ทะลุมิติสู่ยุค 70 ไปแต่งงานกับผู้ชายคลั่งรัก
ข้อมูลเบื้องต้น
ทะลุมิติสู่ยุค 70 ไปแต่งงานกับผู้ชายคลั่งรัก
[嫁七零糙汉后,我双胞胎体质藏不住]
***ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 钰儿 ผู้แปล : ไหหม่า
เรื่องย่อ
หลังเผชิญเวรหนักจนวูบ ฉินมู่หลาน แพทย์สาวมือฉมังก็พบว่าตนเองได้มาสวมร่างของหญิงอ้วนหลานสาวผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรในยุค 70 ผู้ไม่มีอะไรดีสักอย่างนอกจากได้สามีหล่อเหลานิสัยดีผู้แสนเย็นชาจากความคลั่งรักของตัวเองจนจับเขามาแต่งงานด้วยสำเร็จ ซึ่งการสวมวิญญาณในครั้งนี้เธอได้รับภารกิจหลักสามอย่าง หนึ่งคือสร้างเนื้อสร้างตัว สองคือลดน้ำหนักให้ตนเองทำงานทำการสะดวกขึ้น และสามคือทำให้สามีเป็นฝ่ายคลั่งรักเธอแทน คุณหมอฉินจะทำสำเร็จหรือไม่ จะเปลี่ยนเป็นฉินมู่หลานคนใหม่ที่สามีคลั่งรักได้หรือไม่กันนะ?
ตอนที่ 1 เริ่มต้นก็แต่งงานแล้ว
ตอนที่ 1 เริ่มต้นก็แต่งงานแล้ว
"อื้อ…….."
ท่ามกลางความมึนงง ฉินมู่หลานรู้สึกราวกับร่างทั้งร่างลอยละล่องอยู่ท่ามกลางผืนน้ำ ทั่วทั้งร่างกายสั่นสะเทือนอย่างไม่อาจควบคุม เจ็บปวดไปทั่วเนื้อตัวเกินจะทานทน ทันทีที่ตระหนักได้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติ เธอก็พยายามลืมตาขึ้นมา แต่มันก็เปล่าประโยชน์ ทำได้เพียงล่องไปตามกระแสธารจมลงสู่มหาสมุทรอันไพศาล
เมื่อฉินมู่หลานลืมตาตื่นขึ้นมาเต็มที่ ท้องฟ้าก็สว่างจ้าแล้ว
ขณะยื่นมือออกไปบังแสงแดดที่ส่องมา ฉินมู่หลานเป็นต้องตะลึงงัน
เธอมองมือขาวอวบอ้วนตรงหน้าแล้วสะบัดมือไปมาอย่างไม่เชื่อสายตา หลังจากยืนยันจนแน่ใจแล้วว่ากำลังสะบัดมือตนเอง คนทั้งคนก็ถึงกับตะลึงพรึงเพริด
นี่…ไม่ใช่มือของเธอ
มือของเธอเห็นได้ชัดว่าเรียวเสลา มีน้ำมีนวลขาวผ่อง ไม่ใช่มืออวบเจ้าเนื้อตรงหน้าแม้แต่น้อย
ในตอนนี้เอง ฉินมู่หลานจึงนึกถึงความผิดพลาดเมื่อคืนขึ้นมา เธอรีบหันหน้ากลับไปมอง จากนั้นความประหลาดใจก็พลันแวบผ่านดวงตาของเธอ
เธอเห็นเพียงโครงหน้าหล่อเหลาคมเข้มปรากฎต่อลานสายตาท่ามกลางแสงแดดตอนเช้าตรู่ คิ้วรูปคมดาบพาดเฉียงขึ้นทางขมับ สันจมูกโด่ง ริมฝีปากอวบอิ่ม แม้ดวงตาคู่นั้นจะปิดสนิท ก็ไม่สามารถปกปิดความหล่อเหลาของเขาได้เลย
เมื่อเคลื่อนสายตาลงจากใบหน้า ฉินมู่หลานพลันพบว่าชายคนนั้นไม่ได้ห่มผ้าเรียบร้อยนัก ทำให้มองเห็นกล้ามท้องแปดลอนของเขาอยู่วับแวม
อืม…..รูปร่างดีจริง ๆ
ฉินมู่หลานจ้องมองชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาด้วยสีหน้าว่างเปล่าอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นค่อย ๆ ยกมุมผ้าห่มขึ้น จ้องมองเรือนร่างเปลือยเปล่าของตนเอง แต่……
ร่างกายขาวผ่องอวบอ้วนนี่ ไม่จำเป็นต้องมองแล้ว
ขณะที่ฉินมู่หลานกำลังจะลุกขึ้นแต่งตัวนั้นเอง ความเจ็บปวดพลันเข้าจู่โจมหัวของเธอราวกับมีบางสิ่งกำลังทะลุทะลวงเข้ามาในสมอง เศษชิ้นส่วนภาพฉากนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้ามาภาพแล้วภาพเล่า ทำให้เธอมองเห็นเรื่องราวชีวิตโดยสังเขปของคนแปลกหน้าคนหนึ่งได้อย่างชัดเจน
ท้ายที่สุดอาการปวดศีรษะก็ทุเลาลง ฉินมู่หลานค่อย ๆ รู้สึกตัวในที่สุด ขณะเดียวกันก็ตระหนักถึงเรื่องตลกที่เกิดขึ้นกับเธอ
ตนอยู่โยงทั้งคืนเพื่อวิจัยวิธีการรักษาโรคที่รักษาได้ยาก สุดท้ายเมื่อเธอค้นพบวิธีรักษา ดวงตาของเธอกลับดับมืดลงฉับพลัน จากนั้นก็หมดสติไป รู้สึกตัวอีกครั้งก็กลับกลายมาเป็นฉินมู่หลานร่างกายอวบขาวคนปัจจุบัน อยู่ในร่างของสาวชนบทยุค 1970 ที่มีชื่อและแซ่เดียวกันกับเธอ
ช่วงเวลาในตอนนี้เป็นปีที่การเคลื่อนไหวพึ่งสิ้นสุดลง
คิดถึงตรงนี้ ฉินมู่หลานก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นออกมา
เมื่อคืนวานเธอทำอะไร ๆ กับอีกฝ่ายจนแล้วเสร็จทั้งคืน และผู้ร้ายไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นฉินมู่หลานเจ้าของร่างเดิม
เจ้าของร่างเดิมชื่อฉินมู่หลานเหมือนกันกับเธอไม่มีผิดเพี้ยน โดยมาจากคำว่ามู่หลานที่เป็นตัวยาสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง สิ่งเดียวที่แตกต่างคือที่มาชื่อของเธอมาจากผอ.สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่จากไปตั้งให้ ขณะที่ชื่อของเจ้าของร่างเดิมคุณปู่ฉินอวิ๋นเฮ่อเป็นคนตั้งให้หล่อน
ฉินอวิ๋นเฮ่อเป็นผู้ชำนาญด้านสมุนไพรจีน เจ้าของร่างเดิมในฐานะที่เป็นเด็กหญิงคนเดียวในครอบครัวฉินจึงเป็นหลานคนโปรดตั้งแต่ยังเด็ก คุณปู่ฉินอวิ๋นเฮ่อถึงขั้นสอนให้หล่อนรู้จักแยกแยะตัวยาสมุนไพร และยังสอนความรู้ทางเภสัชศาสตร์บางอย่างให้หล่อน
อย่างไรก็ตามเจ้าของร่างเดิมกลับไม่ได้เรียนรู้อะไรทั้งสิ้น เรียนรู้เพียงการทำยาดองสมุนไพรเท่านั้น
นับตั้งแต่เห็นหล่อนจงใจกระโดดแม่น้ำ เซี่ยเจ๋อหลี่ผู้ถูกหล่อนวางแผนจับมาเป็นสามีก็ยังคงแสดงสีหน้าท่าทางเย็นชาในวันแต่งงาน ทำให้หล่อนต้องวางแผนกับเขาไม่หยุด ฉกฉวยโอกาสที่ไม่มีใครสนใจ สับเปลี่ยนสุราคารวะของเขากับยาดองสมุนไพรของหล่อน เมื่อถึงเวลาที่เซี่ยเจ๋อหลี่ถูกส่งตัวเข้ามาในห้อง ใบหน้าเขาก็แดงก่ำด้วยความเมามายแล้ว
ทันทีที่เห็นว่าความปรารถนากำลังจะกลายเป็นความจริง เจ้าของร่างเดิมก็ดื่มอย่างเบิกบานใจเช่นกัน แต่น่าเสียดายที่หล่อนไม่ได้ควบคุมฤทธิ์ของยาดองสมุนไพรให้ดี มันจึงกลายเป็นการวางยาพิษตัวเอง ทำให้หล่อนได้สุขสมอารมณ์หมายเพียงคืนเดียวเท่านั้น
ขณะที่รู้สึกถึงความปวดร้าวระบมที่แล่นผ่านไปทั่วทั้งตัว ฉินมู่หลานพลันมีสีหน้าว่างเปล่า ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
เธอหันหน้าไปมองรอบ ๆ พบว่าห้องนี้ดูเรียบง่ายมาก มีเตียงไม้หลังหนึ่ง ตู้เก่าใบหนึ่ง บนตู้ใบนั้นมีกล่องเก็บของวางซ้อนกันอยู่ มีโต๊ะสี่เหลี่ยมล้าสมัยและเก้าอี้สองตัววางอยู่มุมหนึ่ง บนผนังยังมีปฏิทินแบบเก่าแขวนเอาไว้
ขณะที่ฉินมู่หลานกำลังมองไปรอบ ๆ นั้น จู่ ๆ เธอก็รู้สึกว่ามีคนกำลังจ้องมอง จึงรีบหันหน้ากลับไปดูทันที
เซี่ยเจ๋อหลี่มองหญิงสาวข้าง ๆ เขาด้วยความรู้สึกซับซ้อน
ตั้งแต่กลับมาบ้านในวันหยุดแล้วใจดีช่วยฉินมู่หลานเอาไว้ เขาก็ถูกหล่อนตามเกาะติดไม่หยุดหย่อน ทั้งจะให้เขารับผิดชอบหล่อนให้ได้ เมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมออกปากก็เทียวมาสร้างปัญหาที่บ้านเขา เกิดเป็นภาพอลหม่านวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม
ทุกคนในหมู่บ้านชิงซานรู้เรื่องนี้กันหมดแล้ว
การเคลื่อนไหวพึ่งสิ้นสุดลง บางเรื่องยังคงเป็นคลื่นลมโหมกระหน่ำ ถ้าไม่ระวังให้ดีอาจตกที่นั่งลำบาก ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นคนในกองทัพที่ไม่อาจมีเรื่องเสื่อมเสียได้ ดังนั้นเขาจึงไม่มีหนทางอื่นนอกจากแต่งงานกับหล่อน และหลังจากดื่มสุรามงคลจนเมามายเมื่อคืนนี้ เขาก็ได้กลายเป็นสามีของหล่อนอย่างงงๆ
คิดถึงตรงนี้แล้ว เซี่ยเจ๋อหลี่ก็พยายามแยกแยะอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง
ในเมื่อแต่งงานไปแล้ว อย่างนั้นก็ใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้ดีแล้วกัน
"ในเมื่อคุณตื่นแล้ว พวกเราก็ลุกกันเถอะ"
ได้ยินดังนี้ ฉินมู่หลานจึงพยักหน้าทื่อ ๆ
เธอเป็นโสดมานานหลายปี นึกไม่ถึงว่าทันทีที่มาถึงที่นี่ก็เริ่มต้นด้วยการแต่งงานแล้ว เมื่อเห็นสามีที่พึ่งแต่งงานด้วยหมาด ๆ อยู่ตรงหน้าเธอ ความคิดของฉินมู่หลานก็สับสนยุ่งเหยิงเล็กน้อย
เซี่ยเจ๋อหลี่ลุกขึ้นแต่งตัว ครั้นเห็นฉินมู่หลานยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับเขยื้อน คิ้วพลันขมวดมุ่นนิด ๆ "คุณจะไม่ลุกหรือ?"
ฉินมู่หลานได้ยินคำนั้นจึงรู้สึกตัว รีบส่ายหัวโดยเร็วแล้วตอบ "ไม่ ฉันจะลุกแล้ว ฉัน…….ฉันต้องแต่งตัวแล้ว"
หลังจากพูดจบ ใบหน้าของเธอก็แดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอได้ใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามขนาดนี้ ดังนั้นจึงเขินอายอยู่บ้าง
ครั้นเซี่ยเจ๋อหลี่เห็นแก้มแดงระเรื่อของฉินมู่หลาน การตอบสนองของเขาก็พลอยเชื่องช้าตามไปด้วย เขาหมุนตัวกลับไปพร้อมกับพูดขึ้น "ถ้าอย่างนั้นผมไปก่อนล่ะ"
พูดจบก็ตรงดิ่งก้าวออกประตูไปทันที
ในห้องจึงเหลือแค่ฉินมู่หลานอยู่ตามลำพัง เธอรีบควานหาเสื้อผ้ามาสวมใส่ทันที แต่เมื่อเห็นร่างกายอวบขาวของตัวเองแล้วก็รู้สึกหดหู่เล็กน้อย บางทีรูปร่างแบบนี้อาจเป็นที่ถูกใจของผู้ใหญ่ตรงที่ดูแล้วรู้สึกมีโชคมีวาสนา แต่การอ้วนเกินไปก็ทำให้เกิดปัญหาน้อยใหญ่มากมายเหมือนกัน ดังนั้นควรหาวิธีลดน้ำหนักจะดีกว่า
ฉินมู่หลานจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งที ก่อนจะเปิดประตูออกไป
เธอเห็นเซี่ยเจ๋อหลี่ยืนอยู่ในลานบ้าน เมื่อเขาเห็นเธอเดินมาหา เขาก็พูดโดยไม่อ้อมค้อม "ไปกินข้าวเถอะ"
ฉินมู่หลานพยักหน้า ตามเซี่ยเจ๋อหลี่ไปห้องกินอาหาร ที่โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยคนมากมาย ตรงหัวโต๊ะคือเซี่ยเหวินปิงและเหยาจิ้งจือผู้เป็นพ่อแม่ของเซี่ยเจ๋อหลี่ ฝั่งทางซ้ายเป็นเซี่ยเจ๋อเหว่ยกับหลี่เสวี่ยเยี่ยนผู้เป็นพี่ชายคนโตกับพี่สะใภ้และเซี่ยเจ๋ออวี่ลูกชายวัยห้าขวบของพวกเขา ทางฝั่งขวาเป็นเซี่ยเจ๋อน่าน้องสาวของเซี่ยเจ๋อหลี่
เซี่ยเจ๋อน่าเห็นทั้งสองคนมาแล้วก็ปรายตามองฉินมู่หลานแล้วพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้ "มีสะใภ้ใหม่ที่ไหนกันตื่นสายเอาป่านนี้ ถึงกับให้พวกเราทั้งครอบครัวรอเธอคนเดียว? มันมากเกินไปแล้ว"
หล่อนรู้สึกสงสารพี่ชายรองจากก้นบึ้งจิตใจ
พี่รองไม่เพียงมีหน้าตาหล่อเหลา การงานหรือก็ดี ตอนนี้เขายังมีตำแหน่งใหญ่โตในกองทัพ แต่ฉินมู่หลานล่ะ อ้วนแล้วยังไม่พอ ยังกินจุงานการไม่ยอมทำ อารมณ์ก็ร้ายเหลือ เดิมทีก็ไม่คู่ควรกับพี่รองผู้แสนดีขนาดนี้เลยแม้แต่น้อย
"น่าน่า……."
เหยาจิ้งจือมองลูกสาวด้วยสีหน้าไม่พอใจเป็นเชิงปรามให้หล่อนไม่ต้องพูด ถึงอย่างไรฉินมู่หลานก็เป็นพี่สะใภ้รองของน่าน่า ดังนั้นลูกสาวจึงทำไม่ถูกที่หยาบคายใส่อีกฝ่ายแบบนี้
ทว่าเหยาจิ้งจือก็ไม่ได้แสดงสีหน้าดี ๆ ให้ฉินมู่หลานเหมือนกัน นางมองลูกสะใภ้คนใหม่อย่างเย็นชาแล้วเอ่ย "นั่งลงเถอะ กินข้าว"
ท่าทางของคนอื่นมีต่อฉินมู่หลานก็เย็นชาเช่นกัน มองออกได้ไม่ยากว่าพวกเขาไม่ชอบเธอเพียงใด
เห็นแบบนี้แล้ว ฉินมู่หลานก็อดทอดถอนใจอยู่ข้างในไม่ได้
ผู้หญิงคนนี้ เพิ่งแต่งเข้าบ้านสามีมาก็ทำให้คนอื่น ๆ มองด้วยสายตาเย็นชาแล้ว ไม่รู้ว่าต่อไปจะถูกบีบคั้นในรูปแบบไหน แต่ให้กล่าวจริง ๆ แล้วก็ไม่อาจโทษครอบครัวเซี่ยได้ ตอนนั้นที่เจ้าของร่างเดิมมาสร้างปัญหา หล่อนก็ได้พ่นคำพูดหยาบคายต่ำช้าออกไปมากมาย ล่วงเกินคนถ้วนหน้า
หลังจากนั่งลงได้ ฉินมู่หลานก็กินหมั่นโถวลงไปหลายลูกโดยไม่รู้ตัว ตอนที่รู้สึกตัว ก็พบว่าตนเองกำลังหยิบหมั่นโถวอีกลูกขึ้นมาแล้ว
ขณะนี้เซี่ยเจ๋อน่าก็เริ่มหันมามองเธอแล้ว
เพราะพี่รองพึ่งแต่งงาน ดังนั้นแม่จึงทำหมั่นโถวมากมายขนาดนี้ ซึ่งปกติแล้วพวกเขาไม่ค่อยกล้ากินเท่าใด นั่นจึงเป็นเหตุให้ฉินมู่หลานกินอยู่คนเดียว ขณะที่หล่อนคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แม่ของหล่อนก็ส่งสายตาห้ามปรามไว้
แม้ฉินมู่หลานจะรู้สึกว่ายังไม่อิ่ม แต่เธอก็กินลงไปมากแล้ว เมื่อคิดถึงว่าตนเองยังต้องลดน้ำหนัก เธอจึงรีบวางหมั่นโถวในมือลงในถ้วยของเซี่ยเจ๋อหลี่อย่างรวดเร็ว
"คุณกินสิ"
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
เหนื่อยหน่อยนะคะคุณหมอฉิน เริ่มต้นก็ต้องผูกมิตรสมานฉันท์กับคนในบ้านสามีกับลดน้ำหนักเสียแล้ว หวังว่าทักษะการแพทย์ที่มีติดตัวจะช่วยให้ชีวิตหลังมาเกิดใหม่ไม่ลำบากนะคะ
ไหหม่า(海馬)
ตอนที่ 2 ขวางทาง
ตอนที่ 2 ขวางทาง
เซี่ยเจ๋อหลี่มองหมั่นโถวในถ้วย จากนั้นหันกลับไปมองฉินมู่หลาน
ฉินมู่หลานเห็นดังนั้น จึงส่งยิ้มกระอักกระอ่วนอย่างสุภาพให้เซี่ยเจ๋อหลี่
เซี่ยเจ๋อหลี่ไม่ได้พูดอะไร กินหมั่นโถวชิ้นนั้นลงไปทันที
เมื่อเห็นฉากนี้ สมาชิกครอบครัวเซี่ยที่เหลือต่างตกตะลึง ครั้นเห็นว่าสายสัมพันธ์ระหว่างเซี่ยเจ๋อหลี่และฉินมู่หลานที่ดูค่อนข้างปรองดองกันเช่นนี้แล้ว สายตาที่พวกเขามองฉินมู่หลานจึงเปลี่ยนไปอีกครั้ง
ฉินมู่หลานกลับไม่ได้คิดว่ามีอะไรแปลก ตอนนี้หมั่นโถวนับเป็นของมีค่าดังทอง เธอยอมยกให้เซี่ยเจ๋อหลี่ขนาดนี้แล้วเขายังจะไม่ชอบอีกหรือ
เซี่ยเจ๋อน่าเหลือบมองฉินมู่หลานอย่างไม่ยินยอม ในสายตาแฝงความกังวลบางอย่าง
หรือว่าพี่รองของหล่อนจะยอมรับฉินมู่หลานแล้วจริง ๆ? แต่พี่รองดีขนาดนี้ จะยอมรับภรรยาแบบนี้ได้อย่างไรกัน? หากรู้เร็วกว่านี้ ไม่สู้ให้พี่รองแต่งงานกับเย่เสี่ยวเหอลูกสาวผู้ใหญ่บ้านยังดีกว่า
หลังจากทั้งครอบครัวกินข้าวเสร็จแล้ว เซี่ยเจ๋อหลี่และฉินมู่หลานก็พูดคุยปรึกษากัน จากนั้นจึงไปช่วยทำงานกับครอบครัว ครั้งนี้เขาได้กลับมาบ้านในวันหยุด ระหว่างที่หยุดพักผ่อนช่วงระยะเวลาหนึ่ง เขาก็อยากช่วยที่บ้านทำงานให้มากหน่อย
ฉินมู่หลานกลับไปที่ห้องคนเดียว นั่งอย่างเหม่อลอยอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มจัดระเบียบความคิดในหัว ท้ายที่สุดจึงยอมรับความจริงเรื่องที่เธอมาที่นี่ เธอรู้ว่าตัวเองในโลกนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะตายไปแล้วด้วยสาเหตุทำงานอยู่โยงทั้งคืน ดังนั้นคงกลับไปไม่ได้แล้ว
แต่เมื่อคิดได้ว่าผอ.สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เธอสนิทสนมมากที่สุดได้จากไปหลายปีแล้ว เธอก็ไม่ได้เศร้าโศกกับอดีตมากขนาดนั้นอีก
"ในเมื่อมาอยู่ที่นี่แล้ว อย่างนั้นก็เริ่มต้นใหม่ ใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้ดีแล้วกัน"
หลังจากฉินมู่หลานคิดตกแล้ว รอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้า ขณะเดียวกันก็ลุกขึ้นยืน ตั้งใจจะไปสำรวจตรวจตรารอบ ๆ หมู่บ้านชิงซานสักรอบ
แต่ในขณะที่เพิ่งเดินมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ฉินมู่หลานก็ถูกคนกลุ่มหนึ่งขวางทางเอาไว้ ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นผู้หญิง สีหน้าไม่เป็นมิตรนัก
คนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเป็นผู้หญิงถักเปียสองข้างคนหนึ่ง หล่อนเป็นผู้หญิงที่หน้าตาสะสวยมาก เมื่อเห็นฉินมู่หลานแล้ว หล่อนก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด "ฉินมู่หลาน เดิมทีเธอก็ไม่คู่ควรกับสหายเซี่ยแม้แต่น้อย ฉันจึงขอแนะนำให้เธอออกไปจากครอบครัวเซี่ยโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"
ฉินมู่หลานได้ยินคำพูดนี้ก็อดเลิกคิ้วขึ้นมาไม่ได้
ดูเหมือนเหล่าหญิงสาวตรงหน้าเธอจะมีความรู้สึกดี ๆ ให้เซี่ยเจ๋อหลี่ไม่น้อยเลย พวกหล่อนถึงได้มาดักระรานเธอแบบนี้
คิดดังนี้แล้ว ฉินมู่หลานก็เดาะลิ้นอย่างอดไม่ได้
ผู้ชายหน้าตาดีเกินไปก็สร้างปัญหาได้เหมือนกัน ดูสิ นี่ไม่ใช่ว่ามีคนมาหาเรื่องแล้วหรือไง
ทว่าต่อให้ตัวเธอเองจะไม่ได้ดีเด่อะไรนัก อย่างไรเสียตอนนี้เธอก็เป็นภรรยาของเซี่ยเจ๋อหลี่แล้ว ผู้หญิงพวกนี้ไม่มีสิทธิ์มาวุ่นวายกับเธอ แต่ขณะที่ฉินมู่หลานกำลังจะเปิดปากนั่นเอง สายตาอันเฉียบแหลมก็เห็นเซี่ยเจ๋อหลี่เดินดิ่งมาทางนี้ เธอจึงตัดสินใจร้องเรียกเขาทันที "เซี่ยเจ๋อหลี่ คุณมานี่"
ครั้นได้ยินคำพูดของฉินมู่หลาน กลุ่มผู้หญิงตรงหน้าล้วนตกตะลึง หันหน้ากลับไปมองอย่างอดไม่ได้ เมื่อพวกหล่อนเห็นเซี่ยเจ๋อหลี่กำลังเดินมาทางนี้จริง ๆ บ้างก็แสดงสีหน้าประหลาดใจบ้างก็แสดงสีหน้าเขินอาย ในชั่วขณะนั้นทุกคนต่างจ้องมองเซี่ยเจ๋อหลี่ตาไม่กระพริบ
ฉินมู่หลานเห็นสีหน้าของผู้หญิงกลุ่มนี้จึงอดเลิกคิ้วขึ้นมาไม่ได้ จากนั้นเธอก็อธิบายเรื่องราวอย่างตรงไปมา แล้วกล่าวทิ้งท้ายว่า "เซี่ยเจ๋อหลี่ ทุกคนคิดว่าฉันไม่ดีพอสำหรับคุณ คุณคิดว่าอย่างไรคะ?"
เซี่ยเจ๋อหลี่ขมวดคิ้วมุ่นมองเย่เสี่ยวเหอและกลุ่มคนตรงหน้า ก่อนพูดห้วน ๆ ออกมา "ผมแต่งงานกับสหายฉินมู่หลานแล้ว อีกอย่างพวกเราก็จดทะเบียนสมรสแล้ว เป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีการคู่ควรหรือไม่คู่ควรอะไรทั้งสิ้น"
"อะไรนะ……พวกคุณจดทะเบียนสมรสกันแล้ว"
สีหน้าของเย่เสี่ยวเหอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดใจ
ผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่ติดตามหล่อนมาก็เศร้าใจเช่นกัน พวกหล่อนคิดว่าเซี่ยเจ๋อหลี่เพียงแค่จัดงานแต่งงานกับฉินมู่หลาน ถึงอย่างไรตอนนี้ก็มีคนในหมู่บ้านมากมายที่แค่จัดงานแต่งกัน ไม่เคยมีความตั้งใจที่จะจดทะเบียนนสมรสกัน กลับนึกไม่ถึงว่าฉินมู่หลานจะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้ ถึงขั้นไปจดทะเบียนสมรสไว้ล่วงหน้าแล้ว
ได้ยินว่าเมื่อจดทะเบียนสมรสแล้ว ก็จะถือว่าเป็นสามีภรรยากันโดยสมบูรณ์
"เป็นแบบนี้ไปได้ยังไง สหายเซี่ยถึงกับจดทะเบียนสมรสจริง ๆ แล้ว"
"นั่นสิ เป็นอย่างนี้ไปได้ยังไงกัน ทั้งยังจดกับฉินมู่หลาน จดกับใครไม่จดมาจดกับฉินมู่หลานเนี่ยนะ"
"นั่นสิ ฉินมู่หลานไม่เหมาะสมกับสหายเซี่ยสักนิด"
"ใช่ ฉินมู่หลานไม่คู่ควร"
ในตอนนี้เอง เย่เสี่ยวเหอก็ได้สติกลับคืนมาแล้ว หล่อนจ้องมองฉินมู่หลานเขม็งแล้วพูดว่า "ฉินมู่หลาน นังผู้หญิงหยาบช้า ตั้งแต่แรกเธอก็เอาแต่พึ่งพาสหายเซี่ยแล้ว นังผู้หญิงไร้ยางอาย"
หล่อนรู้สึกว่าเซี่ยเจ๋อหลี่หล่อเหลามาตั้งแต่ยังเล็กแล้ว เมื่อเติบโตขึ้นมาจึงวางเขาไว้ในใจสูงสุด อย่างไรก็ตามเซี่ยเจ๋อหลี่มักจะเฉยชากับทุกคน กระทั่งกับหล่อนก็ไม่มีความรู้สึกพิเศษใด ๆ แต่ตอนนี้เขากลับจดทะเบียนสมรสกับฉินมู่หลานผู้หญิงที่เทียบชั้นหล่อนไม่ติดแม้แต่น้อย เรื่องนี้จึงทำให้หล่อนไม่อาจยอมรับได้
"เธอพูดผิดแล้ว ฉันไม่ได้ใช้อุบายอะไรทั้งสิ้น เป็นสหายเซี่ยที่เห็นความงามจากข้างในของฉัน ดังนั้นเขาจึงร้องห่มร้องไห้ขอจดทะเบียนสมรสกับฉันยังไงล่ะ"
พูดจบฉินมู่หลานก็มองหน้าเซี่ยเจ๋อหลี่พลางเลิกคิ้วถาม "สหายเซี่ย คุณว่าใช่หรือไม่ใช่ล่ะ"
เธอฟื้นขึ้นมาอีกทีก็กลายเป็นผู้หญิงที่แต่งงานไปแล้ว เธอยังไม่พูดอะไรสักคำ ผู้หญิงเหล่านี้กลับเป็นฝ่ายมาหาเรื่องเธอแล้ว ยังจะทนได้อีกหรือ
แน่นอนว่าทนไม่ได้
เซี่ยเจ๋อหลี่มองลึกเข้าไปในดวงตาของฉินมู่หลาน ตอบออกมาอย่างฉะฉาน "ใช่"
เมื่อเห็นเซี่ยเจ๋อหลี่ขานรับแบบนี้แล้ว อารมณ์ของฉินมู่หลานจึงดีขึ้นเล็กน้อย
ทันทีที่แม่สาวเหล่านั้นได้ยินคำพูดของเซี่ยเจ๋อหลี่ พวกหล่อนก็รู้สึกเหมือนถูกหักอก "จะเป็นไปได้ยังไง? สหายเซี่ยจะตกหลุมรักฉินมู่หลานได้ยังไง"
เย่เสี่ยวเหอเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน หล่อนชี้หน้าฉินมู่หลานด้วยสีหน้าสับสน
"สหายเซี่ย ฉินมู่หลานคนนี้ทั้งอ้วนทั้งอัปลักษณ์ อารมณ์ร้าย และยังขี้เกียจตัวเป็นขน หล่อนมีดีกว่าฉันตรงไหน"
ก่อนที่เซี่ยเจ๋อหลี่จะอ้าปากตอบ ฉินมู่หลานก็ก้าวออกไปด้วยสีหน้าเยือกเย็นแล้ว
"เธอรู้หรือเปล่า ว่าฉันเกลียดที่สุดเวลามีคนมาชี้หน้าฉัน"
ขณะที่พูด ฉินมู่หลานก็ปัดมือหล่อนทิ้ง สายตาเต็มไปด้วยรังสีเยียบเย็น
"อ๊ะ……"
มือของเย่เสี่ยวเหอแดงเถือกไปทั้งมือหลังจากโดนปัดทิ้ง รู้สึกได้เพียงความเจ็บแสบ ขณะหล่อนคิดจะตบกลับคืนก็สบเข้ากับสายตาเยียบเย็นของฉินมู่หลานเสียก่อน จึงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง ทำไมวันนี้หล่อนรู้สึกว่าฉินมู่หลานน่ากลัวกว่าเดิมอีกนะ
คนที่อยู่รอบๆ ก็ประหลาดใจเล็กน้อยเช่นกันเมื่อเห็นภาพนี้ ด้วยนึกไม่ถึงว่าฉินมู่หลานจะกล้าตบตีคน เฝิงจื้อหมิงหนึ่งในผู้ชายที่หมายปองเย่เสี่ยวเหอเป็นคนแรกที่ตอบสนอง เขามองฉินมู่หลานด้วยสีหน้าถมึงถึงแล้วพูดขึ้นมา "ฉินมู่หลาน เธอกล้าดียังไงมาทำอะไรเสี่ยวเหอ"
"ฉันกล้าแล้วยังไง คุณจะทำอะไรฉันได้"
เจ้าของร่างเดิมแต่เดิมทีก็เป็นแค่ผู้หญิงเกียจคร้านโมโหร้ายคนหนึ่งแล้ว ดังนั้นฉินมู่หลานจึงไม่คิดจะทำให้ตัวเองเสียเปรียบ
"เธอ….."
เฝิงจื้อหมิงเห็นความร้ายกาจของฉินมู่หลานแล้วก็พูดอะไรไม่ออกขึ้นมาในบัดดล จึงหันไปมองเซี่ยเจ๋อหลี่แล้วเอ่ย "เซี่ยเจ๋อหลี่ นี่นายจะทำแค่มองฉินมู่หลานรังแกคนอื่นแบบนี้หรือ"
เซี่ยเจ๋อหลี่ไม่สนใจเฝิงจื้อหมิงและคนอื่น ๆ ถึงอย่างไรฉินมู่หลานก็เป็นภรรยาของเขา คนอื่นเป็นแค่คนนอก แน่นอนว่าเขาย่อมไม่ช่วยคนนอก
เย่เสี่ยวเหอเห็นเซี่ยเจ๋อหลี่เป็นอย่างนี้ก็รู้สึกเหมือนหัวใจกำลังสลาย
ฉินมู่หลานยังอยากดูรอบ ๆ หมู่บ้านชิงซาน เธอคร้านจะโต้เถียงกับคนตรงหน้าเธอแล้ว ดังนั้นเธอจึงตั้งใจจะก้าวต่อไป แต่ก่อนที่จะได้จากไป เสียงกรีดร้องแสบแก้วหูน่าเวทนาก็ดังขึ้นมาจากข้างหน้า
"เสี่ยวอวี่…..เสี่ยวอวี่……ลูกฟื้นสิ ลูกฟื้นขึ้นมา……."
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
ร้ายมาร้ายกลับไม่โกง ตบมาระวังโดนสวนกลับนะคะ ต่อให้มากันสามสี่คนก็เถอะ
เจอบททดสอบฝีมือแล้ว จะงัดทักษะการแพทย์อะไรมาใช้นะ
ไหหม่า(海馬)
ตอนที่ 3 ช่วยคน
ตอนที่ 3 ช่วยคน
หลังได้ยินเสียงเอะอะโวยวายแว่วมาแต่ไกล ทุกคนต่างมองไปข้างหน้า
เซี่ยเจ๋อหลี่ได้ยินเสียงนั้น หน้าของเขาก็เปลี่ยนสีโดยพลัน รีบรุดไปทันที
ฉินมู่หลานก็จำได้เช่นกันว่าเสียงเมื่อครู่นี้เป็นของหลี่เสวี่ยเยี่ยน ดังนั้นเธอจึงรีบตามไปติด ๆ
ตอนที่เธอมาถึง เห็นเพียงหลี่เสวี่ยเยี่ยนกอดเซี่ยเจ๋ออวี่เอาไว้ร่ำไห้แทบขาดใจ ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบ ๆ ต่างก็ทอดถอนใจอยู่ตรงนั้น
"เฮ้อ……เสี่ยวอวี่เจ้าเด็กคนนี้ยังเล็กอยู่เลย นึกไม่ถึงว่าจะด่วนจากไปแล้ว น่าสงสารจริง ๆ"
"ใช่แล้ว พลัดตกลงไปในน้ำขนาดนั้น พอช่วยขึ้นมาได้ก็ไร้ลมหายใจแล้ว"
เซี่ยเจ๋อหลี่รุดมาถึงข้างหน้าแล้ว "พี่สะใภ้ เร็วเข้า พวกเรารีบไปส่งเสี่ยวอวี่ที่โรงพยาบาลกันเถอะ"
"ใช่……ใช่……ไปโรงพยาบาล"
หลี่เสวี่ยเยี่ยนชาวาบไปทั้งตัว เมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยเจ๋อหลี่ หล่อนก็พยักหน้ารับโดยไม่รู้ตัว
ฉินมู่หลานเห็นสีหน้าซีดเซียวของเด็กแล้วก็รีบคว้าตัวเด็กออกมาวางให้นอนราบลงกับพื้น ตรวจดูภายในช่องปากเขา จากนั้นจึงเริ่มลงมือช่วยชีวิต
"ว้าย……เธอทำอะไร เธอจะทำอะไรกับเสี่ยวอวี่"
เมื่อเห็นการกระทำของฉินมู่หลาน หลี่เสวี่ยเยี่ยนถึงกลับมารู้สึกตัว พุ่งเข้าไปหาเธอราวกับคนเสียสติ
"เงียบซะ!"
ฉินมู่หลานพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "ถ้าอยากให้ลูกของพี่รอดชีวิต ก็รอฉันอยู่นิ่ง ๆ"
เห็นฉินมู่หลานเป็นแบบนี้ หลี่เสวี่ยนพลันรู้สึกกลัวขึ้นมา แต่เมื่อหายตกใจก็เห็นฉินมู่หลานกำลังกดหน้าอกสลับกับจูบเสี่ยวอวี่ หล่อนตกตะลึงไปทันที เมื่อครู่นี้หล่อนคิดว่าฉินมู่หลานจะมีวิธีจจริง ๆ แต่ตอนนี้ดูแล้วฉินมู่หลานเชื่อถือไม่ได้สักนิด เธอทำแบบนี้จะช่วยเสี่ยวอวี่ได้อย่างไรกัน
"เธอหยุดเดี๋ยวนี้นะ"
หลี่เสวี่ยเยี่ยนพูดพลางจะพุ่งเข้าไปหาอีกครั้ง
เซี่ยเจ๋อหลี่รีบห้ามหลี่เสวี่ยเยี่ยนเอาไว้ "พี่สะใภ้ รอก่อนเถอะ"
เขาเห็นสีหน้าจริงจังของฉินมู่หลานและการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ก็เกิดความหวังเลือนรางขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
"ปล่อยพี่ เธอปล่อยพี่"
หลี่เสวี่ยเยี่ยนเห็นตนเองถูกดึงรั้งไว้ จึงดิ้นรนขัดขืนอย่างรุนแรง
เย่เสี่ยวเหอและคนอื่น ๆ ที่ตามมาทีหลังเห็นภาพนี้ ก็พูดจาเหน็บแนมขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ "ฉินมู่หลาน เธอรีบหยุดมือเถอะ เสี่ยวอวี่หมดลมหายใจแล้ว เธอยังจะทำลายร่างกายเขาอีกหรือไง"
"นั่นสิ เธอรีบปล่อยเสี่ยวอวี่เร็วเข้า"
"ใช่แล้ว ๆ รีบหยุดเถอะ เธอคิดว่าเธอเป็นใครน่ะ จะเสกทำให้คนกลับมามีชีวิตได้หรือไง"
คนที่รายล้อมอยู่ตรงนั้นพากันพูดถากถางฉินมู่หลาน แต่ฉินมู่หลานไม่ได้หยุดมือ ช่วยชีวิตเด็กน้อยต่อไปอย่างมีระเบียบแบบแผน
"อึก……."
จู่ ๆ เสี่ยวอวี่ก็สำลักน้ำออกมา จากนั้นก็ไอโขลกอย่างรุนแรง
ฉินมู่หลานเห็นดังนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก จากนั้นจึงพลิกตัวเสี่ยวอวี่ ใช้มือข้างที่ว่างตบหลังเสี่ยวอวี่แรง ๆ
เสี่ยวอวี่สำลักน้ำออกมามากกว่าเดิม จากนั้นค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ปล่อยโฮออกมาเสียงดัง "ฮือ………"
เมื่อคนที่อยู่รอบ ๆ ได้ยินเสียงร้องไห้ พวกเขาต่างก็ตกใจ สุดท้ายไม่รู้ว่าใครเป็นคนเปิดปากขึ้น "ฟื้น……ฟื้นแล้ว…….."
หลี่เสวี่ยเยี่ยนเป็นคนแรกที่ตอบสนอง หล่อนขืนตัวหลุดจากมือของเซี่ยเจ๋อหลี่ รีบปรี่เข้าไปหาลูกชายของตัวเอง "เสี่ยวอวี่……."
"ฮือ……แม่จ๋า……."
เสี่ยวอวี่น้ำตาไหลพรากออกมา กอดหลี่เสวี่ยเยี่ยนไม่ยอมปล่อย
คนที่อยู่รอบ ๆ เห็นเสี่ยวอวี่ร้องไห้เสียงดังขนาดนี้แล้ว ก็พูดขึ้นมาอย่างอดไม่ไหว "ร้องไห้ได้ขนาดนี้ ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรแล้ว"
"ใช่แล้ว ร้องให้ออกมาได้คงดีขึ้นแล้ว"
ถึงตอนนี้ ทุกคนก็ตระหนักได้ว่าเมื่อครู่นี้ฉินมู่หลานกำลังช่วยคนจริงๆ
"นึกไม่ถึงว่านังหนูจากครอบครัวฉินจะเก่งกาจขนาดนี้ เมื่อครู่นี้เสี่ยวอวี่ไม่มีลมหายใจแล้ว กลับถูกหล่อนช่วยจนฟื้นขึ้นมาได้"
"ใช่แล้ว ๆ คิดไม่ถึงเลย ดูเหมือนผู้เฒ่าฉินจะมีคนสืบทอดแล้ว"
คนรอบด้านต่างพูดคุยกันอื้ออึงเซ็งแซ่ ฉินมู่หลานจึงถือโอกาสนี้ผลักความชอบให้ฉินอวิ๋นเหอ "ต้องขอบคุณคุณปู่ที่สอนฉันตั้งแต่เด็ก วันนี้ถึงช่วยเสี่ยวอวี่ไว้ได้ แต่โชคดีที่พบเสี่ยวอวี่เร็ว ถ้าช้ากว่านี้ไปสองสามนาที ถึงตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้แล้ว"
ถึงเสี่ยวอวี่จะถูกช่วยจนฟื้นแล้ว แต่เมื่อครู่นี้ตอนที่ทุกคนไม่ทันสังเกต ฉินมู่หลานแอบจับชีพจรของเสี่ยวอวี่ดูแล้ว
เสี่ยวอวี่กำลังมีอาการหนาวสั่น แต่ตอนนี้เธอไม่มียาอยู่ในมือ ดังนั้นเธอจึงแนะนำให้หลี่เสวี่ยเยี่ยนส่งเด็กไปโรงพยาบาล
"พี่สะใภ้ พวกเราส่งเสี่ยวอวี่ไปตรวจที่โรงพยาบาลสักหน่อยเถอะค่ะ ดูว่ามีปัญหาอะไรอีกไหม"
ได้ยินคำพูดนี้ หลี่เสวี่ยเยี่ยนจึงรู้สึกตัว หันไปมองฉินมู่หลานอย่างซาบซึ้งใจแล้วพูดขึ้น "น้องสะใภ้ วันนี้ต้องขอบคุณเธอจริง ๆ ถ้าไม่มีเธอ เสี่ยวอวี่ของเราคง……"
จากนั้นหล่อนก็รีบปาดน้ำตาทิ้งโดยเร็ว พยักหน้าตอบตกลง "ได้ พวกเราไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เถอะ"
ก่อนหน้านี้หล่อนไม่ชอบฉินมู่หลานเป็นอย่างมาก คิดว่าการที่น้องสามีแต่งงานกับผู้หญิงพรรค์นี้ครอบครัวคงวุ่นวาย แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเวลาที่หล่อนกำลังสิ้นหวังถึงที่สุด ฉินมู่หลานจะเป็นคนที่ลุกขึ้นมาช่วยลูกชายของหล่อน ทำให้หล่อนเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อน้องสะใภ้คนนี้ เหลือไว้แค่ความซาบซึ้งใจ
เซี่ยเจ๋อหลี่ที่อยู่ด้านข้างจดจ่อกับทุกความเคลื่อนไหวของฉินมู่หลานตั้งแต่ต้น ทั้งยังเห็นทุกขั้นตอนที่เธอช่วยคนเอาไว้ กำลังมองฉินมู่หลานอย่างไม่เชื่อสายตา เขานึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าฉินมู่หลานจะมีทักษะทางการแพทย์อย่างนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงเป็นห่วงหลานชายตัวน้อย จึงตัดสินใจส่งเขาไปยังโรงพยาบาล
อีกด้านหนึ่ง เหยาจิ้งจือและเซี่ยเจ๋อเหว่ยก็รู้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วเช่นกัน จึงรีบติดตามไป
เมื่อได้ยินว่าเสี่ยวอวี่ฟื้นแล้ว ทั้งสองคนต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เหยาจิ้งจือรู้ว่าพวกเขากำลังจะไปโรงพยาบาล จึงรีบพาเด็กน้อยกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน แล้วไปโรงพยาบาลด้วยกัน
เมื่อกลุ่มคนมาถึงโรงพยาบาล เซี่ยเจ๋อหลี่อธิบายสถานการณ์ให้หมอฟัง จากนั้นจึงขอให้หมอตรวจอาการให้เสี่ยวอวี่
หมอคนนั้นได้ยินว่าเสี่ยวอวี่ถูกช่วยเอาไว้ได้หลังจากจมน้ำและหมดลมหาย ก็รู้สึกประหลาดใจ "จริงหรือ เด็กหมดลมหายใจแล้วยังถูกช่วยจนฟื้นขึ้นมาหรือ?"
หลี่เสวี่ยเยี่ยนที่อยู่ข้าง ๆ รีบพยักหน้าเป็นพัลวันแล้วเอ่ย "ใช่ค่ะ น้องสะใภ้ของฉันเก่งกาจจริง ๆ"
แล้วหล่อนก็เล่าเรื่องที่ฉินมู่หลานช่วยลูกชายไว้อีกรอบหนึ่ง
"คุณเป็นคนช่วยชีวิตเด็กหรือ?"
หมอคนนั้นเห็นฉินมู่หลานยังเป็นเด็กสาว ก็ยังรู้สึกไม่เชื่อถือเท่าใดนัก
ฉินมู่หลานรีบยิ้มกว้างแล้วบอก "ตั้งแต่ยังเล็กฉันก็ได้เรียนรู้จากคุณปู่มาบ้าง คุณหมอ ตอนนี้พวกเรารีบตรวจเสี่ยวอวี่ให้แน่ใจเถอะค่ะ"
หมอได้ยินแบบนี้แล้ว ก็ไม่ถามอีกต่อไป เริ่มตรวจร่างกายของเสี่ยวอวี่
หลังจากผลตรวจทั้งหมดออกมาแล้ว คุณหมอคนนั้นก็แจ้งด้วยสีหน้าผ่อนคลาย "วางใจได้ เด็กคนนี้ไม่มีอะไรผิดปกติ เพียงแค่เป็นหวัดเพราะตกน้ำเท่านั้น ผมจะเขียนใบสั่งยาแก้หวัดให้ก่อน พวกคุณกลับไปก็คอยสังเกตอาการเขาก็พอ"
"ค่ะ ขอบคุณค่ะคุณหมอ"
เซี่ยเจ๋อเหว่ยและหลี่เสวี่ยเยี่ยนรีบร้อนขอบคุณคุณหมอคนนั้น
หมอคนนั้นยิ้มแล้วโบกมือให้ จากนั้นชี้ไปที่ฉินมู่หลานแล้วพูดขึ้น "ถ้าพวกคุณอยากขอบคุณ ก็ควรขอบคุณหล่อน ถ้าไม่ใช่เพราะหล่อนช่วยเด็กไว้ได้ทัน ผลที่ตามมาก็เอ่ยได้ยากแล้ว"
หลังจากพูดจบแล้ว เขาก็หันไปมองฉินมู่หลานอย่างครุ่นคิดก่อนจะถาม "สหายผู้นี้ ไม่รู้ว่าคุณจะช่วยสอนวิธีช่วยคนวิธีนั้นกับพวกเราได้หรือเปล่า อนาคตถ้าเราเจอสถานการณ์อย่างนี้อีก พวกเราจะได้ลองดู คุณวางใจเถอะ ถ้าวิธีนี้ได้ผลจริง ๆ ทางโรงพยาบาลของเราจะมอบธงเกียรติยศให้คุณ และเราจะให้รางวัลตอบแทนคุณเช่นกัน"
ฉินมู่หลานพยักหน้าตอบ "ได้แน่นอนค่ะ"
เธอหวังว่าจะมีคนได้เรียนรู้วิธีปฐมพยาบาลเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เป็นแบบนี้ก็จะช่วยคนได้อีกหลายคน
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
มันคือวิธีปฐมพยาบาลจ้า ไม่ต้องตกใจกันนะ
เริ่มชนะใจพี่สะใภ้แล้วสินะ สู้ๆ นะมู่หลาน
ไหหม่า(海馬)