โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2 หมื่นล้านเสี่ยงถึงจุดอิ่มตัว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 ต.ค. 2566 เวลา 17.24 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2566 เวลา 10.24 น.

รายงานจากวิจัยกรุงศรี ประเมินว่า ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไทยมีมูลค่าราว 2.0 หมี่นล้านบาท การแข่งขันภายในประเทศค่อนข้างรุนแรงในกลุ่มผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใหญ่ 3 ราย ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึง 86.7% ของมูลค่า ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในไทย ประกอบด้วย

  • บมจ. ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ภายใต้แบรนด์ ‘มาม่า’ (ส่วนแบ่งตลาด 47.6%)
  • บจก.โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย แบรนด์ ‘ไวไว’ (23.7%)
  • บจก.วันไทยอุตสาหกรรมอาหาร แบรนด์ ‘ยำยำ’ (15.4%)

โดย 3 รายใหญ่มีความได้เปรียบในด้านการประหยัดต่อขนาดจากการผลิตสินค้าในปริมาณมาก และมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ เงินทุน ชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการมีช่องทางกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ

ขณะที่ บมจ.นิสชิน ฟูดส์ (ไทยแลนด์) ผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่น แบรนด์‘นิสชิน’ ครองส่วนแบ่งตลาด 0.7% บจก.นงชิม ผู้นำเข้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากเกาหลี แบรนด์ ‘นงชิม’ มีส่วนแบ่งตลาด 0.6% และผู้ผลิตแบรนด์อื่นๆ มีส่วนแบ่งตลาด 12.0%

ความต้องการบริโภคเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาวะที่กำลังซื้อซบเซา เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาถูก และใช้บริโภคทดแทนได้ในยามขาดแคลนอาหารสด อีกทั้งยังเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย จึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีรสชาติที่หลากหลายและแปลกใหม่อย่างต่อเนื่อง

ต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรม ผันผวนตามราคาแป้งสาลี (สัดส่วน 70% ของต้นทุนวัตถุดิบการผลิต) และน้ำมันปาล์ม (สัดส่วน 20%) ส่วนที่เหลือ (สัดส่วน 10%) เป็นต้นทุนจากเครื่องปรุงรสชาติต่างๆ โดยไทยยังคงต้องนำเข้าแป้งสาลี ทำให้มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน นอกจากนี้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้การควบคุมราคาของทางการ ทำให้การปรับขึ้นราคาตามต้นทุนทำได้อย่างจำกัด

การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ มีสัดส่วนถึง 80-85% ของปริมาณการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมด (เฉลี่ยปี 2559-2564) โดยในปี 2564 การบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยมีปริมาณมากเป็นอันดับ 9 ของโลกด้วยจำนวน 3.63 พันล้านหน่วยบริโภค และมีอัตราการบริโภคที่ 51.9 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี อยู่ในอันดับที่ 4 ของโลก รองจากเวียดนาม (87.1 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี) เกาหลีใต้ (73.3 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี) และเนปาล (53.6 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี) เทียบกับการบริโภคเฉลี่ยทั้งโลกอยู่ที่ 15.4 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี

ตลาดในประเทศจึงเสี่ยงต่อการเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ขณะที่ยังคงมีผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานและผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปทดแทนออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก รวมทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้าโดยเฉพาะจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่ทยอยเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันในประเทศรุนแรงขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และกลยุทธ์การตลาดเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด (มีการลงทุนในงบการตลาดสูง โดยเฉพาะการโฆษณาผ่านโทรทัศน์ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย)

ด้านการส่งออกมีสัดส่วน 15-20% ของปริมาณการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมด โดยมีปัจจัยหนุนจากการใช้ประโยชน์ของการรวมกลุ่ม AFTA ในตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ยังมีอัตราการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่สูงนักจึงยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา เมียนมา และสปป.ลาว (สัดส่วนรวมกัน 42.3% ของมูลค่าส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) ที่นิยมบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้าจากไทย เนื่องจากคุ้นเคยในรสชาติและเชื่อมั่นในคุณภาพการผลิต

อย่างไรก็ตามในกรอปภาพรวมในช่วงปี 2565-2567 คาดว่าการผลิตจะเติบโต 2-3% ต่อปี ตามความต้องการบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ราคาวัตถุดิบหลักมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นในปี 2565 โดยเฉพาะข้าวสาลีและน้ำมันปาล์มจากผลของสงครามรัสเซีย-ยูเครน อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2566-2567 ปัจจัยกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบน่าจะผ่อนคลายลง เนื่องจากคาดว่าปริมาณข้าวสาลีและน้ำมันปาล์มจะทยอยออกสู่ตลาดได้มากขึ้น นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐที่อาจพิจารณาจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียม หรือภาษีความเค็ม[1] อาจเพิ่มภาระต้นทุนแก่ผู้ผลิต

โดยความต้องการบริโภคในประเทศ คาดว่าจะมีมูลค่าเติบโตเฉลี่ย 2-3% ต่อปี โดยผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่ายและเลือกซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซึ่งถือเป็นอาหารทางเลือกหนึ่งที่ยังมีราคาถูก อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตอาจไม่สูงนัก เนื่องจากอัตราการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก และของประเทศเพื่อนบ้าน

โดยในปี 2564 ไทยมีอัตราการบริโภคที่ 51.9 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี เทียบกับการบริโภคเฉลี่ยทั้งโลกอยู่ที่ 15.4 เมียนมาอยู่ที่ 14.2 และกัมพูชาอยู่ที่ 25.9 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี สะท้อนความเสี่ยงที่ตลาดในประเทศมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ขณะที่การแข่งขันยังมีแนวโน้มรุนแรงจากสินค้าทดแทน อาทิ อาหารพร้อมทานแบบจัดวางบนชั้น อาหารพร้อมทานแช่เย็น-แช่แข็ง อาหารพร้อมทานปรุงสดใหม่ ที่อาจเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด

รวมถึงอาหารทดแทนอีกหลากหลายประเภท อาทิ เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว ธัญพืชอบกรอบ (ซีเรียล) และผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม ผู้ผลิตจึงมีแนวโน้มพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อดึงดูดผู้บริโภค ทั้งด้านรสสัมผัสของเส้นบะหมี่ รสชาติใหม่ และบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลาย (แบบซอง ถ้วย และชาม) รวมทั้งพัฒนาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูประดับบน เพื่อแข่งกับสินค้านำเข้าจากเกาหลีและญี่ปุ่น

ด้านการส่งออกคาดว่ามูลค่าจะเติบโตเฉลี่ย 3-4% ต่อปี โดยในปี 2565 จะหดตัว 1-2% จากการลดลงของอุปสงค์เพื่อระบายสต๊อก (Destocking) หลังจากมีการเร่งนำเข้าในปีก่อน ขณะที่ในปี 2566-2567 คาดว่าจะกลับมาขยายตัวเฉลี่ย 6-7% ต่อปี ปัจจัยหนุนจากอุปสงค์เพื่อการสะสมสต๊อก (Restocking) รองรับเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีแนวโน้มผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดในการตรวจ/ปล่อยสินค้า และเปิดจุดผ่านแดนมากขึ้น ประกอบกับอัตราการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่ในแถบอาเซียนยังค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะเมียนมา และกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาสถานการณ์การเมือง ความไม่แน่นอนของกฎระเบียบการค้าชายแดน และเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาที่อาจมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าชายแดนของไทย (เมียนมาเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของไทย สัดส่วน 11.0% ของมูลค่าส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยในปี 2564 รองจากกัมพูชาที่มีสัดส่วน 22.8%)

อ่านข่าวอื่นๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...