ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2 หมื่นล้านเสี่ยงถึงจุดอิ่มตัว
รายงานจากวิจัยกรุงศรี ประเมินว่า ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไทยมีมูลค่าราว 2.0 หมี่นล้านบาท การแข่งขันภายในประเทศค่อนข้างรุนแรงในกลุ่มผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใหญ่ 3 ราย ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึง 86.7% ของมูลค่า ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในไทย ประกอบด้วย
- บมจ. ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ภายใต้แบรนด์ ‘มาม่า’ (ส่วนแบ่งตลาด 47.6%)
- บจก.โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย แบรนด์ ‘ไวไว’ (23.7%)
- บจก.วันไทยอุตสาหกรรมอาหาร แบรนด์ ‘ยำยำ’ (15.4%)
โดย 3 รายใหญ่มีความได้เปรียบในด้านการประหยัดต่อขนาดจากการผลิตสินค้าในปริมาณมาก และมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ เงินทุน ชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการมีช่องทางกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ
ขณะที่ บมจ.นิสชิน ฟูดส์ (ไทยแลนด์) ผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่น แบรนด์‘นิสชิน’ ครองส่วนแบ่งตลาด 0.7% บจก.นงชิม ผู้นำเข้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากเกาหลี แบรนด์ ‘นงชิม’ มีส่วนแบ่งตลาด 0.6% และผู้ผลิตแบรนด์อื่นๆ มีส่วนแบ่งตลาด 12.0%
ความต้องการบริโภคเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาวะที่กำลังซื้อซบเซา เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาถูก และใช้บริโภคทดแทนได้ในยามขาดแคลนอาหารสด อีกทั้งยังเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย จึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีรสชาติที่หลากหลายและแปลกใหม่อย่างต่อเนื่อง
ต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรม ผันผวนตามราคาแป้งสาลี (สัดส่วน 70% ของต้นทุนวัตถุดิบการผลิต) และน้ำมันปาล์ม (สัดส่วน 20%) ส่วนที่เหลือ (สัดส่วน 10%) เป็นต้นทุนจากเครื่องปรุงรสชาติต่างๆ โดยไทยยังคงต้องนำเข้าแป้งสาลี ทำให้มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน นอกจากนี้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้การควบคุมราคาของทางการ ทำให้การปรับขึ้นราคาตามต้นทุนทำได้อย่างจำกัด
การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ มีสัดส่วนถึง 80-85% ของปริมาณการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมด (เฉลี่ยปี 2559-2564) โดยในปี 2564 การบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยมีปริมาณมากเป็นอันดับ 9 ของโลกด้วยจำนวน 3.63 พันล้านหน่วยบริโภค และมีอัตราการบริโภคที่ 51.9 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี อยู่ในอันดับที่ 4 ของโลก รองจากเวียดนาม (87.1 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี) เกาหลีใต้ (73.3 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี) และเนปาล (53.6 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี) เทียบกับการบริโภคเฉลี่ยทั้งโลกอยู่ที่ 15.4 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี
ตลาดในประเทศจึงเสี่ยงต่อการเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ขณะที่ยังคงมีผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานและผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปทดแทนออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก รวมทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้าโดยเฉพาะจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่ทยอยเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันในประเทศรุนแรงขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และกลยุทธ์การตลาดเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด (มีการลงทุนในงบการตลาดสูง โดยเฉพาะการโฆษณาผ่านโทรทัศน์ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย)
ด้านการส่งออกมีสัดส่วน 15-20% ของปริมาณการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมด โดยมีปัจจัยหนุนจากการใช้ประโยชน์ของการรวมกลุ่ม AFTA ในตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ยังมีอัตราการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่สูงนักจึงยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา เมียนมา และสปป.ลาว (สัดส่วนรวมกัน 42.3% ของมูลค่าส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) ที่นิยมบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้าจากไทย เนื่องจากคุ้นเคยในรสชาติและเชื่อมั่นในคุณภาพการผลิต
อย่างไรก็ตามในกรอปภาพรวมในช่วงปี 2565-2567 คาดว่าการผลิตจะเติบโต 2-3% ต่อปี ตามความต้องการบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ราคาวัตถุดิบหลักมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นในปี 2565 โดยเฉพาะข้าวสาลีและน้ำมันปาล์มจากผลของสงครามรัสเซีย-ยูเครน อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2566-2567 ปัจจัยกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบน่าจะผ่อนคลายลง เนื่องจากคาดว่าปริมาณข้าวสาลีและน้ำมันปาล์มจะทยอยออกสู่ตลาดได้มากขึ้น นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐที่อาจพิจารณาจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียม หรือภาษีความเค็ม[1] อาจเพิ่มภาระต้นทุนแก่ผู้ผลิต
โดยความต้องการบริโภคในประเทศ คาดว่าจะมีมูลค่าเติบโตเฉลี่ย 2-3% ต่อปี โดยผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่ายและเลือกซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซึ่งถือเป็นอาหารทางเลือกหนึ่งที่ยังมีราคาถูก อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตอาจไม่สูงนัก เนื่องจากอัตราการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก และของประเทศเพื่อนบ้าน
โดยในปี 2564 ไทยมีอัตราการบริโภคที่ 51.9 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี เทียบกับการบริโภคเฉลี่ยทั้งโลกอยู่ที่ 15.4 เมียนมาอยู่ที่ 14.2 และกัมพูชาอยู่ที่ 25.9 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี สะท้อนความเสี่ยงที่ตลาดในประเทศมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ขณะที่การแข่งขันยังมีแนวโน้มรุนแรงจากสินค้าทดแทน อาทิ อาหารพร้อมทานแบบจัดวางบนชั้น อาหารพร้อมทานแช่เย็น-แช่แข็ง อาหารพร้อมทานปรุงสดใหม่ ที่อาจเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด
รวมถึงอาหารทดแทนอีกหลากหลายประเภท อาทิ เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว ธัญพืชอบกรอบ (ซีเรียล) และผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม ผู้ผลิตจึงมีแนวโน้มพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อดึงดูดผู้บริโภค ทั้งด้านรสสัมผัสของเส้นบะหมี่ รสชาติใหม่ และบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลาย (แบบซอง ถ้วย และชาม) รวมทั้งพัฒนาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูประดับบน เพื่อแข่งกับสินค้านำเข้าจากเกาหลีและญี่ปุ่น
ด้านการส่งออกคาดว่ามูลค่าจะเติบโตเฉลี่ย 3-4% ต่อปี โดยในปี 2565 จะหดตัว 1-2% จากการลดลงของอุปสงค์เพื่อระบายสต๊อก (Destocking) หลังจากมีการเร่งนำเข้าในปีก่อน ขณะที่ในปี 2566-2567 คาดว่าจะกลับมาขยายตัวเฉลี่ย 6-7% ต่อปี ปัจจัยหนุนจากอุปสงค์เพื่อการสะสมสต๊อก (Restocking) รองรับเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีแนวโน้มผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดในการตรวจ/ปล่อยสินค้า และเปิดจุดผ่านแดนมากขึ้น ประกอบกับอัตราการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่ในแถบอาเซียนยังค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะเมียนมา และกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาสถานการณ์การเมือง ความไม่แน่นอนของกฎระเบียบการค้าชายแดน และเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาที่อาจมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าชายแดนของไทย (เมียนมาเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของไทย สัดส่วน 11.0% ของมูลค่าส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยในปี 2564 รองจากกัมพูชาที่มีสัดส่วน 22.8%)