โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

A Time To Fly จากเรื่องราวของหม่อง ทองดี สู่การเติมเต็มความฝันแก่เด็กไร้สัญชาติในไทย

The Reporters

อัพเดต 16 ก.ย 2566 เวลา 06.15 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2566 เวลา 06.15 น.

“โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” เป็นวลีติดหูที่ใครต่อใครต่างเคยได้ยินมาตั้งแต่ครั้นยังเป็นเด็ก หากแต่ลองมองย้อนกลับไปว่าความฝันของเด็กบางคนกลับถูกจำกัดไว้จนเป็นเรื่องที่ทำให้ ‘ไม่กล้าที่จะมีความฝัน’ ซึ่งในสังคมยังมีเด็กอีกหลายกลุ่มที่กำลังเผชิญกับช่วงเวลาดังกล่าว รวมถึง ‘เด็กไร้สัญชาติ’ และนี่เป็นสิ่งที่ภาพยนตร์เรื่อง “A Time To Fly บินล่าฝัน” พยายามบอกเล่าให้ฟังผ่านเรื่องราวของ ‘หม่อง ทองดี’ อดีตเด็กไร้สัญชาติ ที่เคยเผชิญกับปัญหาดังกล่าว จนท้ายที่สุดก็สามารถเป็นตัวแทนของคนไทย ร่วมแข่งขันร่อนเครื่องบินกระดาษพับที่ประเทศญี่ปุ่นได้สำเร็จ

ภาพยนตร์ A Time To Fly โดยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมด้วย อิเมจิแมกซ์ จัดจำหน่ายโดย ยูเจ็ดสอง สตูดิโอเป็นผลงานฝีมือการกำกับของ โส่ย–ศักดิ์ศิริ คชพัชรินทร์ โดยมีนักแสดงนำอย่าง โบกี้-ศุภัช ท้าวสกุล รับบทเป็น หม่อง ทองดี นอกจากนี้ยังได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน และ แมน-ธฤษณุ สรนันท์ รับบทเป็นครูที่คอยช่วยเหลือ ผลักดัน และเติมเต็มความฝันให้เด็กคนหนึ่งกล้าที่จะมีความฝันอีกครั้งหนึ่ง

สิ่งที่หนังพยายามฝากไว้ ไม่ใช่เพียงประเด็นเรื่องของการสร้างความฝัน หรือการเติมเต็มความฝันแก่เด็กไร้สัญชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการเปิดประตูครั้งสำคัญให้แก่เด็กไร้สัญชาติในการทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม เพื่อบรรลุความฝันในการเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์นั่นคือการได้รับบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมก้าวสู่การทำประโยชน์เพื่อประเทศไทยต่อไป โดยมีเรื่องราวของหม่อง ทองดี เป็นแรงบันดาลใจดังประโยคจากภาพยนตร์ที่ว่า

“หม่อง ทองดี ใช้เวลา 19 วินาทีในการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย แต่ใช้เวลาถึง 20 ปี กว่าจะบรรลุความฝันที่จะได้เป็นคนไทยโดยสมบูรณ์”

A Time To Fly เวที และกระบอกเสียงของเด็กไร้สัญชาติในไทย

โส่ย–ศักดิ์ศิริ คชพัชรินทร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ A Time To Fly เล่าถึงที่มาที่ไปของหนังเรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความสนใจในเรื่องความฝันของเด็ก โดยเฉพาะกรณีของ ‘หม่อง ทองดี’ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เคยเป็นข่าวดังมาก่อน พอได้เข้าไปค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมจึงเห็นว่ามีความน่าสนใจ ไม่เพียงแต่เรื่องของหม่องเท่านั้น แต่รวมไปถึงเด็กอีกหลายแสนคนที่ยังเป็นเด็กไร้สัญชาติ ซึ่งเด็กเหล่านี้ต่างก็มีความฝัน เพียงแต่ยังขาดโอกาสที่จะเติมเต็มความฝันได้สำเร็จ เรื่องราวของหม่องและภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเปรียบเสมือนกระบอกเสียงให้เด็กกลุ่มนี้

“ตอนที่เราได้คุยกับคุณหม่องว่า เราจะอยากแทนกลุ่มที่อยู่ทางชายขอบ ด้วยความที่คุณหม่องเป็นเด็กเมือง เด็กเชียงใหม่ แต่เราก็รู้สึกว่าเด็กที่มีปัญหามันอยู่ตามตะเข็บชายแดน เราอยากได้ภาพอารมณ์เป็นหนังอยู่บ้านนอก อยู่ในภูเขา บังเอิญเราเลือกโรงเรียนนี้ปุ๊บ ชนเผ่าเขาเป็นปกาเกอะญอ ก็เลยเอาเรื่องของคุณหม่องมาแล้วแทนปัญหาของเด็กหลายแสนคน” โส่ย–ศักดิ์ศิริ กล่าว

สำหรับเนื้อเรื่องภายในหนังพยายามแบ่งการดำเนินเรื่องออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือส่วน outside story ซึ่งจะเป็นการแข่งร่อนเครื่องบินกระดาษ และ inside story เป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อที่จะได้มาซึ่งบัตรประชาชน ดังนั้นแล้วตัวหนังจึงพยายามสื่อให้เห็นเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งที่มีความฝัน โดยมีคนหลากหลายกลุ่มเข้ามาช่วยเหลือขับเคลื่อนให้ความฝันของเด็กไร้สัญชาติคนหนึ่งกลายเป็นจริง และหนึ่งในตัวละครสำคัญที่ช่วยเติมเต็มความฝันของเด็กคนหนึ่งก็คือ คุณครู ที่คอยอยู่เคียงข้างและผลักดันให้เรื่องราวของเด็กคนหนึ่งไปได้ไกลยิ่งขึ้น

แมน-ธฤษณุ สรนันท์ นักแสดงผู้รับบทเป็นครูวีระ เล่าให้ฟังว่าบทบาทของคุณครูนั้นสำคัญต่อเด็กมากไม่ว่าจะในหนังหรือชีวิตจริง อย่างกรณีของครูวีระคือผู้ที่คอยประคับประคอง เป็นพี่เลี้ยง พี่ชาย ที่แนะนำ และไกด์ให้หม่องไปถึงฝั่งฝันได้สำเร็จ

“เมื่อถึงช่วงวัยวัยหนึ่ง เด็กคนหนึ่งก็อาจจะได้อยู่กับคุณครูอาจจะเยอะกว่าที่อยู่กับผู้ปกครองด้วยซ้ำ การที่เด็กคนนึงโตขึ้นมาเป็นยังไง ครูก็มีบทบาทสำคัญมาก” แมน-ธฤษณุ กล่าว

นอกจากครูวีระแล้ว เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน ซึ่งรับบทเป็นครูอีกคนในเรื่อง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานที่หม่องควรจะได้รับในฐานะของเด็กที่ไล่ตามความฝันเพื่อไปแข่งขันในฐานะตัวแทนของประเทศไทยที่ญี่ปุ่น ดังนั้นแล้วหนังเรื่องนี้จึงบอกเล่าถึงบทบาทของครูที่มีส่วนสำคัญต่อเด็กในหลายมิติ

“คุณครั้งสองท่าน เหมือนผู้ที่ประคองปีก (ของเครื่องบินกระดาษ) ที่ง่อนแง่น ๆ ทั้งสองข้างให้บินขึ้นไป” โส่ย–ศักดิ์ศิริ กล่าว

โส่ย–ศักดิ์ศิริ เล่าเพิ่มเติมว่า ภายในเรื่องยังพูดถึงบทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ ทั้งนักกฎหมาย นักข่าว นักการเมือง ที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือในฐานะของมนุษย์คนหนึ่ง หนังเรื่องนี้จึงสร้างขึ้นมาเพื่อสดุดีพวกเขาเหล่านี้ที่ช่วยให้ความฝันของเด็กคนหนึ่งเป็นจริงขึ้นมา ดังนั้นหนังเรื่องนี้จริงเป็นเวทีที่เป็นปากเป็นเสียงแก่เด็กไร้สัญชาติไปพร้อมกับการขอบคุณคนหลากหลายกลุ่มที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ไม่มีโอกาสเหมือนคนอื่นในฐานะของมนุษย์คนหนึ่ง

“เราให้โอกาส ให้เวทีกับคนที่เขาไม่มีโอกาสจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ในความรู้สึกของคนทำงานเราอยากจะให้เวทีนี้กับน้อง ๆ เค้า อย่างน้อยเป็นกระบอกเสียงให้กับคนไทยหลาย ๆ คน เหมือนผู้ใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขาได้ อย่างน้อยให้มีวิจารณญาณเป็น case by case ช่วยคน ๆ นึงให้เปลี่ยนชีวิตไป” โส่ย–ศักดิ์ศิริ กล่าวทิ้งท้าย

หม่อง ทองดี ก้าวสำคัญของเด็กไร้สัญชาติในไทย

สิ่งที่ภาพยนตร์ A Time To Fly บอกเล่าไม่ใด้เป็นเพียงการเติมเต็มความฝันให้แก่เด็กไร้สัญชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นกระบอกเสียงให้พวกเขาได้เป็นที่พูดถึงขึ้นมาในสังคมอีกครั้ง โดยเฉพาะเประเด็นเรื่องของการได้มาซึ่งบัตรประชาชน อันเป็นสิ่งที่ยังคงผลักดันต่อไป เพื่อให้เกิดบรรทัดฐาน และการตีความคุณสมบัติของบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศ เพื่อได้มาซึ่งสัญชาติไทยโดนสมบูรณ์ ดังเช่นที่หม่อง ทองดี เคยทำไว้

หม่อง ทองดี เป็นลูกของคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย แม้ว่าทันทีที่เกิดภายในประเทศจะมีสิทธิในสัญชาติไทยแล้ว แต่การจะได้ถือบัตรประชาชนยังต้องรอให้ครบตามคุณสมบัติ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสมัยที่หม่องได้เป็นตัวแทนไปแข่งเครื่องบินกระดาษพับ กลายเป็นประตูที่ทำให้การพูดถึงเรื่องของการคุณประโยชน์เพื่อได้มาซึ่งบัตรประชาชนของเด็กไร้สัญชาติเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น

ภายหลังจากปี พ.ศ.2559 มีการปฏิรูปมติ ครม.เรื่องเด็กที่เกิดในไทย นักเรียน นักศึกษาขึ้นอีกรอบ ทำให้มีความชัดเจนในเรื่องของการทำคุณประโยชน์ รวมถึงหากจบปริญญาตรีก็สามารถถือบัตรประชาชนในไทยได้เลย อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกทิ้งไว้ว่าจำเป็นต้องเฉพาะเด็กที่จบปริญญาตรีแล้วเท่านั้นหรือไม่ จึงจะได้บัตรประชาชน รวมถึงต้องมีคุณสมบัติทำเพื่อประเทศระดับไหนจึงจะได้มาซึ่งบัตรประชาชนมา

ช่วงปี พ.ศ.2561 หลายภาคส่วนทั้งผู้เชี่ยวชาญจากกรมการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงนักวิชากรจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้ร่วมกันเสนอมาตรฐานเรื่องของการตีความในความหมายของคุณประโยชน์ โดยหยิบยกกรณีของ ‘หม่อง ทองดี’ มาใช้ โดยเฉพาะเรื่องของการเป็นตัวแทนคนที่ไปแข่งต่างประเทศ นั่นจึงทำให้หม่องกลายเป็นการวางบรรทัดฐานใหม่ให้กับคุณสมบัติว่า หากได้ไปทำคุณประโยชน์ที่ต่างประเทศ จึงถือว่าเข้ากับคุณสมบัติแล้ว

อย่างไรก็ตามยังมีความลักลั่นของการตีความเรื่องคุณสมบัติว่า จำเป็นจริง ๆ หรือ ที่ต้องทำคุณประโยชน์โดยการออกนอกประเทศเท่านั้น ขณะที่การทำคุณประโยชน์ให้ประเทศบางครั้งอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงนอกประเทศก็ได้ การทำภายในประเทศก็อาจตีความว่าได้ทำแล้วเช่นกัน ซึ่งคำถามที่ตามมาคือต้องระดับไหนถึงจะตรงตามคุณสมบัติดังกล่าว

ดร.ศิวนุช สร้อยทอง หัวหน้าคลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา อธิบายถึงการดำเนินงานเพื่อผลักดันประเด็นเรื่องการทำบัตรประชาชนให้แก่เด็กไร้สัญชาติที่เกิดในไทยว่า หม่องคือหนึ่งในคนที่ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศไทย ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรให้รับรองคุณประโยชน์แก่เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาของประเทศไทยต่อ แล้วเริ่มคิดว่าจำเป็นต้องไปต่างประเทศเท่านั้นหรือไม่ และถ้าหากมีใครสักคนที่ไม่เคยไปต่างประเทศ แต่ทำงานบริการสังคม ทำงานบริการทางวิชาการมาตลอดเกือบ 10 ปี ก็ (ควร) ต้องรับรองคุณประโยชน์หรือไม่

“การที่จะรองรับคุณประโยชน์ให้เด็ก ๆ ในสถานศึกษา อาจจะเริ่มต้นจากเด็กในมหาลัยก่อน แล้วค่อยย้อนลงไปเด็กมัธยม เด็กประถมว่าทำยังไง มันก็จะเป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้น แล้วก็จะทำให้ทุกคนมีช่องทางเหมือนที่หนังเรื่องนี้ (A Time To Fly) ทำ ที่เริ่มต้นจากการสร้างให้เด็กมีความฝัน แล้วทำให้เขาเดินต่ออย่างต่อเนื่อง จนมาถึงวันนึงเขาถือบัตรประชาชน” ดร.ศิวนุช กล่าว

ณัฐวี มาลีลักษณ์ หรือ โอ๋ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือกรณีที่ ดร.ศิวนุช และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นในประเด็นของการทำคุณประโยชน์เพื่อสังคมในประเทศไทย โดยที่ไม่ต้องไปถึงนอกประเทศ

โอ๋ เป็นลูกของคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย และไม่ได้รับการจดทะเบียนการเกิดเช่นเดียวกับหม่อง แต่พ่อและแม่กลับไปอยู่ที่เมียนมา แต่สิ่งที่โอ๋ทำมาตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 คือการทำงานบริการด้านสังคมสงเคราะห์ พร้อมช่วยเหลืองานวิชาการให้กับมหาลัยธรรมศาสตร์ อีกทั้งยังทำงานร่วมกับ unicef รวมถึงการเป็นตัวแทนเยาวชนไทยเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นด้านการศึกษากับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)

กรณีของโอ๋ จึงเป็นความพยายามในการพิสูจน์ว่า เป็นหนึ่งในรูปแบบของการทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศไทย และหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการปูทางไปสู่บรรทัดฐานใหม่ให้แก่เด็กไร้สัญชาติ ไม่ใช่เฉพาะกับแค่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่รวมไปถึงมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ต่อไปในภายภาคหน้า

“ถ้าใบปริญญาเป็นเหมือนใบเบิกทางสำหรับคนไร้สัญชาติ บัตรประชาชนก็เหมือนใบเบิกทางที่จะทำให้สำเร็จในความฝันของเค้า ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม อยากให้บัตรประชาชนใบนี้เป็นอากาสที่ทำให้ความฝันของเขาไปถึงฝั่งฝัน” โอ๋ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...