โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ทนายตั้มยื่นDSIเช็คบิล2พยานอ้างเตี๊ยมขี้นศาลโยงอดีตรองนายกฯ-สื่ออาวุโส

Amarin TV

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว
ไฟแค้นลุกโชน!

ไฟแค้นลุกโชน!"ทนายตั้ม" หอบเอกสารร้องดีเอสไอเช็คบิล 2 พยาน อ้างเตี๊ยมขึ้นศาล ตอบแทนได้โครงการรัฐ พบมีคนอยู่เบื้องหลังระดับ อดีตรองนายก-สื่ออาวุโส

วันนี้ (16 มิถุนายน 2569) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อขอให้ตรวจสอบโครงการบางโครงการของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT โดยอ้างว่าพบข้อมูลที่น่าสงสัยว่าอาจมีการฮั้วประมูลและตกลงแบ่งงานกันล่วงหน้า ซึ่งเกี่ยวโยงกับคดีที่ตนเองกำลังต่อสู้ในชั้นศาล

นายษิทรา ระบุว่า หลักฐานที่นำมายื่นในวันนี้ ประกอบด้วยข้อมูลเทราไบต์และข้อมูลการใช้โทรศัพท์ รวมถึงเอกสารและข้อความสนทนาในกลุ่มไลน์ ที่พบขณะที่สืบพยานคดีฉ้อโกงของ "เจ๊อ้อย" ตนจึงให้น้องสาวรวบรวมข้อมูล ก่อนที่ตนออกจากเรือนจำมาหาข้อมูลเพิ่มเติม จนมีหลักฐานแน่ชัด โดยในแชตดังกล่าวพบว่าอยู่ในโทรศัพท์ของ 2 พยานในคดีฉ้อโกงเจ๊อ้อย (นายเขมวัฒน์ บัวลาศ (ปีเตอร์) และนางพจมาน บัวลาศ (มี่) ) จึงเป็นรายละเอียดที่ยืนยันได้ว่า มีลักษณะเข้าข่ายการกระทำความผิด “ฮั้วประมูลโครงการของรัฐ” ซึ่งในแชตมีการพูดคุยลักษณะให้เลือกงานจากโครงการของ AOT ว่าต้องการรับงานใด พร้อมระบุว่ามีงานมูลค่าประมาณ 74.9 ล้านบาท และอีกกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัทเอกชนรายหนึ่ง (บริษัทของปีเตอร์และมี่) ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทติดตั้ง ระบบอินเทอร์เน็ตภายในท่าอากาศยานรวมทั้ง การจัดการจราจรเส้นถนนภายในท่าอากาศยาน ที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อบริษัท

ทนายตั้ม ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการตกลงเลือกงานกันผ่านกลุ่มไลน์จริง ย่อมต้องตรวจสอบว่ามีการดำเนินการประมูลตามขั้นตอนหรือไม่ หรือมีการ “จิ้มเลือก” ให้เอกชนบางรายได้รับงาน พร้อมอ้างว่าในอีกกลุ่มสนทนายังมีการกล่าวพยานทั้ง 2 รายนี้ ที่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนรวมเกือบ 100 ล้านบาท จากการเข้าไปเป็นพยานในคดีของตน

นายษิทรา เปิดเผยอีกว่า ไทม์ไลน์ของเหตุการณ์มีความเชื่อมโยงกัน โดยระบุว่าพยาน 2 คนในคดีของตน ได้เดินทางไปยัง “บ้านพระอาทิตย์” ซึ่งมีสื่ออาวุโสเป็นเจ้าของบ้าน ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2567 โดยมีนายตำรวจระดับสูง 2 นายเข้าร่วม จากนั้นวันที่ 26 ตุลาคม 2567 จะมีการทำใบเสนอราคาโครงการต่าง ๆ และ วันที่ 28 ตุลาคม 2567 พยานทั้งสองเข้าให้การกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม และวันที่ 30 ตุลาคม 2567 มีการรับเงินสดจำนวน 1 ล้านบาท รวมถึงได้รับงานจากภาคเอกชนเพิ่มเติม นอกจากนี้บ้านพระอาทิตย์ยังเปรียบเสมือน “ทำเนียบรวมบุคคลที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับตนเองที่จ้องจะเล่นงาน” อีกทั้งในห้วงเวลาดังกล่าวก็มีอดีตรองนายกรัฐมนตรีที่มีมีอำนาจ แม้จะไม่ได้กำกับดูแล AOT แต่สามารถโน้มน้าวหรือชักจูงให้ 2 พยานดังกล่าวได้งานจาก AOT

ทนายตั้มยืนยันว่า พยานในคดีของตนเป็น “พยานที่ถูกปรุงแต่ง” ซึ่งไม่เป็นไปตามกระบวนการของพยาน พร้อมอ้างถึงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่กำหนดว่าพยานที่เกิดจากการจูงใจหรือมีคำมั่นสัญญาไม่ควรรับฟัง โดยระบุว่า ในชั้นศาลมีการยอมรับว่ามีการรับเงินสด 1 ล้านบาทจริง และได้รับงานจาก AOT มูลค่าหลายสิบล้านบาท ซึ่งตนต้องการให้ดีเอสไอตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งการมาร้องดีเอสไอในวันนี้ ตนมาในฐานะประชาชน ที่พบว่ามีการกระทำความผิด พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นการยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน เนื่องจากการเบิกความพยานสิ้นสุด และมีการพิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นการยุ่งเหยิงกับพยาน แต่ยอมรับว่าการฟ้องร้องครั้งนี้เกิดจาก “ไฟแค้น” ที่ตนเป็นผู้ถูกกระทำ รวมถึงครอบครัว ลูก-ภรรยา และพี่สาวภรรยา ก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม นายษิทรา ระบุว่า แม้จะมีความคับข้องใจจากการถูกดำเนินคดีจนส่งผลกระทบต่อครอบครัว แต่การยื่นเรื่องครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแก้แค้นส่วนตัวเพียง หากต้องการให้ตรวจสอบว่ามีการทุจริตหรือฮั้วประมูลในโครงการของรัฐหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศและภาษีของประชาชน

ทั้งนี้ นายษิทรา ได้ขอให้ดีเอสไอรับเรื่องไว้ตรวจสอบ และหากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ก็ขอให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน โดยให้เหตุผลที่เลือกยื่นต่อดีเอสไอ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ ขณะที่คดีเดิมของตนอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นผู้ทำสำนวนคดีที่ตนกำลังต่อสู้อยู่ในปัจจุบัน

ส่วนการใช้ชีวิตหลังออกมาจากเรือนจำนั้น ตนก็ไม่ได้ไปทำบุญเพราะคิดว่าพระไม่ได้ช่วยอะไร “ช่วยตัวเองดีที่สุด” และอยากใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ส่วนภรรยาจะไปทำบุญกับลูกให้สบายใจก็เป็นเรื่องของเขา นอกจากนี้ภรรยาสั่งไว้ว่า “อย่าไปมีเรื่องกับตำรวจเพราะเขาเป็นคนเขียนสำนวน” แต่ภรรยาก็ไม่ได้สั่งห้าม ว่าห้ามยุ่งกับ “อดีตรองนายกฯ” ที่มีอำนาจเหนือกว่าตำรวจ ซึ่งหลังจากนี้ตนจะเปิดรับให้ชาวบ้านมาร้องเรียน แต่ไม่รับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ

ส่วนการฟ้องบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในคดีตน ขณะนี้ยังไม่ได้คิดดำเนินการ แต่ส่วนเรื่องการท้าดื่มปัสสาวะจำนวน 142 แก้ว ก็ยังคงเดิม เพราะคดียังไม่ถือว่าสิ้นสุด

ส่วนเรื่องที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมตนออกมาจากเรือนจำแต่ผมยาวนั้น ตอนเป็นผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีจึงไม่จำเป็นต้องตัดผมสั้นเกรียน ต่างจากนักโทษชั้นเด็ดขาด ซึ่งตนสามารถไว้รองทรงได้

ขณะที่ พันตำรวจตรีวรณัน เปิดเผยว่า ภายหลังจากวันนี้นายษิทราได้นำเอกสารและพยานหลักฐานมายื่นต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งมีข้อสงสัยจากคำให้การของพยานบางปากว่า อาจมีการตกลงร่วมกันในการเสนอราคา หรือเข้าข่ายการฮั้วประมูลนั้น เบื้องต้นดีเอสไอได้รับเอกสารไว้เรียบร้อยแล้ว

หลังจากนี้จะมีการพิจารณาในรายละเอียด ก่อนเสนอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจตามกฎหมายของดีเอสไอที่จะรับดำเนินการหรือไม่ พร้อมยืนยันว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้นที่ผ่านมาดีเอสไอยังไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวมาก่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...