โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

‘รักษาฟรี’ งบพุ่งแต่ไม่พอ เข้าสู่ยุค 'คุมเพดานรายจ่าย’ ?

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“กรุงเทพธุรกิจ” นำเสนอ “รักษาฟรี” อยู่ไม่ไหวแล้วหรือไม่ ? สะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายใต้ “รักษาฟรี” ทั้งหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง” รวมถึง สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ และกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็น 3 กองทุนหลักของระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ
ตอนที่ 1 “ยื่นรื้อใหญ่ พ.ร.บ.บัตรทอง รอบ 24 ปี เปิดช่องร่วมจ่ายส่วนเกินจากสิทธิพื้นฐาน”

ตอนที่ 2 “ส่องสถานะการเงิน ‘รพ.รัฐ’ สิ่งที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ ‘รักษาฟรี’

ส่วนตอนที่ 3 นี้จะฉายภาพถึง “งบประมาณที่ใช้รักษาฟรี” ซึ่งพบว่า “ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพโตกว่าจีดีพี” และแนวทางดำเนินการเริ่มปรับเข้าสู่ยุค “จำกัดเพดานรายจ่าย’

ค่ารักษาโตแซงจีดีพี

จากปี 2565 ถึงปี 2568 ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นราว 4 %ต่อปี ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ในช่วงปีเดียวกันขยายตัวเพียง 2.0 - 2.5% ต่อปี เมื่อพิจารณางบประมาณปี 2568 แยกเป็นรายกองทุน พบว่า

  • สิทธิบัตรทอง ปี 2568 จำนวน 168,296.8867 ล้านบาท ครอบคลุมประชากรจำนวน 47.157 ล้านคน คิดเป็นอัตราเหมาจ่ายรายหัว จำนวน 3,856.08 บาทต่อราย ส่วนปีงบประมาณ 2567 อยู่ที่ จำนวน 152,738.2409 ล้านบาท
  • สิทธิประกันสังคม ปี 2568 ประมาณการค่าบริการทางการแพทย์ จำนวน 74,388.94 ล้านบาท ครอบคลุมประชากรจำนวน 14.46 ล้านคน คิดเป็นอัตราเหมาจ่ายรายหัว จำนวน 5,142.92 บาทต่อราย ส่วนปีงบประมาณ 2567 อยู่ที่ 70,499.27 ล้านบาท
  • สิทธิสวัสดิการข้าราชการ ปี 2568 จำนวน 93,800 ล้านบาท (เบิกจ่าย 106,740 ล้านบาท)ครอบคลุมประชากร จำนวน 4.81 ล้านคน เฉลี่ยรายละ 19,501.04 บาท ส่วนปีงบประมาณ 2567 ได้รับเงินจัดสรร จำนวน 79,565 ล้านบาท (เบิกจ่าย106,557 บ้านบาท)

ทั้งนี้ มีการคาดว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพภาพรวม ภายใต้สิทธิบัตรทอง ,สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและประกันสังคม ในช่วง 10 ปีจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า โดยปี 2566 อยู่ที่ 3 แสนล้านบาท และมีการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2576 จะอยู่ที่ 6 แสนล้านบาท

“การเติบโตของค่าใช้จ่ายสุขภาพโตเร็วกว่าจีดีพี และค่าใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในปี 2576 จะเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ไปอีก 2 เท่า ถ้าไม่ทำอะไรเลย เพราะฉะนั้นจะต้องทำอย่างไรในการรองรับสถานการณ์ท้าทายแบบนี้” ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) กล่าวในการสัมมนาเชิงนโยบาย (ระดับประเทศ) ของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข(กมธ.สธ.) วุฒิสภา

กำหนดเพดานค่าใช้จ่าย

ภาพรวมการใช้งบประมาณค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ โดยเฉพาะ “รักษาฟรี”ในทุกระบบ แม้ “เม็ดเงิน”จะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ก็ “ไม่เพียงพอ” เพราะงบประมาณประเทศ “มีอยู่เท่านี้” จึงเริ่มเห็นการขยับสู่แนวทางการ “กำหนดเพดานค่าใช้จ่าย”รวมของระบบบริการสุขภาพ เพื่อควบคุมไม่ให้งบประมาณด้านสุขภาพขยายตัวเกินกรอบที่รัฐสามารถรับได้

ในส่วนของรพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุข(รพ.สธ.) มีการมอบนโยบายชัดเจนในปี 2569 โดย 1 ในภารกิจของผู้บริหารรพ. คือ การบริหารจัดการต้นทุนและควบคุมเกณฑ์การติดตามและประเมินผล (M&E) อย่างเคร่งครัด รองรับ “ระบบการจำกัดเพดานรายจ่าย (Spending Cap)” และการนำระบบ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

มีการขยายความ “Spending Cap” ในบริบทของสธ. หมายถึง การจำกัดการใช้จ่ายของรพ.ให้อยู่ในงบที่กำหนด ไม่สามารถขยายบริการหรือใช้ทรัพยากรเกินงบที่จัดสรรไว้ได้ง่ายเหมือนในอดีต และต้องบริหารต้นทุนเข้มขึ้น เช่น การใช้ยาและเวชภัณฑ์ การบริหารเตียง และการส่งต่อผู้ป่วย เป็นต้น

ทั้งนี้ ได้มีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาใช้งบประมาณอย่างสมเหตุผล ใน 2 ระดับ คือ ระดับส่วนกลาง และระดับเขตสุขภาพ เพื่อให้การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและตามความจำเป็นของผู้ป่วย

บัตรทองลดต้นทุน - จัดบริการเน้นคุณค่า

ขณะที่ “กองทุนบัตรทอง” ระบบรักษาฟรีที่ครอบคลุมประชากรมากที่สุด มีแนวทางที่จะให้พึ่งพาการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ผลิตในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ใช้งบฯจัดซื้อต่ำกว่าการนำเข้า และเป็นการสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ

เรื่องของสิทธิประโยชน์นั้น ภายใต้งบประมาณที่จำกัด และไม่สามารถรองรับบริการได้ “ทุกอย่างในทุกโรค” ได้มีการเรียกร้องให้มีการพิจารณา “จัดลำดับความสำคัญและจำเป็น” โดยนำ “บริการ”ที่จำเป็นมากกว่าเข้ามาเป็นสิทธิประโยชน์ก่อน ขณะเดียวกันก็ควร “ทบทวนและเพิกถอนสิทธิประโยชน์เก่า” หากเห็นว่ายังไม่ใช่ “ความจำเป็นที่สุด”
รวมถึง ปรับสู่“แนวทางการจัดบริการสุขภาพแบบเน้นคุณค่า (Value-Based Healthcare : VBHC)” ที่เปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณจากการจ่ายตาม "ปริมาณการรักษา" เป็นการจ่ายตาม "ผลลัพธ์ทางสุขภาพ"

เปิดทางข้าราชการเลือกใช้สิทธิ

สำหรับ “สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล” ที่มีการเบิกจ่ายงบฯเกินกว่าที่ตั้งไว้ และมีอัตราค่าใช้จ่ายต่อหัวประชากรสูงว่า “ระบบ”อื่นมากนั้น รัฐบาลได้มีการขอให้สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับกรมบัญชีกลาง และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ศึกษาวิธีการนำ “ระบบ ประกันสุขภาพ” มาใช้เพื่อทดแทนระบบปัจจุบัน

นอกจากนี้ มาตรการระยะสั้นที่กรมบัญชีกลาง อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล โดยมีประเด็นที่สำคัญ

เช่น ให้อิสระในการเลือกไม่ใช้สิทธิ โดยข้าราชการสามารถเลือกได้ว่าจะให้บุคคลในครอบครัว ได้แก่ พ่อ แม่ คู่สมรส บุตร ว่าจะใช้สิทธิข้าราชการหรือไม่ เพื่อเปิดทางให้คนในครอบครัวสามารถไปใช้สิทธิบัตรทอง หรือประกันสังคมได้ หากต้องการ

และทุจริต 1 คน ตัดสิทธิทั้งบ้าน โดยข้าราชการต้องรับผิดชอบพฤติกรรมการใช้สิทธิของคนในครอบครัว หากพบว่ามีการใช้สิทธิโดยทุจริต เช่น พฤติกรรมตระเวนช้อปปิ้งยาเพื่อนำไปขายต่อ จะทำการระงับสิทธิของทุกคนในครอบครัว รวมถึงตัวข้าราชการด้วย

ศึกษาซื้อประกันเอกชน-เพิ่มเงินสมทบ

แม้ว่ากองทุนประกันสังคม จะไม่ได้เป็นรักษาฟรีจากงบประมาณ 100 % เพราะมีการจ่ายเงินสมทบของผู้ประกันตนและนายจ่าย แต่ก็มีส่วนที่รัฐบาลสมทบเข้ามาด้วย ก็มีการขยับเพื่อปฏิรูปเช่นกัน เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอในการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ “วัยแรงงาน” ลดจำนวนลง แต่ “วัยสูงอายุ”มากขึ้น
ที่ผ่านมาก็เคยมีแนวคิดในการแก้ปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาลของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ซึ่งมีรพ. เอกชน เป็นคู่สัญญา แต่มีการร้องเรียนเรื่องอัตราการจ่ายค่ารักษาน้อย โดยอาจจะมีการปรับเปลี่ยนจากการที่กองทุนประกันสังคมบริหารจัดการเรื่อง “รักษาพยาบาล” มาเป็นการซื้อประกันสุขภาพ จากบริษัทประกันสุขภาพเอกชนแทน

และที่ดำเนินการไปแล้ว คือ “เพิ่มรายได้เข้ากองทุน” ด้วยการ “ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ” จากเดิมจ่ายสมทบสูงสุด 750 บาทต่อเดือน เป็นจ่ายสมทบสูงสูด 850 บาทต่อเดือน ในระยะที่ 1 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 คาดการณ์ว่าระยะที่ 1 จะทำให้มีรายได้จัดเก็บในปี 2569 ประมาณ 258,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 21,000 ล้านบาทต่อปี
ส่วนระยะที่ 2 จะตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2572 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2574 จำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2575 เป็นต้นไป จำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และไม่เกินเดือนละ 23,000 บาท
เมื่อสถานการณ์ภาพรวมเป็นเช่นนี้ คงจะถึงเวลาของการ “ปฏิรูปสวัสดิการรักษาฟรีทุกระบบ”แล้วหรือไม่ แต่ “แนวทางใด” ที่เหมาะสม ติดตามตอนจบ “รักษาฟรี” อยู่ไม่ไหว? ซึ่งจะเป็นข้อเสนอจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อทำให้ “ระบบมีความยั่งยืน” ไม่ใช่ “การยกเลิกรักษาฟรี”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...