โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไชยชนก ซัด Meta ปล่อยไลฟ์อนาจาร ยาว 8 ชม. อ้าง 'AI ตรวจจับไม่เจอ' ฟังไม่ขึ้น จ่อแก้กฎกระทรวงเอาผิด

MATICHON ONLINE

อัพเดต 25 พ.ค. เวลา 12.57 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. เวลา 08.16 น.

ไชยชนก นำแถลงหลังหารือร่วมเมต้าปมไลฟ์สดอนาจาร อ้าง ผิดพลาดทางเทคนิคใช้ AI ตรวจจับไม่เจอ ลั่นฟังไม่ขึ้น เรียกข้อมูลทั้งหมดมาตรวจสอบใน 3-5 วัน จ่อแก้กฎกระทรวงเอาผิด ‘แพลตฟอร์ม’ ให้รับผิดชอบร่วม หากพบได้ประโยชน์จากไลฟ์สดจากการกระทำผิด

กรณีการไลฟ์สดลามกอนาจารบนแพลตฟอร์ม Facebook ที่เกิดขึ้นและถูกเผยแพร่เป็นวงกว้าง จนมีผู้เข้าชม กดไลก์ และแชร์จำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่า “อาชญากรรมทางไซเบอร์และคอนเทนต์ผิดกฎหมาย” วันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผู้กระทำเพียงคนเดียว แต่เป็นเรื่องของระบบแพลตฟอร์ม การเฝ้าระวังของภาครัฐ และพฤติกรรมการเสพสื่อของสังคมร่วมกัน

เบื้องต้น กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้เร่งตรวจสอบ URL ต้นทาง รวมถึงตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากพบว่าเป็นคนไทยหรืออยู่ในราชอาณาจักรไทย จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานนำเข้าข้อมูลลามกอนาจารเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เหตุการณ์นี้ ยังตั้งคำถามสำคัญต่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียว่า ระบบคัดกรองและระงับเนื้อหาผิดกฎหมายมีประสิทธิภาพเพียงใด เพราะแม้จะมี AI และระบบตรวจจับอัตโนมัติ แต่คอนเทนต์ลักษณะดังกล่าวกลับสามารถเผยแพร่และกลายเป็นไวรัลได้ในเวลาอันรวดเร็ว

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แถลงการเกี่ยวกับกรณีการไลฟ์สดลามกอนาจารบนแพลตฟอร์ม Facebook ภายหลังประชุมร่วม กับ คลาร่า โก๊ะ Director of Public Policy, Central Southeast Asia & ASEAN ของ Meta (บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก) และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นานกว่า 2 ชั่วโมง

โดยนายไชยชนก เปิดเผยว่า ช่วงสองวันที่ผ่านมากระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงได้เรียกประชุม และมีการทำงานตั้งแต่วันเสาร์มาถึงวันนี้ โดยวันนี้เป็นการเรียกประชุมอีกครั้ง กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าของแพลตฟอร์ม ซึ่งได้รับเกียรติจาก ตัวแทน meta มาชี้แจงในหลากหลายประเด็น นานกว่า 2 ชม.

ซึ่งหลังจากนี้ จะต้องดำเนินคดีกับ คอนเทนต์ ครีเอเตอร์ และแพลตฟอร์ม และจะมีการปรับกฎกระทรวง ม.15 เพราะเดิมจะให้เวลาแพลตฟอร์ม 24 ชั่วโมง เพื่อดำเนินการระงับแอคเคาท์ที่กระทำผิดกฎหมาย แล้วแพลตฟอร์มไม่ต้องมารับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะถือว่าให้ความร่วมมือ แต่หลังจากนี้จะต้องมีการปรับกฎกระทรวงให้เหมาะสมกับแต่ละเนื้อหาที่เกิดขึ้นหากพบว่ามีการปล่อยปละละเลย ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจะต้องรับผิดชอบร่วมกันด้วย ภายใต้กฎหมายถือครองบัญชีม้า เพราะเดิมหลักเกณฑ์ของกฎหมายบัญชีม้า ถ้ามีการกระทำความผิดของยูสเซอร์ในแพลตฟอร์มที่นำไปสู่การสูญเสียเงิน แพลตฟอร์มก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่เมื่อขยายขอบเขตของกฎหมายให้ครอบคลุมขึ้นแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของการไม่ใส่ใจดูแลที่จะป้องกันสิ่งที่เกี่ยวข้อง แพลตฟอร์มก็จะรับผิดชอบในทุกกรณี

นายไชยชนก ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังรอข้อมูลและรายละเอียดจากทาง meta เพราะ meta ให้การยืนยันว่า เรื่องนี้ meta เข้มงวด จริงจังและใส่ใจ โดย meta จะมีการเรียกประชุมในระดับ Global ซึ่งหลังจากนี้ตนเองจะเข้าไปพูดคุยกับ meta อีกครั้ง

ทั้งนี้สิ่งที่ meta ได้มีการดำเนินการไปแล้ว คือการเอาแอคเคาท์ ทั้ง 5 บัญชีออกจากระบบแล้ว และยังได้นำตัวคอนเทนต์ต่างๆ เข้าไปอยู่ในระบบของการตรวจสอบของเอไอ เพื่อไล่กวาดล้างคอนเทนต์ลักษณะนี้ในแพลตฟอร์มอื่นๆ และเพื่อให้คอนเทนต์ถูกระงับจนไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งหากพบว่ามีการนำคอนเทนต์เหล่านี้ไปตัดต่อ ก็จะสามารถดำเนินการเพื่อป้องกันการเผยแพร่ ได้ทันที

ส่วนกรณีที่ meta ไม่ได้ทำการปิดแอคเคาท์ทันที แต่ปล่อยให้มีการไลฟ์ยาวนานได้ 7-8 ชั่วโมงนั้น นายไชยชนก อธิบายว่า meta มีการชี้แจงว่า แอคเคาน์ดังกล่าวได้ใช้ เอไอ สวิซ หรือการสลับภาพ เพื่อให้หลุดพ้นจากการตรวจสอบของระบบ เช่น การแปะภาพของบุคคลกำลังนั่งคุยกัน รวมถึงการใส่หน้ากาก ทำให้ระบบของ meta ไม่สามารถตรวจจับได้

ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่า การที่ meta อ้างว่า เอไอไม่สามารถตรวจจับได้นั้น ถือว่าฟังไม่ขึ้น

“จะมาบอกว่า อัลกอริทึม จับไม่ได้ หรือ บีนายคอนเทนต์ (benign content) ที่โผล่ขึ้นมา ในไม่กี่วินาที ฟังไม่ขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ meta ได้เข้าใจในความจริงจังของเรา เราจะรอดู solution ในการหาทางออก และ meta โดย Global จะหาทางออกที่เป็นรูปธรรมได้ดีกว่านี้ในอนาคต”

เมื่อถามว่า สุดท้ายไม่สามารถเอาผิดกับแพลตฟอร์ม คือเฟซบุ๊ก ในเรื่องนี้ได้ใช่หรือไม่นั้น นายไชยชนก กล่าวว่า หากยอมรับว่ามีช่องโหว่หรือไม่ในเรื่องนี้ ก็ยอมรับว่ามี เพราะเป็นช่องโหว่ด้วยระยะเวลา 24 ชั่วโมงที่ให้แพลตฟอร์มระงับ แต่ยังมีเกณฑ์อื่นๆ อีกที่จะนำเอามาพิจารณาได้เอาผิด

เมื่อถามการแชร์ก็จะถือว่ามีความผิดด้วยหรือไม่ นายไชยชนก ระบุว่า ตามที่โฆษกรัฐบาลได้แถลงไปแล้ว การกดแชร์ถือว่า เป็นการกระทำความผิดร่วมด้วย ส่วนการดู การไลก์ และการคอมเมนต์ ยังไม่ถือเป็นการเผยแพร่ร่วมกันเพิ่มเติม แต่ถ้ามีการกดไลก์เยอะ จะทำให้คอนเทนต์ในลักษณะนี้ มีอัลกอริทึมทำให้ถูกเผยแพร่ได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมตนเองจึงต้องขอ อัลกอริทึม จากเฟซบุ๊กมาตรวจสอบ ซึ่งหากตรวจสอบเชิงลึกแล้วพบว่า มีการไลก์ คอมเมนต์แล้วทำให้เกิดการเผยแพร่เพิ่มขึ้น ก็จะถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเอาผิด ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นแนวคิดของตนเองในการนำไปดำเนินการเอาผิดแต่ต้องอยู่ถายใต้ของกฎหมายที่จะต้องปรึกษากับทีมกฎหมายก่อน

ส่วน 5 บัญชีจะเป็นคนกลุ่มเดียวกันหรือไม่ และเป็นคนไทยหรือไม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอข้อมูลของทางเฟซบุ๊กชี้แจงกลับมา

ทั้งนี้นายไชยชนก ยังเตือนด้วยว่า หากคนที่ไปหากดลิงก์รับชมย้อนหลัง อาจจะมีการแฝงลิงก์ที่เป็นสแกมเมอร์ หรืออาชญากรรมทางไซเบอร์ จึงขอความร่วมมืออย่าไปตามหาและกดลิงก์ดังกล่าว หากพบเจอให้กดรายงานทันที

นายไชยชนก ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงคำชี้แจงของทาง meta อีกว่า meta ได้ชี้แจงว่า เขามีมาตรการดำเนินการแก้ไข ส่วนที่เอไอตรวจจับไม่เจอ เพราะมีการใช้บีนาย ซึ่งบีนายดังกล่าว meta ชี้แจ้งอ้างว่าไม่ผิดหลักมาตรฐานชุมชนของแพลตฟอร์มที่เข้ามาแทรก แต่ตนเองไม่ทราบว่า ใน 7-8 ชั่วโมงแทรกมาเป็นระยะเวลาเท่าไร แต่คาดว่าน่าจะเข้ามาเป็นช่วงๆ ซึ่งคำชี้แจงดังกล่าวของ meta ถือว่า ฟังไม่ขึ้น หากเอไอกำลังตรวจสอบอยู่ ก็ควรจะต้องชัด และเห็นในพฤติกรรมดังกล่าว

ดังนั้นกระทรวงจึงได้ให้ meta เปิดมาว่า เขาทำอย่างไรในการปิดกั้น ในการตรวจจับ รวมถึงการปรับเกณฑ์การรีพอร์ต ไม่โปรโมตคอนเทนต์ว่ามีการดำเนินการสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างไร ซึ่งทั้งหมดจะต้องรอข้อมูลก่อน เพราะทาง meta จะไปประชุมระดับ Global แล้วจะส่งข้อมูลทั้งหมดที่ขอกลับมาภายใน 3-5วัน

ทั้งนี้ meta ยังอ้างอีกว่า การเทคดาวน์ (การระงับ) ของระบบที่ผ่านมามีผลถึง 25% และมีการตอบสนองหลังแจ้งเรื่องไป โดยสามารถปิดกั้นได้ถึง 95% ของทั่วโลก และส่วนที่เราเห็นถือเป็นส่วนน้อยมากๆ เพราะ meta มีมาตรการต่างๆ ทำให้กระทรวงฯต้องรอเอกสารหลักฐานที่กล่างอ้างมา แต่ตนเองมองว่า การตอบสนองของ meta ในการระงับยังมีความล่าช้ามานานมากแล้ว หลังจากกดรายงานไปทั้งเฟคนิวส์ การขายของไม่ตรงปก และเรื่องอื่นๆ

นายไชยชนก ยังกล่าวอีกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น กระทรวงจะต้องหารือในการประชุมกันไม่ใช่แค่เฉพาะในหน่วยงาน แต่ต้องเป็นการประชุมกับ ครม.ทั้งคณะ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องคอนเทนต์อนาจาร แต่เรื่องต่างๆ ในแพลตฟอร์ม สามารถส่งผลเชิงลบกับสังคมไทยและเยาวชนไทย หากปล่อยทิ้งไว้ อาจจะส่งผลในระยะยาวของประเทศ และเรื่องแพลตฟอร์มต่างๆ เราต้องคำนึงถึง ภูมิรัฐศาสตร์ เพราะอาจจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

ด้านนายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ระบุว่า หลังได้มีการตรวจสอบพบว่ามีการเผยแพร่วีดีโอไลฟ์ ตรวจพบเพิ่มเติมเป็น 5 บัญชี ทางกระทรวงจึงได้รวบรวมข้อมูลและส่งให้ตำรวจ ไซเบอร์ และตำรวจปอท.เพื่อใช้ในการดำเนินคดี ซึ่งการกระทำความผิดตรงนี้ ผู้ที่เผยแพร่มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.17 ส่วนแพลตฟอร์ม อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งทางรัฐมนตรีได้ให้แพลตฟอร์มส่งข้อมูลมาชี้แจง

นอกจากนี้ กระทรวงยังมีอำนาจในการขอข้อมูลจาก meta มาดูเรื่องของมาตรการป้องกันความเสี่ยงของ meta ว่ามีมาตรการในการตรวจสอบเป็นอย่างไร และการเอาลงเป็นอย่างไร หลังจากนั้นจะใช้วิเคราะห์เพื่อนำมาปรับประกาศของกระทรวง เรื่องการของระยะเวลาการดำเนิน 24ชั่วโมงของแพลตฟอร์ม

นายชัยชนะ ยังกล่าวถึงการเอาผิดแพลตฟอร์มด้วยว่า จะต้องไปดูการระงับการเผยแพร่ ว่าแพลตฟอร์มมีความยินยอม สนับสนุนหรือได้ประโยชน์หรือไม่ โดยต้องรวบรวมข้อมูลก่อน ถ้ามีการได้ประโยขน์ สนับสนุนยินยอม ก็จะมีความผิดร่วม ตาม ม.15 ส่วน พ.ร.บ.คอมผิวเตอร์ เอาผิด แพลตฟอร์มได้หรือไม่นั้น นายชัยชนะ ระบุว่า สามารถเอาผิดได้ แต่ต้องรอการชี้แจงข้อมูลจาก meta ก่อน

ขณะที่ พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทําความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลย กล่าวว่า หลังจากที่เป็นข่าว เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาทางศูนย์โซเชียลของส่วนกลางได้ตรวจพบมีการไลฟ์สด 3 แอคเคาท์/ส่วนวันอาทิตย์อีก 2 แอคเคาท์ รวม 5 แอคเคาท์ ซึ่งเป็นบัญชีอวตาร มีการใช้รูปของบุคคลอื่นที่หน้าตาดีมาเป็นโปรไฟล์ ซึ่งยังไม่สามารถตรวจสอบต้นทางได้ ว่ามาจากไทยหรือต่างประเทศ อีกทั้งการไลฟ์สดนี้ มีการแนบลิงก์เพื่อเก็บข้อมูลของผู้เข้าดูหรือศัพท์ทางไซเบอร์ เรียกว่า ฟิชชิ่ง หรือ การหลอกลวงทางไซเบอร์ที่มิจฉาชีพปลอมตัวเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ฯ ม.14

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลด้วยว่า มีการฟิชชิ่งข้อมูล เชื่อมโยงไปยังโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ต่างประเทศจอร์เจียด้วย ซึ่งเราเองก็ต้องไปตรวจสอบต่อว่า การเก็บข้อมูลดังกล่าว เก็บไปทำอะไร ทั้งนี้ เชื่อว่าทำเป็นกระบวนการ หากมีการแนบลิงก์ มีการทำฟิชชิ่ง มีการรีโพสต์ หรือมีการนำไปรีโพสต์ที่เกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์

“Meta ชี้แจงต่อหน่วยงานไทยว่า ระบบ AI ของบริษัทมีประสิทธิภาพในการตรวจจับและปิดกั้นคอนเทนต์ผิดกฎในเชิงรุก (proactive detection) ได้ถึง 95% ทั่วโลก แต่กรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอาจเกิดจากผู้กระทำผิดพยายามหลบเลี่ยงระบบตรวจจับ ด้วยการใช้ “benign content” หรือคอนเทนต์ทั่วไปสลับแทรกเข้ามาระหว่างการไลฟ์ รวมถึงมีการใช้หน้ากากปิดบังใบหน้า และใช้ข้อความผสมหลายภาษาเพื่อลดโอกาสถูกตรวจจับจากระบบอัตโนมัติ” พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ กล่าว

พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ กล่าวต่อว่า Meta ยืนยันว่าจะนำข้อมูลและรูปแบบการหลบเลี่ยงที่ฝ่ายไทยส่งให้ไปปรับปรุงอัลกอริทึมและระบบตรวจจับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการรับมือกับคอนเทนต์ลักษณะเดียวกันในอนาคต อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยังมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวใช้เวลาปรากฏบนแพลตฟอร์มนานเกินไป เพราะบางไลฟ์มีความยาวถึง 7-8 ชั่วโมง จึงต้องมีการตรวจสอบกระบวนการตอบสนองและการเทกดาวน์ของแพลตฟอร์มเพิ่มเติม ว่าเหตุใดจึงไม่สามารถระงับได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงแรกของการเผยแพร่

ขณะที่ พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า ครั้งแรกที่เกิดขึ้นทางตำรวจไซเบอร์ก็ได้มีการประสานงานแอ็คชั่นทันที แต่ก็ยังมีการกระทำผิดในครั้งที่สอง ซึ่งทางเฟซบุ๊กบอกว่าเขาก็มีมาตรฐานในการตรวจสอบแล้ว ทางเราก็ส่งข้อมูลให้กับทางเฟซบุ๊กไป เพื่อดูถึงพฤติกรรมของคนร้ายที่มีการหลบเลี่ยง เช่น การใส่หน้ากากที่ให้ AI ตรวจสอบไม่เจอ หรือมีการใช้คำพูดเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิดมาตรฐาน โดยยืนยันว่า หลังเกิดเหตุได้มีการประสานข้อมูล เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของบัญชีทันที

ทั้งนี้ จากการไปตรวจสอบขณะที่มีการไลฟ์สด พบว่ามีหลักหมื่นคนในการเข้าไปดู มีการนำวิดีโอขณะไลฟ์สด ไปอยู่ในเว็บอนาจาร รวมถึงนำไปเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งเราก็จะตรวจสอบคนที่เอาคลิปดังกล่าวไปหาประโยชน์ด้วย

ดังนั้น จึงอยากขอเตือนบุคคลที่เอาไปเผยแพร่ ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อีกทั้งคนที่ส่งต่อก็มีความผิดเช่นกัน ซึ่งทางเฟซบุ๊กเองก็จะนำข้อมูลที่เราขอไป ส่งกลับมาเป็นหลักฐานเพื่อไปดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเช่นกัน

โดยหลักการในการเอาผิดแล้ว ถ้าเฟซบุ๊กให้ข้อมูลมา ก็สามารถดำเนินคดีได้ไม่ยาก เพราะมีพยานหลักฐานหลายส่วน และจะต้องดำเนินคดีกับคนไทยเป็นหลักที่นำมาเผยแพร่ต่อ แต่หากคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ไม่ใช่คนไทยแล้วมาจากประเทศอื่น ก็จะนำข้อมูลไปให้อินเตอร์โพลหรือประเทศนั้นๆ พิจารณาในการดำเนินการ ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับกฎหมายแต่ละประเทศด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไชยชนก ซัด Meta ปล่อยไลฟ์อนาจาร ยาว 8 ชม. อ้าง ‘AI ตรวจจับไม่เจอ’ ฟังไม่ขึ้น จ่อแก้กฎกระทรวงเอาผิด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...