โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

พ่อแม่ระวัง! วิจัยชี้ 2 สัญญาณ ที่ลูกแสดงออก มีแนวโน้มโตไป "ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ"

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
2 สัญญาณเตือนในวัยเด็ก พ่อแม่ต้องระวัง ลูกมีแนวโน้มล้มเหลวในชีวิต ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ

2 สัญญาณเตือนในวัยเด็ก พ่อแม่ต้องระวัง ลูกมีแนวโน้มล้มเหลวในชีวิต ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ

พ่อแม่หลายคนอาจเคยเห็นเด็กบางคนตอนเล็ก ๆ เรียนเก่ง ดูฉลาด หัวไว และได้รับการดูแลอย่างดีจากครอบครัว แต่เมื่อโตขึ้นกลับเริ่มมีปัญหาในการใช้ชีวิตจริง เช่น ขาดความรับผิดชอบ ไม่กล้าตัดสินใจ ท้อแท้ง่าย หรือไม่สามารถจัดการชีวิตประจำวันของตัวเองได้

เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กเรียนเก่งจะประสบความสำเร็จไม่ได้ แต่สะท้อนว่า ความรู้ในห้องเรียนอย่างเดียวอาจไม่พอ หากเด็กขาดทักษะพื้นฐานในการพึ่งพาตัวเอง การรับผิดชอบ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เมื่อถึงวัยที่ต้องเรียนต่อ ทำงาน หรือใช้ชีวิตนอกบ้าน ปัญหาเหล่านี้อาจค่อย ๆ ชัดขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหลายแหล่งให้ความสำคัญกับการฝึกความรับผิดชอบ กิจวัตรประจำวัน และทักษะการตัดสินใจตั้งแต่วัยเด็ก เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตในระยะยาว ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเองทันทีเมื่อเด็กอายุครบ 18 ปี

สัญญาณที่ 1: มีหน้าที่เรียนอย่างเดียว ไม่เคยรับผิดชอบอะไรเลย

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยในหลายครอบครัวคือ “ลูกมีหน้าที่เรียนอย่างเดียว เรื่องอื่นพ่อแม่ทำให้หมด” ฟังดูเหมือนเป็นความรักและความหวังดี แต่หากทำมากเกินไป อาจทำให้เด็กพลาดโอกาสสำคัญในการฝึกดูแลตัวเอง

เด็กบางคนไม่ต้องเก็บห้อง ไม่ต้องล้างจาน ไม่ต้องซักผ้า ไม่ต้องจัดกระเป๋าเรียน หรือแม้แต่ไม่ต้องรับผิดชอบของใช้ส่วนตัว เพราะมีผู้ใหญ่คอยจัดการให้ทั้งหมด เมื่อเวลาผ่านไป เด็กอาจเคยชินกับการเป็น “ผู้รับการดูแล” มากกว่าการเป็นคนที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบในบ้าน

ปัญหาจะเริ่มเห็นชัดเมื่อเด็กต้องเข้าสู่สังคมใหม่ เช่น หอพัก มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงาน ซึ่งไม่มีใครคอยจัดการทุกอย่างให้เหมือนที่บ้าน เด็กที่ไม่เคยฝึกทักษะชีวิตมาก่อนอาจรู้สึกกดดันง่าย จัดการเวลาไม่เป็น แบ่งหน้าที่กับผู้อื่นลำบาก หรือรู้สึกว่าปัญหาเล็ก ๆ เป็นเรื่องใหญ่เกินรับมือ

American Academy of Pediatrics ระบุว่า กิจวัตรและความรับผิดชอบช่วยให้เด็กรู้ว่าควรคาดหวังอะไร และการมอบหมายหน้าที่เล็ก ๆ ตามวัย เช่น เก็บของเล่น จัดโต๊ะอาหาร หรือใส่เสื้อผ้าลงตะกร้า เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกให้เด็กเรียนรู้การมีส่วนร่วมในครอบครัว

งานบ้านเล็ก ๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับพัฒนาการ

พ่อแม่บางคนอาจคิดว่างานบ้านเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะทำเองเร็วกว่า สะอาดกว่า และไม่ต้องคอยสอนซ้ำ แต่ในมุมพัฒนาการ งานบ้านคือสนามฝึกความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม เด็กได้เรียนรู้ว่าทุกคนในบ้านมีหน้าที่ และการทำสิ่งเล็ก ๆ ให้สำเร็จช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเอง

American Academy of Child and Adolescent Psychiatry ระบุว่า การให้เด็กมีงานบ้านตามวัยอาจช่วยส่งเสริมความรับผิดชอบ การจัดการเวลา ทักษะการจัดระเบียบ และการรับมือกับความผิดหวัง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญต่อการเรียน การทำงาน และความสัมพันธ์ในอนาคต

ดังนั้น การให้ลูกช่วยงานบ้านไม่ได้แปลว่าพ่อแม่ใช้งานลูก แต่คือการให้ลูกได้ฝึกชีวิตจริงในพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด นั่นคือบ้านของตัวเอง

สัญญาณที่ 2: เกิดปัญหาเมื่อไร โทษคนอื่นก่อนเสมอ

อีกหนึ่งสัญญาณที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้ามคือ นิสัยโยนความผิดให้สถานการณ์หรือคนอื่นทุกครั้ง เช่น ทำน้ำหกแล้วบอกว่าแก้ววางไม่ดี ลืมการบ้านแล้วบอกว่าพ่อแม่ไม่เตือน สอบได้คะแนนไม่ดีแล้วบอกว่าครูออกข้อสอบยาก หรือทำผิดแล้วรีบหาข้ออ้างทันที

หากเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว อาจเป็นเรื่องปกติของเด็กที่ยังเรียนรู้เรื่องเหตุและผล แต่ถ้าพฤติกรรมนี้เกิดซ้ำจนกลายเป็นนิสัย เด็กอาจค่อย ๆ พัฒนาวิธีคิดแบบหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ และมองว่าปัญหาทุกอย่างเกิดจากคนอื่น ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องเรียนรู้หรือปรับปรุง

เมื่อโตขึ้น วิธีคิดแบบนี้อาจส่งผลต่อการทำงานและความสัมพันธ์ เพราะในชีวิตจริง ทุกคนต้องเจอกับคำตักเตือน ความผิดพลาด และความกดดัน หากเด็กไม่เคยฝึกยอมรับผลจากการกระทำของตัวเอง เขาอาจรับมือกับคำวิจารณ์ได้ยาก หรือเลือกหนีปัญหามากกว่าหาทางแก้

ความรับผิดชอบ ไม่ได้แปลว่าต้องดุลูกให้กลัว

การฝึกให้เด็กรับผิดชอบไม่ได้หมายถึงการตำหนิแรง ๆ หรือทำให้เด็กรู้สึกผิดตลอดเวลา แต่คือการช่วยให้เด็กเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการกระทำกับผลลัพธ์ เช่น ถ้าลืมจัดกระเป๋าเรียน ก็ต้องหาวิธีแก้ไขเอง ถ้าทำของหาย ก็ต้องช่วยคิดว่าจะป้องกันอย่างไรในครั้งหน้า

CDC แนะนำว่า เมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น พ่อแม่ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เด็กเติบโตและตัดสินใจได้ดี โดยควรกำหนดความคาดหวังอย่างชัดเจน สม่ำเสมอ และชวนลูกคิดถึงผลของการตัดสินใจของตัวเอง แทนที่จะใช้การลงโทษอย่างเดียว

วิธีนี้ช่วยให้เด็กรู้ว่า ความผิดพลาดไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นโอกาสในการเรียนรู้ เด็กที่ได้ฝึกคิดว่า “ครั้งนี้ฉันทำอะไรได้ดี และครั้งหน้าควรปรับอะไร” จะมีโอกาสพัฒนาวุฒิภาวะได้มากกว่าเด็กที่ถูกช่วยแก้ตัวหรือปกป้องจากผลลัพธ์ทุกครั้ง

ทักษะชีวิตสำคัญไม่แพ้เกรด

เกรดดี โรงเรียนดี หรือปริญญาจากสถาบันมีชื่อเสียง อาจเป็นใบเบิกทางที่ดี แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต เพราะเมื่อเข้าสู่โลกการทำงาน เด็กต้องใช้ทักษะอีกหลายด้าน ทั้งการจัดการเวลา การสื่อสาร การทำงานร่วมกับคนอื่น การรับผิดชอบงาน และการแก้ปัญหาเมื่อเจอสถานการณ์ไม่เป็นใจ

Harvard Center on the Developing Child อธิบายว่า ทักษะด้าน executive function และ self-regulation ช่วยให้คนเราวางแผน จดจ่อกับงาน จัดการข้อมูล ตัดสินใจ และปรับตัวกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในทุกช่วงวัย และพัฒนาได้จากสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

พูดให้เข้าใจง่ายคือ เด็กไม่ได้ต้องการแค่ความรู้ แต่ต้องการโอกาสในการฝึกคิด ฝึกทำ ฝึกรับผิดชอบ และฝึกแก้ปัญหาจริง หากพ่อแม่ทำแทนลูกทุกอย่าง เด็กอาจสอบผ่านในห้องเรียน แต่ยังไม่พร้อมรับมือกับบททดสอบนอกห้องเรียน

พ่อแม่ควรเริ่มอย่างไร?

จุดเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ พ่อแม่สามารถเริ่มจากกิจวัตรง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ให้ลูกจัดกระเป๋าเรียนเอง เก็บจานหลังอาหาร พับผ้า จัดโต๊ะ อ่านตารางเรียน รับผิดชอบของใช้ส่วนตัว หรือช่วยงานบ้านตามวัย

เมื่อเด็กทำผิดพลาด ไม่ควรรีบทำแทนทันที แต่ควรช่วยตั้งคำถาม เช่น “ครั้งหน้าจะทำอย่างไรไม่ให้ลืม” “เรื่องนี้ลูกคิดว่าตัวเองรับผิดชอบส่วนไหนได้บ้าง” หรือ “มีวิธีแก้ปัญหาแบบไหนบ้าง” คำถามเหล่านี้ช่วยให้เด็กค่อย ๆ ฝึกมองปัญหาอย่างเป็นระบบ

สิ่งสำคัญคือ พ่อแม่ควรคาดหวังให้เหมาะกับวัย ไม่ต้องคาดหวังความสมบูรณ์แบบตั้งแต่ครั้งแรก เพราะเป้าหมายของการฝึกความรับผิดชอบไม่ใช่การให้ลูกทำทุกอย่างถูกต้องทันที แต่คือการให้ลูกได้เรียนรู้ว่า ตัวเองมีความสามารถในการจัดการชีวิตทีละขั้น

สรุป

เด็กที่โตขึ้นแล้วรับมือชีวิตจริงได้ยาก อาจไม่ได้เกิดจากเรียนไม่เก่งหรือขาดโอกาสเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการไม่ได้ฝึกทักษะพื้นฐานตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะสองเรื่องสำคัญคือ ไม่เคยต้องรับผิดชอบอะไรนอกจากการเรียน และ เคยชินกับการโทษคนอื่นเมื่อเกิดปัญหา

พ่อแม่จึงควรมองการเลี้ยงลูกให้ไกลกว่าเกรดและผลการเรียน เพราะสิ่งที่จะติดตัวลูกไปตลอดชีวิตคือความสามารถในการพึ่งพาตัวเอง รับผิดชอบต่อการกระทำ ทำงานร่วมกับผู้อื่น และลุกขึ้นแก้ปัญหาเมื่อเจอความผิดพลาด การปล่อยให้ลูกได้ลองทำ ลองผิด และเรียนรู้จากผลลัพธ์อย่างเหมาะสม อาจเป็นของขวัญที่มีค่ากว่าการทำทุกอย่างแทนลูก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...