลบัตรคนจน ในการพิจารณาจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งจะทำให้มีผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพเพียงแค่ 5 ล้านคนเท่านั้น โดยผู้สูงอายุอีก 6 ล้านคน จะถูกรัฐลอยแพ
.
“ที่สำคัญ คือ เราก็รู้อยู่แล้วว่าฐานข้อมูลของบัตรคนจนนั้น มีความมั่วอยู่พอสมควร มีคนจนถึง 46 % ที่ไม่ได้รับบัตร ในขณะที่ 78 % ของคนที่ถือบัตร เป็นคนที่ไม่ยากจนแต่อยากจน ข้อมูลตกหล่นมากมายแบบนี้ แล้วจะเอามาใช้เป็นเกณฑ์ในการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุได้อย่างไร”
.
5. และ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ยังได้ตั้งข้อสงเกตว่า การปรับหลักเกณฑ์ฯ จะเข้าข่ายขัด “พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ” หรือไม่

“เพราะใน พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ มาตรา 11 (11) กำหนดว่า การจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุจะต้องจ่ายเป็นรายเดือน โดยต้องจ่ายให้ทั่วถึง และเป็นธรรม แต่การบังคับให้ผู้สูงอายุต้องพิสูจน์ความจน อาจเป็นการกีดกันประชาชนไม่ให้ได้รับสวัสดิการจากรัฐ”
.
6. นอกจากนี้ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ก็ได้ออกมาประกาศคัดค้านการปรับหลักเกณฑ์จ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นการทำลายหลักการ “รัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า”

“อีกทั้งลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของพลเมืองไทย ถ้าอยากได้เงินเพียงเดือนละ 600-1,000 บาทก็ต้องไปยืนยันตัวตนว่าเป็นคนจน ทั้งที่เป็นสิทธิที่ทุกคนควรได้รับการดูแลจากรัฐ”
.
7. “ทนายเกิดผล แก้วเกิด” ก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ออกมาฟาดการปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว โดยระบุว่า “การตัดงบเบี้ยคนชรา และเพิ่มหลักเกณฑ์มากขึ้น เพราะงบประมาณมีไม่พอ น่าจะแก้ปัญหาไม่ถูกจุดนะครับ
.
“คุณต้องไปตัดงบ ในส่วนที่ไม่จำเป็น หรือเกินความจำเป็น เช่น การซื้อเรือดำน้ำ งบเงินตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ เช่น เงินเดือน สว. เป็นต้น ถึงจะถูก ไม่ใช่มาตัดงบเบี้ยยังชีพคนแก่”
.
8. ล่าสุด “รัชดา ธนาดิเรก” รองโฆษกรัฐบาล ก็ได้ออกมาชี้แจงว่า “การปรับหลักเกณฑ์จ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ไม่ได้เป็นเพราะรัฐบาลมีปัญหาเรื่องการจัดหารายได้ แต่สืบเนื่องจากประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะเพิ่มต่อเนื่อง งบประมาณจากเคยตั้งไว้ห้าหมื่นล้านต่อปี เพิ่มเป็นแปดหมื่นล้าน และแตะเก้าหมื่นล้านแล้ว ในปีงบประมาณ 2567

.
“ดังนั้น หากลดการจ่ายเบี้ยแก่ผู้สูงอายุ เฉพาะกลุ่มที่มีรายได้สูง หรือผู้สูงอายุที่ร่ำรวย เพื่อพุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มคนที่มีความจำเป็นและเดือดร้อนกว่า ก็จะการสร้างความยั่งยืนทางการคลังได้ในระยะยาว”
.
อ้างอิง
1. ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566
2. FB : Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
3. FB : คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan
4. FB : ทนายเกิดผล แก้วเกิด
5. การให้สัมภาษณ์ของ รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...