Oppenheimer ประวัติ (ศาสตร์) ของ ‘บิดาปรมาณู’ ที่เพิ่งสร้าง
ในผลงานเรื่องล่าสุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ว่าด้วยชีวิตของนักฟิสิกส์ผู้จุดระเบิดเปลี่ยนโลกทั้งใบไปตลอดกาลอย่าง เจ. รอเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ แน่นอนว่า ‘Oppenheimer’ คือตัวเอก แต่ไม่ใช่พระเอก และในเรื่องราวที่เล่าสลับระหว่างอดีต อดีตของอดีต และปัจจุบันของอดีตนั้น ชีวิตของออปเพนไฮเมอร์ก็ห่างไกลจากการเป็น ‘ผู้สร้าง’ หรือ ‘ผู้ให้กำเนิด’ เฉกเช่นบิดาในสาขาอื่น ๆ เพราะการสร้างและให้กำเนิดของเขานั้นมาพร้อมกับการ ‘ทำลาย’
ความย้อนแย้งในตัวเองเช่นนี้ก็ไม่แปลกใจเลยที่มันจะไปดึงดูดโนแลนผู้ชอบนักล่ะกับเรื่องราวของพระเอกตกขอบที่ท้าทายขอบเขตศีลธรรมจรรยาในตัวเอง เรื่องราวของออปเพนไฮเมอร์ที่อเมริกันชนเชิดชูให้เป็นฮีโรผู้กล้าในประวัติศาสตร์ จึงถูกบอกเล่าด้วยวิธีการที่แหกขนบหนังชีวประวัติสดุดีวีรชนทั่วไป โดยเฉพาะประวัติของบุคคลสำคัญระดับเป็น ‘บิดา’ ของอะไรสักอย่าง ที่มักจะมีพัฒนาการไต่ระดับความรู้ความสามารถที่เรียกว่า Hero’s Journey โดยโนแลนเลือกที่จะเล่าสลับกันระหว่างโลกในการรับรู้ของออปเพนไฮเมอร์ ที่ผู้ชมจะเห็นเป็นภาพสี และโลกอีกแบบที่เป็นภาพขาวดำ เสมือน ‘ความจริง’ ที่เราเห็นจากหนังสือพิมพ์หรือฟุตเทจจริงจากสมัยนั้น
แทนที่จะคัดเรื่องมาให้แค่นายออปเพนไฮเมอร์เป็นคนเก่งทฤษฎี อ่อนการทดลอง แต่ฝึกสมองลับคมปัญญาจนได้เข้าร่วมโปรเจกต์สำคัญระดับชาติ และปราบศัตรูของชาติได้สำเร็จ แล้วจบแค่นั้น แต่โนแลนกลับพาเราไปสำรวจโลกสั่นประสาทของผู้สร้างระเบิดปรมาณู ด้านที่ไม่เป็นพระเอกเสียเลยของเขาอย่างการคบชู้ การมีสัมพันธ์สวาทกับเมียเพื่อน ไปจนถึงการตั้งคำถามกับตัวออปเพนไฮเมอร์ว่าจะจัดการกับผลพวงอันน่าสยดสยองจากสิ่งประดิษฐ์ของตัวเองได้อย่างไร? ซึ่งก็เหวี่ยงออปเพนไฮเมอร์จากการเป็น ‘พระเอก’ ทั่วไป และทำให้คนดูอย่างเราต้องตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่า เราควรจะรู้สึกอย่างไรกับตัวละครที่เคยมีชีวิตจริง และมีส่วนสำคัญในการทำลายชีวิตผู้คนไปกว่าสองแสนชีวิตคนนี้ดี?
และในครึ่งหลังของเรื่อง ที่โนแลนนำเสนอความ (อาจจะ) รู้สึกผิดของออปเพนไฮเมอร์ และการตกเป็นเหยื่อเกมการเมือง ซึ่งเกือบ ๆ จะลดทอนสถานะความเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของโลก ผู้มอบจุดจบให้ชีวิตคนเรือนแสน และเป็นเพียงอีกหนึ่งชีวิตที่ถูกเหวี่ยงไปมาใต้ระบบโครงสร้างทางการเมืองอันสับสนของโลกใบนี้ มันก็ทำให้ผู้ชมต้องตั้งคำถามว่า เขาคือ “ความตาย ผู้ทำลายล้างโลกทั้งมวล” ดังที่เขายกวรรคหนึ่งในคัมภีร์ภควัทคีตามาอธิบายตัวเองจริงหรือไม่? เลือดเปื้อนมือเขาจริงไหม? หรือมันเปื้อนอยู่บนมือของคน ‘สั่ง’ ทิ้งระเบิด ดังที่ประธานาธิบดีทรูแมน (รับบทโดย แกรี โอลด์แมน) กล่าวกับเขา
ความสนุกของการดู Oppenheimer จึงไม่ใช่การนั่งรอลุ้นว่าเขาจะทำระเบิดเสร็จจริงมั้ย? หรือมันจะใช้งานได้จริงหรือเปล่า? เพราะทุกคนรู้คำตอบและผลลัพธ์กันอยู่แล้ว ความน่าสนใจในการซึมซับเรื่องราวของออปเพนไฮเมอร์จึงอยู่ที่การค้นหาว่าเขาคือใครกันแน่? เป็นปีศาจร้ายผู้กุมชะตากรรมของโลก เป็นอาชญากรสงครามที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์กว่าสองแสนคน เป็นเหยื่อการเมือง หรือเป็นผู้รู้ว่าจะเล่นเกมยังไง เป็นฝ่ายซ้าย? นักฝัน? อัจฉริยะ? คนวิปลาศโหดเหี้ยม?
ตัวตนของออปเพนไฮเมอร์อาจถูกสร้างขึ้นมาจากหนังสือที่เขาอ่าน ศิลปะที่เขาเสพ ผู้คนที่เขารัก หรือทฤษฎีของเพื่อนร่วมงาน แต่ตัวตนของออปเพนไฮเมอร์ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า และถูกสร้างผ่านอีกหลากหลายมุมมอง ทั้งจากรัฐบาล สื่อ ไปจนถึงออปเพนไฮเมอร์ในเวอร์ชั่นของโนแลน ที่ก็เป็นอีกหนึ่งอวตารของชายที่ชื่อว่าออปเพนไฮเมอร์
ถ้าสามชั่วโมงในหนังคือการเฝ้าระแวงว่าระเบิดจะมาเมื่อไร (จะได้เตรียมปิดตาทัน) ช่วงเวลาหลังจากนั้นก็คือการมุ่งสู่หนทางแห่งการสำรวจว่า ‘ออปเพนไฮเมอร์’ ถูกสร้างขึ้นมาจากอะไรกันแน่? หรือเราจะเชื่อและสมาทานออปเพนไฮเมอร์ในเวอร์ชั่นของโนแลนนี้มากเท่าไหร่?
หรือในการสร้างสถาปนา ‘บิดา’ แห่งสาขาต่าง ๆ ขึ้นมานั้น เราต้องใช้วัตถุดิบใดบ้าง? และในการจะสร้าง ‘ตัวละครเอก’ ให้ประวัติศาสตร์หนึ่ง ๆ ต้องผ่านกระบวนการใดบ้าง และใครกันนะที่เป็นผู้สร้าง?
Oppenheimer ฉายแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์