‘มาม่า’ ทุ่ม 2 พันล้าน ผุดโรงงานใหม่ในรอบ 20 ปี เล็งEEC อีสาน ขยายฐานส่งออก ลุยจีน แอฟริกา
‘มาม่า’ทุ่ม 2 พันล้าน ผุดโรงงานใหม่ในรอบ 20 ปี เล็งEEC อีสาน ขยายฐานส่งออก ลุยจีน แอฟริกา
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมใช้เงินลงทุน 2,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตมาม่าแห่งใหม่บนพื้นที่ 50-60 ไร่ นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี และใช้เวลาดำเนินการ 3 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างคัดเลือกพื้นที่จะใช้ก่อสร้างจะเป็นที่จังหวัดระยอง อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี ที่รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนซึ่งใกล้กับโรงงานเดิม แต่ด้วยราคาที่ดินสูง หากไม่ได้ อาจมองไปพื้นที่ริมแม่น้ำโขงเป็นจุดยุทธศาสตร์ใหม่ๆ อย่างเช่นหนองคาย มุกดาหาร เพื่อกระจายสินค้าไปยังโซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งโรงงานแห่งใหม่จะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 30-40% จากปัจจุบันกำลังผลิตมาม่าแบบซอง 2,000 ล้านซองต่อปี และแบบถ้วย 450 ล้านถ้วยต่อปี สามารถรองรับการทำตลาดในประเทศและต่างประเทศและการเติบโตของบริษัทได้อีก 10 ปี คาดว่าปี 2567 จะได้ที่ดินจะก่อสร้างและเริ่มการก่อสร้างในปี 2568 แล้วเสร็จเปิดการผลิตปี2569-2570
“โรงงานแห่งใหม่ เป็นสิ่งที่คิดไว้นานแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ เพราะยังมีพื้นที่ตั้งเครื่องจักรอีก 1 เครื่องสุดท้ายที่ระยองจะเสร็จปีหน้า เราลงทุน 200 กว่าล้านบาท ดูแล้วกำลังการผลิตน่าจะไม่เพียงพอ และโรงงานเดิมเต็มแล้ว จึงลงทุนครั้งใหญ่ใน 3 ปีนี้ โดยปัจจุบันมีโรงงาน 8 แห่ง อยู่ในประเทศ 4 แห่ง ผลิตเส้นบะหมี่ที่ชลบุรี ลำพูน ระยอง และโรงงานผลิตเส้นขาวราชบุรี ส่วนต่างประเทศมี 4 แห่ง คือ เมียนมาร์ กัมพูชา บังคลาเทศ และฮังการี โดยมีการเพิ่มประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรทันสมัย เป็นโรงงานที่ให้ความสำคัญใช้พลังงานทดแทน เริ่มนำร่องใช้โซลาร์ฟาร์มภายในโรงงาน และจะใช้พลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้นทุกโรงงานเพื่อลดต้นทุนการผลิต “นายพันธ์กล่าว
นายพันธ์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังขยายตลาดต่างประเทศเพิ่ม จากปัจจุบันส่งออกไปแล้ว 68 ทั่วโลก ซึ่งตลาดต่างประเทศมีขนาดใหญ่กว่าในประเทศ จึงมีโอกาสมากขึ้น โดยกลับเข้าไปบุกตลาดในประเทศจีนอีกครั้ง เนื่องจากปัจจุบันเทรนด์ผู้บริโภคจีนนิยมอาหารไทยมักจะซื้อมาม่าเป็นของฝากมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้เคยเข้าไปทำตลาดแล้วไม่ประสบความสำเร็จและถอยมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ทั้งที่คุนหมิงและชิงเต่า จะปัดฝุ่นใหม่ ซึ่งจีนมีประชากรมากกว่าไทย 20 เท่า หากเข้าไปขายได้ 1% ถือว่ามากกว่าไทยทั้งประเทศ จะทำให้ยอดขายที่เคยไม่ซักเซสอาจจะดีขึ้น
นายพันธ์กล่าวว่า อีกทั้งจะขยายตลาดในยุโรปและอเมริกา รวมถึงอินเดียและแอฟริกาซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจโดยแอฟริกาจะจับมือร่วมกับผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในเคนยา ขณะเดียวกันจะกลับเข้าไปทำตลาดที่เวียดนามหลังถอยกลับมาเมื่อปี 2542 เพราะมีเจ้าถิ่น แต่เป็นตลาดใหญ่ ยังมีช่องทางที่จะเข้าไปได้ อาจจะได้พันธมิตรใหม่และเห็นข่าวดีในปีหน้าว่าผูกมือกับใครเพื่อตีตลาด ซึ่งเวียดนามมีผู้ประกอบการไทยค่อนข้างมาก
ส่วนเมียนมาจะย้ายโรงงานเดิมที่ย่างกุ้งไปอยู่มัณฑะเลย์ ซึ่งโรงงานใหม่จะทันสมัยขึ้นและตลาดยังไปได้ดี แม้สถานการณ์จะไม่ค่อยสงบบ้าง เพราะเป็นสินค้าอาหารยังไงคนก็ยังต้องกิน เราโชคดีที่อยู่ในธุรกิจนี้ ทั้งนี้สำหรับรสชาติที่ขายดีในตลาดต่างประเทศ คือ รสต้มยำกุ้ง รสเนื้อ รสไก่
“ตั้งเป้ามีรายได้ในต่างประเทศเพิ่มเป็น 40-50% จากปัจจุบัน 30% รวมถึงผลักดันรายได้ให้ถึง 30,000 ล้านบาทในปี 2569-2570 จากปี2566 มีรายได้รวม 23,000-25,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2565 ซึ่ง 9 เดือนมีรายได้ 15,568 ล้านบาท แยกเป็นในประเทศ 11,306 ล้านบาท ต่างประเทศ 4,262 ล้านบาท คาดการณ์ปี 2567 จะเติบโต 5-7%”นายพันธ์กล่าว
นายพันธ์กล่าวว่า สำหรับต้นทุนการผลิตมาม่าปีนี้ราคาน้ำมันปาล์มเริ่มปรับลดลง ขณะที่แป้งสาลียังคงปรับขึ้นทำให้ในภาพรวมยังสามารถแบกรับกับต้นทุนดังกล่าวไหว ขณะนี้ยังไม่อยู่ในโซนที่จำเป็นว่าต้องขึ้นราคาเมื่อไหร่ ยกเว้นมีเหตุจำเป็นจริงๆ ส่วนค่าไฟ น้ำมันไม่เป็นผลกระทบต่อการผลิตโดยตรง
นายพันธ์กล่าวว่า ด้านค่าแรงที่จะปรับขึ้น ยังไม่ชัดเจนจะปรับทั้งประเทศและปรับขึ้นเท่าไหร่ โดยมองว่าการขึ้นค่าแรงจะช่วยให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และกระทบกับบริษัทเพียงเล็กน้อย เพราะปัจจุบันค่าแรงเป็นต้นทุนในการผลิตของบริษัทเพียง 10% หากปรับค่าแรงขึ้น 10-15% จะกระทบต้นทุนบริษัทแค่ 1% และบริษัทมีตลาดส่งออกมารองรับที่สามารถขายแพงกว่าในประเทศ รวมถึงอาจออกสินค้าพรีเมียมมากขึ้น ซึ่งรัฐอาจให้ขึ้นราคาได้ เพราะเป็นสินค้าทางเลือก ไม่อยู่ในการควบคุม แต่ต้องหารือกับภาครัฐ
“เรื่องของค่าแรง นอกจากขึ้นหรือไม่ขึ้น ในระหว่างตรงกลาง ต้องมีทางออกอยู่ด้วยว่าแต่ละคนต้องปรับตัวยังไง ไม่ว่าเรื่องภาษี การส่งเสริมการลงทุน อย่างเราอยากเปลี่ยนเครื่องจักร ถ้ามีลดภาษีให้เครื่องจักรใหม่บ้างจะทำให้เราปรับตัวได้ง่ายขึ้น ผมว่าช้าหรือเร็วค่าแรงยังไงต้องขึ้น ที่ผ่านมาขึ้นมาตลอด แต่อาจไม่กระซาก จะช้ากว่าค่าครองชีพ สุดท้ายต้องบาลานซ์ไล่กันให้ทัน ควบคู่การปรับตัว ผมไม่ได้ค้าน พูดในฐานะที่เราปรับตัวได้ ใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย ผลิตให้เร็วขึ้น จึงไม่ค่อยห่วงค่าแรงมาก ถ้าขึ้นพนักงานเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภาพรวมตลาดมีกำลังซื้อสูงขึ้นด้วย”นายพันธ์กล่าว
นายพันธ์กล่าวว่า สำหรับภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปี 2566 เนื่องจากเป็นปีใช้ราคาใหม่จากการที่รัฐให้ปรับราคาซองละ 1 บาท ทำให้ในแง่มูลค่าโตขึ้น 8-9% แต่ปริมาณการขายทรงตัว ซึ่งกำลังซื้อหดตัวเป็นช่วงๆ หลังเลือกตั้ง เพราะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ความเชื่อมั่นยังน้อย เงินอุดหนุนยังไม่มี ทำให้คนกล้าใช้เงินน้อยลง เชื่อว่าไตรมาสสุดท้ายนี้จะกลับมาตามความมั่นใจของผู้บริโภค ส่วนปี 2567 คาดตลาดจะเติบโต 4-5% ต่อไปจะเห็นตลาดโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่โตกระโดดปีละ 10-20%แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือเข้าไปสินค้าพรีเมียมมากขึ้น
“ถามว่าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอิ่มตัวไหม เราเคยกลัวว่าจะอิ่ม แต่มันยังอยุในช่วงที่ไม่ได้อิ่มขนาดนั้น แต่ไม่ได้โตเร็วเหมือนเมื่อก่อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานมันโตด้วย ส่วนตลาดปีนี้โตน้อยเพราะปีที่แล้วโตมากจากช่วงโควิด มาจากหลายปัจจัย คือ มีการกักตุน ออกจากบ้านไม่ได้ มีน้ำท่วม ทำให้เกิดการซื้อแบบเป็นการกักตุนสินค้าผิดปกติ ทำให้ 2 ปีที่ผ่านมาเติบโตค่อนข้างสูง ”นายพันธ์กล่าว