เลขที่ 9 ถนนซอมเมอราร์ แวะเยี่ยมห้องเช่ากลางกรุงปารีส ที่คนหนุ่ม 7 คนตกลงเปลี่ยนสยาม
จากสถานีรถไฟใต้ดิน Cluny-La Sorbonne สาย 10 เพียงก้าวขึ้นบันไดมาสู่พื้นถนน เราก็อยู่ใจกลางย่านที่ฝรั่งเศสเรียกขานว่า Latin Quarter มากว่า 700 ปี ที่ได้ชื่อนี้ เพราะครั้งหนึ่งนักศึกษาที่นี่พูดภาษาละตินกันทั้งย่าน เป็นหัวใจทางปัญญาของกรุงปารีสนับแต่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ถือกำเนิดในศตวรรษที่ 13
ถนนซอมเมอราร์ (Rue du Sommer
ard) เป็นถนนสายสั้นๆ ที่หลายคนเดินผ่านโดยไม่ทันสังเกต ปลายด้านหนึ่งบรรจบกับบูเลอวาร์ แซ็ง-มีแชล (Boulevard Saint-Michel) ถนนสายใหญ่ที่นักศึกษาเคยลุกฮือกันเมื่อพฤษภาคม 1968 อีกด้านพาไปสู่ลานปอล แป็ง-เลอเว (Place Paul-Painlevé) และตัวอาคารเก่าของซอร์บอนน์บนถนนเส้นเดียวกันนี้เอง ที่เลขที่ 28 คือ ‘พิพิธภัณฑ์คลูนี’ (Musée de Cluny) คฤหาสน์กอทิกที่สร้างทับซากโรงอาบน้ำโรมันอายุเกือบ 2,000 ปี
วันที่เราเดินทางไปเยือน ปารีสกำลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ แดดอ่อนๆ ทอดผ่านแนวอาคารหินทรายสีครีมแบบโอสมานน์ นักท่องเที่ยวยืนต่อแถวเข้าพิพิธภัณฑ์ นักศึกษาซอร์บอนน์เดินขวักไขว่ถือแฟ้มเอกสาร ร้านหนังสือเก่าเปิดประตูรับลม เป็นภาพของย่านมหาวิทยาลัยที่ดูแทบไม่ต่างจากเมื่อร้อยปีก่อน
แต่ตรงเลขที่ 9 ของถนนสายนี้ บนผนังอาคารมีเพียงตัวเลขกำกับ ไม่มีแผ่นจารึก ไม่มีสัญลักษณ์ใดบอกผู้สัญจรว่า ครั้งหนึ่งในห้องเช่าหลังหนึ่งของอาคารนี้ ชายหนุ่ม 7 คนจากสยาม เคยนั่งล้อมวงกัน แล้วตกลงปลงใจกันว่า จะเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ปกครองบ้านเกิดของพวกเขามาหลายร้อยปี
ห้องใหญ่ที่เช่าไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ
เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1927 ตามปฏิทินไทยขณะนั้นยังเป็นเดือนท้ายของ พ.ศ. 2469 เพราะสยามยังขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน ทำให้บางครั้งเอกสารระบุว่าเป็นต้นปี 2470 กลุ่มนักเรียนไทยและข้าราชการสยามในยุโรปกลุ่มเล็กๆ นัดประชุมกันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก
ปรีดี พนมยงค์ บันทึกไว้ภายหลังว่า พวกเขาเช่า ‘ห้องใหญ่’ ในหอพักย่านถนนซอมเมอราร์ไว้เฉพาะสำหรับการประชุมครั้งนี้ ห้องที่อยู่ใกล้กับที่พักของปรีดีและ ร้อยโท แปลก ขีตตะสังคะ เพื่อนนักเรียนทหารผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม จนสมาชิกเรียกกันติดปากว่า ‘กัปตัน’
การประชุมกินเวลาหลายวัน สำนวนเล่าขานต่างกันไป บ้างว่า 5 วัน 4 คืน ขณะที่บันทึกของปรีดีระบุว่าใช้เวลา 3 วัน เพราะมีเรื่องที่ต้องถกกันจนได้ข้อยุติเป็นเอกฉันท์ โดยนัดกันในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2469 เพราะต้องรอให้ ตั้ว ลพานุกรม สมาชิกที่เรียนอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ลอบเดินทางเข้าปารีสมาให้ถึงเสียก่อน
ณ เวลานั้น สถานทูตสยามมีระเบียบว่า นักเรียนที่อยู่นอกปารีสจะเข้ากรุงได้ต้องขออนุญาตก่อน การมาประชุมจึงต้องทำกันอย่างเงียบเชียบ
ที่เลือกย่านนี้เป็นที่ประชุมก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะตัวแกนนำพักอาศัยอยู่แถบนี้กันเองอยู่แล้ว ปรีดีเล่าไว้ว่า ตัวเขาเช่าห้องอยู่ในอาคารหมายเลข 10 ถนนเด การ์ม (Rue des Carmes) ถนนข้างเคียงที่อยู่ห่างจากซอมเมอราร์เพียงไม่กี่ก้าวในย่านเดียวกัน ครั้งหนึ่ง ร้อยโทแปลกซึ่งไม่พอใจเจ้าของบ้านฝรั่งเศสที่ตนเช่าอยู่ มาขอให้ปรีดีช่วยหาห้องใหม่ใกล้ๆ กัน ปรีดีจึงบอกว่ามีห้องว่างติดกับห้องของตนพอดี แปลกจึงย้ายเข้ามาเช่าห้องนั้น ทำให้ว่าที่จอมพลกับว่าที่รัฐบุรุษกลายเป็นเพื่อนบ้านที่นอนอยู่ห้องติดกัน บทสนทนาเรื่องอนาคตของสยามจำนวนมากจึงเริ่มต้นจากผนังห้องที่แทบจะเอียงหูฟังกันได้ ก่อนจะขยับมาลงเอยที่ห้องเช่าใหญ่ริมถนนซอมเมอราร์ในเดือนกุมภาพันธ์นั้น
หากมีใครสักคนเดินเข้าไปในห้องประชุมนั้น สิ่งแรกที่น่าจะสะดุดตาคือ ‘ความหนุ่ม’ ของคนทั้งวง นี่ไม่ใช่ที่ประชุมของขุนนางผมหงอกหรือนายพลแก่ๆ แต่เป็นวงสนทนาของคนวัย 20 กลางๆ ถึงต้น 30 ถึงความฝันที่จะเปลี่ยนประเทศ
ปรีดี พนมยงค์ ลูกชาวนาจากอยุธยา นักเรียนทุนกระทรวงยุติธรรมที่กำลังจะคว้าดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายจากฝรั่งเศส ในวันนั้นเขาอายุเพียง 26 ปี คือผู้ซึ่งที่ประชุมมอบหมายให้ร่างหลักการและโครงการของระบอบใหม่ อีก 5 ปีต่อมา เขาจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยาม และอีกหลายปีถัดไปจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี
ผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมคือ ร้อยโท แปลก ขีตตะสังคะ นักเรียนโรงเรียนนายทหารปืนใหญ่ฝรั่งเศส วัย 29 ปี ชายคนเดียวกับที่อีกราว 10 ปีต่อมา จะกลายเป็น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้นำเผด็จการทหารและคู่ขัดแย้งคนสำคัญของปรีดีเอง แต่ในห้องเช่าที่ปารีสคืนนั้น เขายังเป็นเพียง ‘กัปตัน’ หนุ่มที่เพื่อนๆ ไว้ใจให้คุมวง
คนที่อาวุโสที่สุดในกลุ่มคือ ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี นายทหารกองหนุนผู้ไปเรียนรัฐศาสตร์ และเป็น ‘ตัวเชื่อม’ คนสำคัญ เพราะบทสนทนาเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งต้นจากที่เขากับปรีดีถกกันในร้านอาหารย่านนี้เองตั้งแต่ปี 2467 ที่น่าทึ่งคือ วันประชุม 5 กุมภาพันธ์ บังเอิญตรงกับวันคล้ายวันเกิดของเขาพอดี เขาจึงมีอายุครบ 30 ปีในวันนั้น แม้ภายหลังประยูรจะเล่าทำนองว่า เลือกวันนี้เพราะเป็น ‘ฤกษ์มงคล’ ตามวันเกิดของตน แต่ปรีดีแย้งไว้ในบันทึกว่า ที่จริงเป็นเพียงเรื่องจังหวะการเดินทางของตั้วเท่านั้น
ที่เหลือล้วนยังหนุ่มแน่นทั้งสิ้น ร้อยตรี ทัศนัย มิตรภักดี นักเรียนโรงเรียนนายทหารม้าฝรั่งเศส ลูกพระยานรินทรราชเสนี ผู้ได้ชื่อว่าใจร้อนและรักเพื่อนพ้อง อายุ 26 ปี, ตั้ว ลพานุกรม นักศึกษาวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาเอกในสวิตเซอร์แลนด์ ผู้เคยถูกเยอรมนีจับเป็นเชลยศึกในสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนสมัครเป็นทหารอาสา อายุ 28 ปี, หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) ผู้ช่วยราชการสถานทูตสยามประจำปารีส อดีตนายสิบตรีกองทหารอาสา และเป็นสมาชิกคนเดียวที่เป็น ‘คนใน’ ของระบบราชการ อายุ 28 ปี และคนสุดท้าย แนบ พหลโยธิน เนติบัณฑิตจากอังกฤษ หลานของพระยาพหลพลพยุหเสนา อายุ 26 ปี
รวมทั้งสิ้น 7 คน อายุน้อยที่สุด 26 ปี มากที่สุด 30 ปี เฉลี่ยแล้วไม่ถึง 28 ปี วัยที่คนรุ่นเดียวกันในปัจจุบันกำลังหาทางตั้งตัว ยังลังเลกับงานแรก ไม่กล้าตัดสินใจเรื่องใหญ่ในชีวิตตัวเองด้วยซ้ำ แต่ในห้องเช่าหลังนั้น พวกเขากำลังตัดสินใจเรื่องที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่พลเมืองสยามจะตัดสินใจได้ นั่นคือ จะเปลี่ยนเจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศ
สิ่งที่พวกเขาตกลงกันในห้องนั้นคือ พวกเขาตกลงกันว่าจะเปลี่ยนระบอบการปกครองสยาม จากระบอบที่กษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย ไปสู่ระบอบที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พวกเขาตกลงกันว่าจะยึดอำนาจโดยฉับพลัน หลีกเลี่ยงการนองเลือดให้ได้มากที่สุด โดยถอดบทเรียนจากการปฏิวัติฝรั่งเศสที่พวกเขาเห็นร่องรอยอยู่รอบตัวในเมืองนี้ ทั้งยังต้องทำให้เร็วและเรียบร้อย เพื่อไม่เปิดช่องให้มหาอำนาจเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสที่ล้อมสยามอยู่ ฉวยโอกาสเข้าแทรกแซง
ขณะเดียวกัน พวกเขาตั้งชื่อกลุ่มของตนว่า ‘คณะราษฎร’ ชื่อที่ตั้งใจให้สื่อว่าเป็น ‘กองหน้า’ ของราษฎร เป็นคณะที่ทำเพื่อราษฎร และวางโครงสร้างองค์กรแบบลับ ให้กรรมการกลางแต่ละคนเป็นหัวหน้าสาย คอยคัดเลือกผู้ที่ไว้ใจได้มาเป็นสมาชิกเพิ่มทีละน้อย สายละ 2 คนก่อน แล้วจึงแตกกิ่งก้านออกไป เป็นระบบเซลล์ที่รัดกุมจนทำให้แผนการนี้ดำเนินไปได้เงียบๆ ถึง 5 ปีโดยไม่ถูกจับได้
สุดท้าย หลัก 6 ประการโดยคณะราษฎรว่าด้วยเอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ สิทธิเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา ซึ่งกลายเป็นถ้อยแถลงต่อสาธารณชนในอีก 5 ปีถัดมา ก็เกิดขึ้นในห้องเช่าเล็กๆ ริมถนนซอมเมอราร์นี้เอง
จากห้องเล็กในปารีส สู่ลานพระบรมรูปทรงม้า
เมื่อนักเรียนทั้งเจ็ดทยอยกลับสยาม พวกเขาขยายแนวร่วมไปสู่นายทหารบกชั้นผู้ใหญ่ในช่วงปี 2472-2473 ดึงเอาพระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช และคนอื่นๆ ที่ไม่พอใจการบริหารบ้านเมืองของชนชั้นนำเดิมเข้าร่วม จนในที่สุด เช้าย่ำรุ่งวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แผนที่ร่างกันในห้องเช่าริมถนนซอมเมอราร์ก็ถูกลงมือจริง และสำเร็จภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง โดยแทบไม่เสียเลือดเนื้อ
90 กว่าปีให้หลัง มรดกของคณะราษฎรในแผ่นดินเกิดกลับค่อยๆ ถูกทำให้เลือนหาย หมุดคณะราษฎรหายไปจากลานพระราชวังดุสิตอย่างไร้ร่องรอย อนุสรณ์หลายแห่งถูกรื้อถอนหรือเคลื่อนย้าย สถานที่ที่เกี่ยวพันกับการอภิวัฒน์สยามถูกช่วงชิงไปจากการรับรู้ของคนรุ่นหลังทีละนิด
แต่ที่ปารีส บนถนนสายสั้นๆ กลางย่านนักศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป อาคารเลขที่ 9 ยังตั้งอยู่เงียบๆ ไร้ป้าย ไร้คำอธิบาย
ทุกวันนี้ ที่อยู่เลขที่ 9 ถนนซอมเมอราร์ คือที่ตั้งของโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่ง ชื่อ ‘Hôtel Jardin de Cluny’ โรงแรมระดับ 3 ดาว 40 ห้องในเครือ Best Western ที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกแวะเข้าพักกันคืนละหลายราย ด้วยทำเลที่ขนาบระหว่างน็อทร์-ดามกับซอร์บอนน์ หน้าโรงแรมเป็นถนนคนเดินไร้รถยนต์ มีแนวต้นไม้เขียวคั่นกลาง บรรยากาศสงบเงียบอย่างที่ปรากฏในรีวิวชื่นชมของนักเดินทาง
ทว่าคนไทยหลายคนที่สนใจในประวัติศาสตร์ของ ‘ราษฎร’ มักเดินไปชื่นชมโรงแรมแห่งนี้อยู่เนืองๆ รีเซปชันของโรงแรมหลายคนคุ้นเคยกับคนไทย และให้การต้อนรับคนไทยที่ผ่านเข้าไปในล็อบบีเป็นอย่างดี
บางที การที่จุดกำเนิดของคณะราษฎรอยู่กลางย่านละติน อาจมีความหมายเชิงสัญลักษณ์มากกว่าที่คิด เพราะนี่คือย่านของนักศึกษา ย่านของการตั้งคำถามต่ออำนาจ ย่านที่คนหนุ่มสาวรุ่นแล้วรุ่นเล่าออกมาท้าทายระเบียบเดิมบนท้องถนน
และในวันหนึ่งของปี 2470 ในห้องเช่าหลังเล็กๆ ที่นี่ คนหนุ่ม 7 คนที่อายุยังไม่ถึง 30 ก็ได้ทำสิ่งที่คนหนุ่มในย่านนี้ทำกันมาตลอด นั่นคือ กล้าจินตนาการว่าโลกที่ดีกว่าเป็นไปได้ แล้วลงมือทำให้มันเกิดขึ้นจริง