โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติสู่ยุค 70 ไปแต่งงานกับผู้ชายคลั่งรัก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 25 พ.ค. 2567 เวลา 16.19 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2567 เวลา 16.19 น. • enjoybook
เมื่อแพทย์สาวมือฉมังพบว่าตนเองได้กลายเป็นหญิงอ้วนผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรในยุค 70 ผู้ไม่เป็นที่รักของสามี เธอจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่สามีคลั่งรักได้หรือไม่กันนะ?

ข้อมูลเบื้องต้น

ทะลุมิติสู่ยุค 70 ไปแต่งงานกับผู้ชายคลั่งรัก
[嫁七零糙汉后,我双胞胎体质藏不住]
***ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 钰儿 ผู้แปล : ไหหม่า

เรื่องย่อ
หลังเผชิญเวรหนักจนวูบ ฉินมู่หลาน แพทย์สาวมือฉมังก็พบว่าตนเองได้มาสวมร่างของหญิงอ้วนหลานสาวผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรในยุค 70 ผู้ไม่มีอะไรดีสักอย่างนอกจากได้สามีหล่อเหลานิสัยดีผู้แสนเย็นชาจากความคลั่งรักของตัวเองจนจับเขามาแต่งงานด้วยสำเร็จ ซึ่งการสวมวิญญาณในครั้งนี้เธอได้รับภารกิจหลักสามอย่าง หนึ่งคือสร้างเนื้อสร้างตัว สองคือลดน้ำหนักให้ตนเองทำงานทำการสะดวกขึ้น และสามคือทำให้สามีเป็นฝ่ายคลั่งรักเธอแทน คุณหมอฉินจะทำสำเร็จหรือไม่ จะเปลี่ยนเป็นฉินมู่หลานคนใหม่ที่สามีคลั่งรักได้หรือไม่กันนะ?

ตอนที่ 1 เริ่มต้นก็แต่งงานแล้ว

ตอนที่ 1 เริ่มต้นก็แต่งงานแล้ว

"อื้อ…….."

ท่ามกลางความมึนงง ฉินมู่หลานรู้สึกราวกับร่างทั้งร่างลอยละล่องอยู่ท่ามกลางผืนน้ำ ทั่วทั้งร่างกายสั่นสะเทือนอย่างไม่อาจควบคุม เจ็บปวดไปทั่วเนื้อตัวเกินจะทานทน ทันทีที่ตระหนักได้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติ เธอก็พยายามลืมตาขึ้นมา แต่มันก็เปล่าประโยชน์ ทำได้เพียงล่องไปตามกระแสธารจมลงสู่มหาสมุทรอันไพศาล

เมื่อฉินมู่หลานลืมตาตื่นขึ้นมาเต็มที่ ท้องฟ้าก็สว่างจ้าแล้ว

ขณะยื่นมือออกไปบังแสงแดดที่ส่องมา ฉินมู่หลานเป็นต้องตะลึงงัน

เธอมองมือขาวอวบอ้วนตรงหน้าแล้วสะบัดมือไปมาอย่างไม่เชื่อสายตา หลังจากยืนยันจนแน่ใจแล้วว่ากำลังสะบัดมือตนเอง คนทั้งคนก็ถึงกับตะลึงพรึงเพริด

นี่…ไม่ใช่มือของเธอ

มือของเธอเห็นได้ชัดว่าเรียวเสลา มีน้ำมีนวลขาวผ่อง ไม่ใช่มืออวบเจ้าเนื้อตรงหน้าแม้แต่น้อย

ในตอนนี้เอง ฉินมู่หลานจึงนึกถึงความผิดพลาดเมื่อคืนขึ้นมา เธอรีบหันหน้ากลับไปมอง จากนั้นความประหลาดใจก็พลันแวบผ่านดวงตาของเธอ

เธอเห็นเพียงโครงหน้าหล่อเหลาคมเข้มปรากฎต่อลานสายตาท่ามกลางแสงแดดตอนเช้าตรู่ คิ้วรูปคมดาบพาดเฉียงขึ้นทางขมับ สันจมูกโด่ง ริมฝีปากอวบอิ่ม แม้ดวงตาคู่นั้นจะปิดสนิท ก็ไม่สามารถปกปิดความหล่อเหลาของเขาได้เลย

เมื่อเคลื่อนสายตาลงจากใบหน้า ฉินมู่หลานพลันพบว่าชายคนนั้นไม่ได้ห่มผ้าเรียบร้อยนัก ทำให้มองเห็นกล้ามท้องแปดลอนของเขาอยู่วับแวม

อืม…..รูปร่างดีจริง ๆ

ฉินมู่หลานจ้องมองชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาด้วยสีหน้าว่างเปล่าอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นค่อย ๆ ยกมุมผ้าห่มขึ้น จ้องมองเรือนร่างเปลือยเปล่าของตนเอง แต่……

ร่างกายขาวผ่องอวบอ้วนนี่ ไม่จำเป็นต้องมองแล้ว

ขณะที่ฉินมู่หลานกำลังจะลุกขึ้นแต่งตัวนั้นเอง ความเจ็บปวดพลันเข้าจู่โจมหัวของเธอราวกับมีบางสิ่งกำลังทะลุทะลวงเข้ามาในสมอง เศษชิ้นส่วนภาพฉากนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้ามาภาพแล้วภาพเล่า ทำให้เธอมองเห็นเรื่องราวชีวิตโดยสังเขปของคนแปลกหน้าคนหนึ่งได้อย่างชัดเจน

ท้ายที่สุดอาการปวดศีรษะก็ทุเลาลง ฉินมู่หลานค่อย ๆ รู้สึกตัวในที่สุด ขณะเดียวกันก็ตระหนักถึงเรื่องตลกที่เกิดขึ้นกับเธอ

ตนอยู่โยงทั้งคืนเพื่อวิจัยวิธีการรักษาโรคที่รักษาได้ยาก สุดท้ายเมื่อเธอค้นพบวิธีรักษา ดวงตาของเธอกลับดับมืดลงฉับพลัน จากนั้นก็หมดสติไป รู้สึกตัวอีกครั้งก็กลับกลายมาเป็นฉินมู่หลานร่างกายอวบขาวคนปัจจุบัน อยู่ในร่างของสาวชนบทยุค 1970 ที่มีชื่อและแซ่เดียวกันกับเธอ

ช่วงเวลาในตอนนี้เป็นปีที่การเคลื่อนไหวพึ่งสิ้นสุดลง

คิดถึงตรงนี้ ฉินมู่หลานก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นออกมา

เมื่อคืนวานเธอทำอะไร ๆ กับอีกฝ่ายจนแล้วเสร็จทั้งคืน และผู้ร้ายไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นฉินมู่หลานเจ้าของร่างเดิม

เจ้าของร่างเดิมชื่อฉินมู่หลานเหมือนกันกับเธอไม่มีผิดเพี้ยน โดยมาจากคำว่ามู่หลานที่เป็นตัวยาสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง สิ่งเดียวที่แตกต่างคือที่มาชื่อของเธอมาจากผอ.สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่จากไปตั้งให้ ขณะที่ชื่อของเจ้าของร่างเดิมคุณปู่ฉินอวิ๋นเฮ่อเป็นคนตั้งให้หล่อน

ฉินอวิ๋นเฮ่อเป็นผู้ชำนาญด้านสมุนไพรจีน เจ้าของร่างเดิมในฐานะที่เป็นเด็กหญิงคนเดียวในครอบครัวฉินจึงเป็นหลานคนโปรดตั้งแต่ยังเด็ก คุณปู่ฉินอวิ๋นเฮ่อถึงขั้นสอนให้หล่อนรู้จักแยกแยะตัวยาสมุนไพร และยังสอนความรู้ทางเภสัชศาสตร์บางอย่างให้หล่อน

อย่างไรก็ตามเจ้าของร่างเดิมกลับไม่ได้เรียนรู้อะไรทั้งสิ้น เรียนรู้เพียงการทำยาดองสมุนไพรเท่านั้น

นับตั้งแต่เห็นหล่อนจงใจกระโดดแม่น้ำ เซี่ยเจ๋อหลี่ผู้ถูกหล่อนวางแผนจับมาเป็นสามีก็ยังคงแสดงสีหน้าท่าทางเย็นชาในวันแต่งงาน ทำให้หล่อนต้องวางแผนกับเขาไม่หยุด ฉกฉวยโอกาสที่ไม่มีใครสนใจ สับเปลี่ยนสุราคารวะของเขากับยาดองสมุนไพรของหล่อน เมื่อถึงเวลาที่เซี่ยเจ๋อหลี่ถูกส่งตัวเข้ามาในห้อง ใบหน้าเขาก็แดงก่ำด้วยความเมามายแล้ว

ทันทีที่เห็นว่าความปรารถนากำลังจะกลายเป็นความจริง เจ้าของร่างเดิมก็ดื่มอย่างเบิกบานใจเช่นกัน แต่น่าเสียดายที่หล่อนไม่ได้ควบคุมฤทธิ์ของยาดองสมุนไพรให้ดี มันจึงกลายเป็นการวางยาพิษตัวเอง ทำให้หล่อนได้สุขสมอารมณ์หมายเพียงคืนเดียวเท่านั้น

ขณะที่รู้สึกถึงความปวดร้าวระบมที่แล่นผ่านไปทั่วทั้งตัว ฉินมู่หลานพลันมีสีหน้าว่างเปล่า ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี

เธอหันหน้าไปมองรอบ ๆ พบว่าห้องนี้ดูเรียบง่ายมาก มีเตียงไม้หลังหนึ่ง ตู้เก่าใบหนึ่ง บนตู้ใบนั้นมีกล่องเก็บของวางซ้อนกันอยู่ มีโต๊ะสี่เหลี่ยมล้าสมัยและเก้าอี้สองตัววางอยู่มุมหนึ่ง บนผนังยังมีปฏิทินแบบเก่าแขวนเอาไว้

ขณะที่ฉินมู่หลานกำลังมองไปรอบ ๆ นั้น จู่ ๆ เธอก็รู้สึกว่ามีคนกำลังจ้องมอง จึงรีบหันหน้ากลับไปดูทันที

เซี่ยเจ๋อหลี่มองหญิงสาวข้าง ๆ เขาด้วยความรู้สึกซับซ้อน

ตั้งแต่กลับมาบ้านในวันหยุดแล้วใจดีช่วยฉินมู่หลานเอาไว้ เขาก็ถูกหล่อนตามเกาะติดไม่หยุดหย่อน ทั้งจะให้เขารับผิดชอบหล่อนให้ได้ เมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมออกปากก็เทียวมาสร้างปัญหาที่บ้านเขา เกิดเป็นภาพอลหม่านวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม

ทุกคนในหมู่บ้านชิงซานรู้เรื่องนี้กันหมดแล้ว

การเคลื่อนไหวพึ่งสิ้นสุดลง บางเรื่องยังคงเป็นคลื่นลมโหมกระหน่ำ ถ้าไม่ระวังให้ดีอาจตกที่นั่งลำบาก ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นคนในกองทัพที่ไม่อาจมีเรื่องเสื่อมเสียได้ ดังนั้นเขาจึงไม่มีหนทางอื่นนอกจากแต่งงานกับหล่อน และหลังจากดื่มสุรามงคลจนเมามายเมื่อคืนนี้ เขาก็ได้กลายเป็นสามีของหล่อนอย่างงงๆ

คิดถึงตรงนี้แล้ว เซี่ยเจ๋อหลี่ก็พยายามแยกแยะอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง

ในเมื่อแต่งงานไปแล้ว อย่างนั้นก็ใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้ดีแล้วกัน

"ในเมื่อคุณตื่นแล้ว พวกเราก็ลุกกันเถอะ"

ได้ยินดังนี้ ฉินมู่หลานจึงพยักหน้าทื่อ ๆ

เธอเป็นโสดมานานหลายปี นึกไม่ถึงว่าทันทีที่มาถึงที่นี่ก็เริ่มต้นด้วยการแต่งงานแล้ว เมื่อเห็นสามีที่พึ่งแต่งงานด้วยหมาด ๆ อยู่ตรงหน้าเธอ ความคิดของฉินมู่หลานก็สับสนยุ่งเหยิงเล็กน้อย

เซี่ยเจ๋อหลี่ลุกขึ้นแต่งตัว ครั้นเห็นฉินมู่หลานยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับเขยื้อน คิ้วพลันขมวดมุ่นนิด ๆ "คุณจะไม่ลุกหรือ?"

ฉินมู่หลานได้ยินคำนั้นจึงรู้สึกตัว รีบส่ายหัวโดยเร็วแล้วตอบ "ไม่ ฉันจะลุกแล้ว ฉัน…….ฉันต้องแต่งตัวแล้ว"

หลังจากพูดจบ ใบหน้าของเธอก็แดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอได้ใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามขนาดนี้ ดังนั้นจึงเขินอายอยู่บ้าง

ครั้นเซี่ยเจ๋อหลี่เห็นแก้มแดงระเรื่อของฉินมู่หลาน การตอบสนองของเขาก็พลอยเชื่องช้าตามไปด้วย เขาหมุนตัวกลับไปพร้อมกับพูดขึ้น "ถ้าอย่างนั้นผมไปก่อนล่ะ"

พูดจบก็ตรงดิ่งก้าวออกประตูไปทันที

ในห้องจึงเหลือแค่ฉินมู่หลานอยู่ตามลำพัง เธอรีบควานหาเสื้อผ้ามาสวมใส่ทันที แต่เมื่อเห็นร่างกายอวบขาวของตัวเองแล้วก็รู้สึกหดหู่เล็กน้อย บางทีรูปร่างแบบนี้อาจเป็นที่ถูกใจของผู้ใหญ่ตรงที่ดูแล้วรู้สึกมีโชคมีวาสนา แต่การอ้วนเกินไปก็ทำให้เกิดปัญหาน้อยใหญ่มากมายเหมือนกัน ดังนั้นควรหาวิธีลดน้ำหนักจะดีกว่า

ฉินมู่หลานจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งที ก่อนจะเปิดประตูออกไป

เธอเห็นเซี่ยเจ๋อหลี่ยืนอยู่ในลานบ้าน เมื่อเขาเห็นเธอเดินมาหา เขาก็พูดโดยไม่อ้อมค้อม "ไปกินข้าวเถอะ"

ฉินมู่หลานพยักหน้า ตามเซี่ยเจ๋อหลี่ไปห้องกินอาหาร ที่โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยคนมากมาย ตรงหัวโต๊ะคือเซี่ยเหวินปิงและเหยาจิ้งจือผู้เป็นพ่อแม่ของเซี่ยเจ๋อหลี่ ฝั่งทางซ้ายเป็นเซี่ยเจ๋อเหว่ยกับหลี่เสวี่ยเยี่ยนผู้เป็นพี่ชายคนโตกับพี่สะใภ้และเซี่ยเจ๋ออวี่ลูกชายวัยห้าขวบของพวกเขา ทางฝั่งขวาเป็นเซี่ยเจ๋อน่าน้องสาวของเซี่ยเจ๋อหลี่

เซี่ยเจ๋อน่าเห็นทั้งสองคนมาแล้วก็ปรายตามองฉินมู่หลานแล้วพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้ "มีสะใภ้ใหม่ที่ไหนกันตื่นสายเอาป่านนี้ ถึงกับให้พวกเราทั้งครอบครัวรอเธอคนเดียว? มันมากเกินไปแล้ว"

หล่อนรู้สึกสงสารพี่ชายรองจากก้นบึ้งจิตใจ

พี่รองไม่เพียงมีหน้าตาหล่อเหลา การงานหรือก็ดี ตอนนี้เขายังมีตำแหน่งใหญ่โตในกองทัพ แต่ฉินมู่หลานล่ะ อ้วนแล้วยังไม่พอ ยังกินจุงานการไม่ยอมทำ อารมณ์ก็ร้ายเหลือ เดิมทีก็ไม่คู่ควรกับพี่รองผู้แสนดีขนาดนี้เลยแม้แต่น้อย

"น่าน่า……."

เหยาจิ้งจือมองลูกสาวด้วยสีหน้าไม่พอใจเป็นเชิงปรามให้หล่อนไม่ต้องพูด ถึงอย่างไรฉินมู่หลานก็เป็นพี่สะใภ้รองของน่าน่า ดังนั้นลูกสาวจึงทำไม่ถูกที่หยาบคายใส่อีกฝ่ายแบบนี้

ทว่าเหยาจิ้งจือก็ไม่ได้แสดงสีหน้าดี ๆ ให้ฉินมู่หลานเหมือนกัน นางมองลูกสะใภ้คนใหม่อย่างเย็นชาแล้วเอ่ย "นั่งลงเถอะ กินข้าว"

ท่าทางของคนอื่นมีต่อฉินมู่หลานก็เย็นชาเช่นกัน มองออกได้ไม่ยากว่าพวกเขาไม่ชอบเธอเพียงใด

เห็นแบบนี้แล้ว ฉินมู่หลานก็อดทอดถอนใจอยู่ข้างในไม่ได้

ผู้หญิงคนนี้ เพิ่งแต่งเข้าบ้านสามีมาก็ทำให้คนอื่น ๆ มองด้วยสายตาเย็นชาแล้ว ไม่รู้ว่าต่อไปจะถูกบีบคั้นในรูปแบบไหน แต่ให้กล่าวจริง ๆ แล้วก็ไม่อาจโทษครอบครัวเซี่ยได้ ตอนนั้นที่เจ้าของร่างเดิมมาสร้างปัญหา หล่อนก็ได้พ่นคำพูดหยาบคายต่ำช้าออกไปมากมาย ล่วงเกินคนถ้วนหน้า

หลังจากนั่งลงได้ ฉินมู่หลานก็กินหมั่นโถวลงไปหลายลูกโดยไม่รู้ตัว ตอนที่รู้สึกตัว ก็พบว่าตนเองกำลังหยิบหมั่นโถวอีกลูกขึ้นมาแล้ว

ขณะนี้เซี่ยเจ๋อน่าก็เริ่มหันมามองเธอแล้ว

เพราะพี่รองพึ่งแต่งงาน ดังนั้นแม่จึงทำหมั่นโถวมากมายขนาดนี้ ซึ่งปกติแล้วพวกเขาไม่ค่อยกล้ากินเท่าใด นั่นจึงเป็นเหตุให้ฉินมู่หลานกินอยู่คนเดียว ขณะที่หล่อนคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แม่ของหล่อนก็ส่งสายตาห้ามปรามไว้

แม้ฉินมู่หลานจะรู้สึกว่ายังไม่อิ่ม แต่เธอก็กินลงไปมากแล้ว เมื่อคิดถึงว่าตนเองยังต้องลดน้ำหนัก เธอจึงรีบวางหมั่นโถวในมือลงในถ้วยของเซี่ยเจ๋อหลี่อย่างรวดเร็ว

"คุณกินสิ"
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล

เหนื่อยหน่อยนะคะคุณหมอฉิน เริ่มต้นก็ต้องผูกมิตรสมานฉันท์กับคนในบ้านสามีกับลดน้ำหนักเสียแล้ว หวังว่าทักษะการแพทย์ที่มีติดตัวจะช่วยให้ชีวิตหลังมาเกิดใหม่ไม่ลำบากนะคะ

ไหหม่า(海馬)

ตอนที่ 2 ขวางทาง

ตอนที่ 2 ขวางทาง

เซี่ยเจ๋อหลี่มองหมั่นโถวในถ้วย จากนั้นหันกลับไปมองฉินมู่หลาน

ฉินมู่หลานเห็นดังนั้น จึงส่งยิ้มกระอักกระอ่วนอย่างสุภาพให้เซี่ยเจ๋อหลี่

เซี่ยเจ๋อหลี่ไม่ได้พูดอะไร กินหมั่นโถวชิ้นนั้นลงไปทันที

เมื่อเห็นฉากนี้ สมาชิกครอบครัวเซี่ยที่เหลือต่างตกตะลึง ครั้นเห็นว่าสายสัมพันธ์ระหว่างเซี่ยเจ๋อหลี่และฉินมู่หลานที่ดูค่อนข้างปรองดองกันเช่นนี้แล้ว สายตาที่พวกเขามองฉินมู่หลานจึงเปลี่ยนไปอีกครั้ง

ฉินมู่หลานกลับไม่ได้คิดว่ามีอะไรแปลก ตอนนี้หมั่นโถวนับเป็นของมีค่าดังทอง เธอยอมยกให้เซี่ยเจ๋อหลี่ขนาดนี้แล้วเขายังจะไม่ชอบอีกหรือ

เซี่ยเจ๋อน่าเหลือบมองฉินมู่หลานอย่างไม่ยินยอม ในสายตาแฝงความกังวลบางอย่าง

หรือว่าพี่รองของหล่อนจะยอมรับฉินมู่หลานแล้วจริง ๆ? แต่พี่รองดีขนาดนี้ จะยอมรับภรรยาแบบนี้ได้อย่างไรกัน? หากรู้เร็วกว่านี้ ไม่สู้ให้พี่รองแต่งงานกับเย่เสี่ยวเหอลูกสาวผู้ใหญ่บ้านยังดีกว่า

หลังจากทั้งครอบครัวกินข้าวเสร็จแล้ว เซี่ยเจ๋อหลี่และฉินมู่หลานก็พูดคุยปรึกษากัน จากนั้นจึงไปช่วยทำงานกับครอบครัว ครั้งนี้เขาได้กลับมาบ้านในวันหยุด ระหว่างที่หยุดพักผ่อนช่วงระยะเวลาหนึ่ง เขาก็อยากช่วยที่บ้านทำงานให้มากหน่อย

ฉินมู่หลานกลับไปที่ห้องคนเดียว นั่งอย่างเหม่อลอยอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มจัดระเบียบความคิดในหัว ท้ายที่สุดจึงยอมรับความจริงเรื่องที่เธอมาที่นี่ เธอรู้ว่าตัวเองในโลกนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะตายไปแล้วด้วยสาเหตุทำงานอยู่โยงทั้งคืน ดังนั้นคงกลับไปไม่ได้แล้ว

แต่เมื่อคิดได้ว่าผอ.สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เธอสนิทสนมมากที่สุดได้จากไปหลายปีแล้ว เธอก็ไม่ได้เศร้าโศกกับอดีตมากขนาดนั้นอีก

"ในเมื่อมาอยู่ที่นี่แล้ว อย่างนั้นก็เริ่มต้นใหม่ ใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้ดีแล้วกัน"

หลังจากฉินมู่หลานคิดตกแล้ว รอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้า ขณะเดียวกันก็ลุกขึ้นยืน ตั้งใจจะไปสำรวจตรวจตรารอบ ๆ หมู่บ้านชิงซานสักรอบ

แต่ในขณะที่เพิ่งเดินมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ฉินมู่หลานก็ถูกคนกลุ่มหนึ่งขวางทางเอาไว้ ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นผู้หญิง สีหน้าไม่เป็นมิตรนัก

คนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเป็นผู้หญิงถักเปียสองข้างคนหนึ่ง หล่อนเป็นผู้หญิงที่หน้าตาสะสวยมาก เมื่อเห็นฉินมู่หลานแล้ว หล่อนก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด "ฉินมู่หลาน เดิมทีเธอก็ไม่คู่ควรกับสหายเซี่ยแม้แต่น้อย ฉันจึงขอแนะนำให้เธอออกไปจากครอบครัวเซี่ยโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"

ฉินมู่หลานได้ยินคำพูดนี้ก็อดเลิกคิ้วขึ้นมาไม่ได้

ดูเหมือนเหล่าหญิงสาวตรงหน้าเธอจะมีความรู้สึกดี ๆ ให้เซี่ยเจ๋อหลี่ไม่น้อยเลย พวกหล่อนถึงได้มาดักระรานเธอแบบนี้

คิดดังนี้แล้ว ฉินมู่หลานก็เดาะลิ้นอย่างอดไม่ได้

ผู้ชายหน้าตาดีเกินไปก็สร้างปัญหาได้เหมือนกัน ดูสิ นี่ไม่ใช่ว่ามีคนมาหาเรื่องแล้วหรือไง

ทว่าต่อให้ตัวเธอเองจะไม่ได้ดีเด่อะไรนัก อย่างไรเสียตอนนี้เธอก็เป็นภรรยาของเซี่ยเจ๋อหลี่แล้ว ผู้หญิงพวกนี้ไม่มีสิทธิ์มาวุ่นวายกับเธอ แต่ขณะที่ฉินมู่หลานกำลังจะเปิดปากนั่นเอง สายตาอันเฉียบแหลมก็เห็นเซี่ยเจ๋อหลี่เดินดิ่งมาทางนี้ เธอจึงตัดสินใจร้องเรียกเขาทันที "เซี่ยเจ๋อหลี่ คุณมานี่"

ครั้นได้ยินคำพูดของฉินมู่หลาน กลุ่มผู้หญิงตรงหน้าล้วนตกตะลึง หันหน้ากลับไปมองอย่างอดไม่ได้ เมื่อพวกหล่อนเห็นเซี่ยเจ๋อหลี่กำลังเดินมาทางนี้จริง ๆ บ้างก็แสดงสีหน้าประหลาดใจบ้างก็แสดงสีหน้าเขินอาย ในชั่วขณะนั้นทุกคนต่างจ้องมองเซี่ยเจ๋อหลี่ตาไม่กระพริบ

ฉินมู่หลานเห็นสีหน้าของผู้หญิงกลุ่มนี้จึงอดเลิกคิ้วขึ้นมาไม่ได้ จากนั้นเธอก็อธิบายเรื่องราวอย่างตรงไปมา แล้วกล่าวทิ้งท้ายว่า "เซี่ยเจ๋อหลี่ ทุกคนคิดว่าฉันไม่ดีพอสำหรับคุณ คุณคิดว่าอย่างไรคะ?"

เซี่ยเจ๋อหลี่ขมวดคิ้วมุ่นมองเย่เสี่ยวเหอและกลุ่มคนตรงหน้า ก่อนพูดห้วน ๆ ออกมา "ผมแต่งงานกับสหายฉินมู่หลานแล้ว อีกอย่างพวกเราก็จดทะเบียนสมรสแล้ว เป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีการคู่ควรหรือไม่คู่ควรอะไรทั้งสิ้น"

"อะไรนะ……พวกคุณจดทะเบียนสมรสกันแล้ว"

สีหน้าของเย่เสี่ยวเหอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดใจ

ผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่ติดตามหล่อนมาก็เศร้าใจเช่นกัน พวกหล่อนคิดว่าเซี่ยเจ๋อหลี่เพียงแค่จัดงานแต่งงานกับฉินมู่หลาน ถึงอย่างไรตอนนี้ก็มีคนในหมู่บ้านมากมายที่แค่จัดงานแต่งกัน ไม่เคยมีความตั้งใจที่จะจดทะเบียนนสมรสกัน กลับนึกไม่ถึงว่าฉินมู่หลานจะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้ ถึงขั้นไปจดทะเบียนสมรสไว้ล่วงหน้าแล้ว

ได้ยินว่าเมื่อจดทะเบียนสมรสแล้ว ก็จะถือว่าเป็นสามีภรรยากันโดยสมบูรณ์

"เป็นแบบนี้ไปได้ยังไง สหายเซี่ยถึงกับจดทะเบียนสมรสจริง ๆ แล้ว"

"นั่นสิ เป็นอย่างนี้ไปได้ยังไงกัน ทั้งยังจดกับฉินมู่หลาน จดกับใครไม่จดมาจดกับฉินมู่หลานเนี่ยนะ"

"นั่นสิ ฉินมู่หลานไม่เหมาะสมกับสหายเซี่ยสักนิด"

"ใช่ ฉินมู่หลานไม่คู่ควร"

ในตอนนี้เอง เย่เสี่ยวเหอก็ได้สติกลับคืนมาแล้ว หล่อนจ้องมองฉินมู่หลานเขม็งแล้วพูดว่า "ฉินมู่หลาน นังผู้หญิงหยาบช้า ตั้งแต่แรกเธอก็เอาแต่พึ่งพาสหายเซี่ยแล้ว นังผู้หญิงไร้ยางอาย"

หล่อนรู้สึกว่าเซี่ยเจ๋อหลี่หล่อเหลามาตั้งแต่ยังเล็กแล้ว เมื่อเติบโตขึ้นมาจึงวางเขาไว้ในใจสูงสุด อย่างไรก็ตามเซี่ยเจ๋อหลี่มักจะเฉยชากับทุกคน กระทั่งกับหล่อนก็ไม่มีความรู้สึกพิเศษใด ๆ แต่ตอนนี้เขากลับจดทะเบียนสมรสกับฉินมู่หลานผู้หญิงที่เทียบชั้นหล่อนไม่ติดแม้แต่น้อย เรื่องนี้จึงทำให้หล่อนไม่อาจยอมรับได้

"เธอพูดผิดแล้ว ฉันไม่ได้ใช้อุบายอะไรทั้งสิ้น เป็นสหายเซี่ยที่เห็นความงามจากข้างในของฉัน ดังนั้นเขาจึงร้องห่มร้องไห้ขอจดทะเบียนสมรสกับฉันยังไงล่ะ"

พูดจบฉินมู่หลานก็มองหน้าเซี่ยเจ๋อหลี่พลางเลิกคิ้วถาม "สหายเซี่ย คุณว่าใช่หรือไม่ใช่ล่ะ"

เธอฟื้นขึ้นมาอีกทีก็กลายเป็นผู้หญิงที่แต่งงานไปแล้ว เธอยังไม่พูดอะไรสักคำ ผู้หญิงเหล่านี้กลับเป็นฝ่ายมาหาเรื่องเธอแล้ว ยังจะทนได้อีกหรือ

แน่นอนว่าทนไม่ได้

เซี่ยเจ๋อหลี่มองลึกเข้าไปในดวงตาของฉินมู่หลาน ตอบออกมาอย่างฉะฉาน "ใช่"

เมื่อเห็นเซี่ยเจ๋อหลี่ขานรับแบบนี้แล้ว อารมณ์ของฉินมู่หลานจึงดีขึ้นเล็กน้อย

ทันทีที่แม่สาวเหล่านั้นได้ยินคำพูดของเซี่ยเจ๋อหลี่ พวกหล่อนก็รู้สึกเหมือนถูกหักอก "จะเป็นไปได้ยังไง? สหายเซี่ยจะตกหลุมรักฉินมู่หลานได้ยังไง"

เย่เสี่ยวเหอเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน หล่อนชี้หน้าฉินมู่หลานด้วยสีหน้าสับสน

"สหายเซี่ย ฉินมู่หลานคนนี้ทั้งอ้วนทั้งอัปลักษณ์ อารมณ์ร้าย และยังขี้เกียจตัวเป็นขน หล่อนมีดีกว่าฉันตรงไหน"

ก่อนที่เซี่ยเจ๋อหลี่จะอ้าปากตอบ ฉินมู่หลานก็ก้าวออกไปด้วยสีหน้าเยือกเย็นแล้ว

"เธอรู้หรือเปล่า ว่าฉันเกลียดที่สุดเวลามีคนมาชี้หน้าฉัน"

ขณะที่พูด ฉินมู่หลานก็ปัดมือหล่อนทิ้ง สายตาเต็มไปด้วยรังสีเยียบเย็น

"อ๊ะ……"

มือของเย่เสี่ยวเหอแดงเถือกไปทั้งมือหลังจากโดนปัดทิ้ง รู้สึกได้เพียงความเจ็บแสบ ขณะหล่อนคิดจะตบกลับคืนก็สบเข้ากับสายตาเยียบเย็นของฉินมู่หลานเสียก่อน จึงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง ทำไมวันนี้หล่อนรู้สึกว่าฉินมู่หลานน่ากลัวกว่าเดิมอีกนะ

คนที่อยู่รอบๆ ก็ประหลาดใจเล็กน้อยเช่นกันเมื่อเห็นภาพนี้ ด้วยนึกไม่ถึงว่าฉินมู่หลานจะกล้าตบตีคน เฝิงจื้อหมิงหนึ่งในผู้ชายที่หมายปองเย่เสี่ยวเหอเป็นคนแรกที่ตอบสนอง เขามองฉินมู่หลานด้วยสีหน้าถมึงถึงแล้วพูดขึ้นมา "ฉินมู่หลาน เธอกล้าดียังไงมาทำอะไรเสี่ยวเหอ"

"ฉันกล้าแล้วยังไง คุณจะทำอะไรฉันได้"

เจ้าของร่างเดิมแต่เดิมทีก็เป็นแค่ผู้หญิงเกียจคร้านโมโหร้ายคนหนึ่งแล้ว ดังนั้นฉินมู่หลานจึงไม่คิดจะทำให้ตัวเองเสียเปรียบ

"เธอ….."

เฝิงจื้อหมิงเห็นความร้ายกาจของฉินมู่หลานแล้วก็พูดอะไรไม่ออกขึ้นมาในบัดดล จึงหันไปมองเซี่ยเจ๋อหลี่แล้วเอ่ย "เซี่ยเจ๋อหลี่ นี่นายจะทำแค่มองฉินมู่หลานรังแกคนอื่นแบบนี้หรือ"

เซี่ยเจ๋อหลี่ไม่สนใจเฝิงจื้อหมิงและคนอื่น ๆ ถึงอย่างไรฉินมู่หลานก็เป็นภรรยาของเขา คนอื่นเป็นแค่คนนอก แน่นอนว่าเขาย่อมไม่ช่วยคนนอก

เย่เสี่ยวเหอเห็นเซี่ยเจ๋อหลี่เป็นอย่างนี้ก็รู้สึกเหมือนหัวใจกำลังสลาย

ฉินมู่หลานยังอยากดูรอบ ๆ หมู่บ้านชิงซาน เธอคร้านจะโต้เถียงกับคนตรงหน้าเธอแล้ว ดังนั้นเธอจึงตั้งใจจะก้าวต่อไป แต่ก่อนที่จะได้จากไป เสียงกรีดร้องแสบแก้วหูน่าเวทนาก็ดังขึ้นมาจากข้างหน้า

"เสี่ยวอวี่…..เสี่ยวอวี่……ลูกฟื้นสิ ลูกฟื้นขึ้นมา……."
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล

ร้ายมาร้ายกลับไม่โกง ตบมาระวังโดนสวนกลับนะคะ ต่อให้มากันสามสี่คนก็เถอะ

เจอบททดสอบฝีมือแล้ว จะงัดทักษะการแพทย์อะไรมาใช้นะ

ไหหม่า(海馬)

ตอนที่ 3 ช่วยคน

ตอนที่ 3 ช่วยคน

หลังได้ยินเสียงเอะอะโวยวายแว่วมาแต่ไกล ทุกคนต่างมองไปข้างหน้า

เซี่ยเจ๋อหลี่ได้ยินเสียงนั้น หน้าของเขาก็เปลี่ยนสีโดยพลัน รีบรุดไปทันที

ฉินมู่หลานก็จำได้เช่นกันว่าเสียงเมื่อครู่นี้เป็นของหลี่เสวี่ยเยี่ยน ดังนั้นเธอจึงรีบตามไปติด ๆ

ตอนที่เธอมาถึง เห็นเพียงหลี่เสวี่ยเยี่ยนกอดเซี่ยเจ๋ออวี่เอาไว้ร่ำไห้แทบขาดใจ ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบ ๆ ต่างก็ทอดถอนใจอยู่ตรงนั้น

"เฮ้อ……เสี่ยวอวี่เจ้าเด็กคนนี้ยังเล็กอยู่เลย นึกไม่ถึงว่าจะด่วนจากไปแล้ว น่าสงสารจริง ๆ"

"ใช่แล้ว พลัดตกลงไปในน้ำขนาดนั้น พอช่วยขึ้นมาได้ก็ไร้ลมหายใจแล้ว"

เซี่ยเจ๋อหลี่รุดมาถึงข้างหน้าแล้ว "พี่สะใภ้ เร็วเข้า พวกเรารีบไปส่งเสี่ยวอวี่ที่โรงพยาบาลกันเถอะ"

"ใช่……ใช่……ไปโรงพยาบาล"

หลี่เสวี่ยเยี่ยนชาวาบไปทั้งตัว เมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยเจ๋อหลี่ หล่อนก็พยักหน้ารับโดยไม่รู้ตัว

ฉินมู่หลานเห็นสีหน้าซีดเซียวของเด็กแล้วก็รีบคว้าตัวเด็กออกมาวางให้นอนราบลงกับพื้น ตรวจดูภายในช่องปากเขา จากนั้นจึงเริ่มลงมือช่วยชีวิต

"ว้าย……เธอทำอะไร เธอจะทำอะไรกับเสี่ยวอวี่"

เมื่อเห็นการกระทำของฉินมู่หลาน หลี่เสวี่ยเยี่ยนถึงกลับมารู้สึกตัว พุ่งเข้าไปหาเธอราวกับคนเสียสติ

"เงียบซะ!"

ฉินมู่หลานพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "ถ้าอยากให้ลูกของพี่รอดชีวิต ก็รอฉันอยู่นิ่ง ๆ"

เห็นฉินมู่หลานเป็นแบบนี้ หลี่เสวี่ยนพลันรู้สึกกลัวขึ้นมา แต่เมื่อหายตกใจก็เห็นฉินมู่หลานกำลังกดหน้าอกสลับกับจูบเสี่ยวอวี่ หล่อนตกตะลึงไปทันที เมื่อครู่นี้หล่อนคิดว่าฉินมู่หลานจะมีวิธีจจริง ๆ แต่ตอนนี้ดูแล้วฉินมู่หลานเชื่อถือไม่ได้สักนิด เธอทำแบบนี้จะช่วยเสี่ยวอวี่ได้อย่างไรกัน

"เธอหยุดเดี๋ยวนี้นะ"

หลี่เสวี่ยเยี่ยนพูดพลางจะพุ่งเข้าไปหาอีกครั้ง

เซี่ยเจ๋อหลี่รีบห้ามหลี่เสวี่ยเยี่ยนเอาไว้ "พี่สะใภ้ รอก่อนเถอะ"

เขาเห็นสีหน้าจริงจังของฉินมู่หลานและการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ก็เกิดความหวังเลือนรางขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

"ปล่อยพี่ เธอปล่อยพี่"

หลี่เสวี่ยเยี่ยนเห็นตนเองถูกดึงรั้งไว้ จึงดิ้นรนขัดขืนอย่างรุนแรง

เย่เสี่ยวเหอและคนอื่น ๆ ที่ตามมาทีหลังเห็นภาพนี้ ก็พูดจาเหน็บแนมขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ "ฉินมู่หลาน เธอรีบหยุดมือเถอะ เสี่ยวอวี่หมดลมหายใจแล้ว เธอยังจะทำลายร่างกายเขาอีกหรือไง"

"นั่นสิ เธอรีบปล่อยเสี่ยวอวี่เร็วเข้า"

"ใช่แล้ว ๆ รีบหยุดเถอะ เธอคิดว่าเธอเป็นใครน่ะ จะเสกทำให้คนกลับมามีชีวิตได้หรือไง"

คนที่รายล้อมอยู่ตรงนั้นพากันพูดถากถางฉินมู่หลาน แต่ฉินมู่หลานไม่ได้หยุดมือ ช่วยชีวิตเด็กน้อยต่อไปอย่างมีระเบียบแบบแผน

"อึก……."

จู่ ๆ เสี่ยวอวี่ก็สำลักน้ำออกมา จากนั้นก็ไอโขลกอย่างรุนแรง

ฉินมู่หลานเห็นดังนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก จากนั้นจึงพลิกตัวเสี่ยวอวี่ ใช้มือข้างที่ว่างตบหลังเสี่ยวอวี่แรง ๆ

เสี่ยวอวี่สำลักน้ำออกมามากกว่าเดิม จากนั้นค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ปล่อยโฮออกมาเสียงดัง "ฮือ………"

เมื่อคนที่อยู่รอบ ๆ ได้ยินเสียงร้องไห้ พวกเขาต่างก็ตกใจ สุดท้ายไม่รู้ว่าใครเป็นคนเปิดปากขึ้น "ฟื้น……ฟื้นแล้ว…….."

หลี่เสวี่ยเยี่ยนเป็นคนแรกที่ตอบสนอง หล่อนขืนตัวหลุดจากมือของเซี่ยเจ๋อหลี่ รีบปรี่เข้าไปหาลูกชายของตัวเอง "เสี่ยวอวี่……."

"ฮือ……แม่จ๋า……."

เสี่ยวอวี่น้ำตาไหลพรากออกมา กอดหลี่เสวี่ยเยี่ยนไม่ยอมปล่อย

คนที่อยู่รอบ ๆ เห็นเสี่ยวอวี่ร้องไห้เสียงดังขนาดนี้แล้ว ก็พูดขึ้นมาอย่างอดไม่ไหว "ร้องไห้ได้ขนาดนี้ ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรแล้ว"

"ใช่แล้ว ร้องให้ออกมาได้คงดีขึ้นแล้ว"

ถึงตอนนี้ ทุกคนก็ตระหนักได้ว่าเมื่อครู่นี้ฉินมู่หลานกำลังช่วยคนจริงๆ

"นึกไม่ถึงว่านังหนูจากครอบครัวฉินจะเก่งกาจขนาดนี้ เมื่อครู่นี้เสี่ยวอวี่ไม่มีลมหายใจแล้ว กลับถูกหล่อนช่วยจนฟื้นขึ้นมาได้"

"ใช่แล้ว ๆ คิดไม่ถึงเลย ดูเหมือนผู้เฒ่าฉินจะมีคนสืบทอดแล้ว"

คนรอบด้านต่างพูดคุยกันอื้ออึงเซ็งแซ่ ฉินมู่หลานจึงถือโอกาสนี้ผลักความชอบให้ฉินอวิ๋นเหอ "ต้องขอบคุณคุณปู่ที่สอนฉันตั้งแต่เด็ก วันนี้ถึงช่วยเสี่ยวอวี่ไว้ได้ แต่โชคดีที่พบเสี่ยวอวี่เร็ว ถ้าช้ากว่านี้ไปสองสามนาที ถึงตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้แล้ว"

ถึงเสี่ยวอวี่จะถูกช่วยจนฟื้นแล้ว แต่เมื่อครู่นี้ตอนที่ทุกคนไม่ทันสังเกต ฉินมู่หลานแอบจับชีพจรของเสี่ยวอวี่ดูแล้ว

เสี่ยวอวี่กำลังมีอาการหนาวสั่น แต่ตอนนี้เธอไม่มียาอยู่ในมือ ดังนั้นเธอจึงแนะนำให้หลี่เสวี่ยเยี่ยนส่งเด็กไปโรงพยาบาล

"พี่สะใภ้ พวกเราส่งเสี่ยวอวี่ไปตรวจที่โรงพยาบาลสักหน่อยเถอะค่ะ ดูว่ามีปัญหาอะไรอีกไหม"

ได้ยินคำพูดนี้ หลี่เสวี่ยเยี่ยนจึงรู้สึกตัว หันไปมองฉินมู่หลานอย่างซาบซึ้งใจแล้วพูดขึ้น "น้องสะใภ้ วันนี้ต้องขอบคุณเธอจริง ๆ ถ้าไม่มีเธอ เสี่ยวอวี่ของเราคง……"

จากนั้นหล่อนก็รีบปาดน้ำตาทิ้งโดยเร็ว พยักหน้าตอบตกลง "ได้ พวกเราไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เถอะ"

ก่อนหน้านี้หล่อนไม่ชอบฉินมู่หลานเป็นอย่างมาก คิดว่าการที่น้องสามีแต่งงานกับผู้หญิงพรรค์นี้ครอบครัวคงวุ่นวาย แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเวลาที่หล่อนกำลังสิ้นหวังถึงที่สุด ฉินมู่หลานจะเป็นคนที่ลุกขึ้นมาช่วยลูกชายของหล่อน ทำให้หล่อนเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อน้องสะใภ้คนนี้ เหลือไว้แค่ความซาบซึ้งใจ

เซี่ยเจ๋อหลี่ที่อยู่ด้านข้างจดจ่อกับทุกความเคลื่อนไหวของฉินมู่หลานตั้งแต่ต้น ทั้งยังเห็นทุกขั้นตอนที่เธอช่วยคนเอาไว้ กำลังมองฉินมู่หลานอย่างไม่เชื่อสายตา เขานึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าฉินมู่หลานจะมีทักษะทางการแพทย์อย่างนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงเป็นห่วงหลานชายตัวน้อย จึงตัดสินใจส่งเขาไปยังโรงพยาบาล

อีกด้านหนึ่ง เหยาจิ้งจือและเซี่ยเจ๋อเหว่ยก็รู้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วเช่นกัน จึงรีบติดตามไป

เมื่อได้ยินว่าเสี่ยวอวี่ฟื้นแล้ว ทั้งสองคนต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เหยาจิ้งจือรู้ว่าพวกเขากำลังจะไปโรงพยาบาล จึงรีบพาเด็กน้อยกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน แล้วไปโรงพยาบาลด้วยกัน

เมื่อกลุ่มคนมาถึงโรงพยาบาล เซี่ยเจ๋อหลี่อธิบายสถานการณ์ให้หมอฟัง จากนั้นจึงขอให้หมอตรวจอาการให้เสี่ยวอวี่

หมอคนนั้นได้ยินว่าเสี่ยวอวี่ถูกช่วยเอาไว้ได้หลังจากจมน้ำและหมดลมหาย ก็รู้สึกประหลาดใจ "จริงหรือ เด็กหมดลมหายใจแล้วยังถูกช่วยจนฟื้นขึ้นมาหรือ?"

หลี่เสวี่ยเยี่ยนที่อยู่ข้าง ๆ รีบพยักหน้าเป็นพัลวันแล้วเอ่ย "ใช่ค่ะ น้องสะใภ้ของฉันเก่งกาจจริง ๆ"

แล้วหล่อนก็เล่าเรื่องที่ฉินมู่หลานช่วยลูกชายไว้อีกรอบหนึ่ง

"คุณเป็นคนช่วยชีวิตเด็กหรือ?"

หมอคนนั้นเห็นฉินมู่หลานยังเป็นเด็กสาว ก็ยังรู้สึกไม่เชื่อถือเท่าใดนัก

ฉินมู่หลานรีบยิ้มกว้างแล้วบอก "ตั้งแต่ยังเล็กฉันก็ได้เรียนรู้จากคุณปู่มาบ้าง คุณหมอ ตอนนี้พวกเรารีบตรวจเสี่ยวอวี่ให้แน่ใจเถอะค่ะ"

หมอได้ยินแบบนี้แล้ว ก็ไม่ถามอีกต่อไป เริ่มตรวจร่างกายของเสี่ยวอวี่

หลังจากผลตรวจทั้งหมดออกมาแล้ว คุณหมอคนนั้นก็แจ้งด้วยสีหน้าผ่อนคลาย "วางใจได้ เด็กคนนี้ไม่มีอะไรผิดปกติ เพียงแค่เป็นหวัดเพราะตกน้ำเท่านั้น ผมจะเขียนใบสั่งยาแก้หวัดให้ก่อน พวกคุณกลับไปก็คอยสังเกตอาการเขาก็พอ"

"ค่ะ ขอบคุณค่ะคุณหมอ"

เซี่ยเจ๋อเหว่ยและหลี่เสวี่ยเยี่ยนรีบร้อนขอบคุณคุณหมอคนนั้น

หมอคนนั้นยิ้มแล้วโบกมือให้ จากนั้นชี้ไปที่ฉินมู่หลานแล้วพูดขึ้น "ถ้าพวกคุณอยากขอบคุณ ก็ควรขอบคุณหล่อน ถ้าไม่ใช่เพราะหล่อนช่วยเด็กไว้ได้ทัน ผลที่ตามมาก็เอ่ยได้ยากแล้ว"

หลังจากพูดจบแล้ว เขาก็หันไปมองฉินมู่หลานอย่างครุ่นคิดก่อนจะถาม "สหายผู้นี้ ไม่รู้ว่าคุณจะช่วยสอนวิธีช่วยคนวิธีนั้นกับพวกเราได้หรือเปล่า อนาคตถ้าเราเจอสถานการณ์อย่างนี้อีก พวกเราจะได้ลองดู คุณวางใจเถอะ ถ้าวิธีนี้ได้ผลจริง ๆ ทางโรงพยาบาลของเราจะมอบธงเกียรติยศให้คุณ และเราจะให้รางวัลตอบแทนคุณเช่นกัน"

ฉินมู่หลานพยักหน้าตอบ "ได้แน่นอนค่ะ"

เธอหวังว่าจะมีคนได้เรียนรู้วิธีปฐมพยาบาลเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เป็นแบบนี้ก็จะช่วยคนได้อีกหลายคน
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล

มันคือวิธีปฐมพยาบาลจ้า ไม่ต้องตกใจกันนะ

เริ่มชนะใจพี่สะใภ้แล้วสินะ สู้ๆ นะมู่หลาน

ไหหม่า(海馬)

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...