‘องคมนตรี’ ในวงประชุมภัยแล้ง กับปฏิบัติการขยายผลของ ‘พรรคส้ม’
การประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา เดิมเป็นเพียงวงประชุมติดตามสถานการณ์ภัยแล้งของรัฐบาล เพื่อประเมินผลกระทบด้านน้ำ ภาคเกษตร และมาตรการช่วยเหลือประชาชนในหลายจังหวัดที่เริ่มเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำ
แต่หลังมีภาพคณะองคมนตรีเข้าร่วมประชุมร่วมกับรัฐบาล พรรคประชาชน หรือพรรคส้ม ก็ออกแถลงการณ์โจมตีทันทีว่าเป็นเรื่อง “มิบังควร” และอาจเข้าข่ายแทรกแซงฝ่ายบริหาร พร้อมตั้งคำถามว่าใครคือ “ผู้บริหารประเทศตัวจริง”
คำถามลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เพราะหากย้อนดูแนวทางทางการเมืองตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน จะพบรูปแบบเดิมมาต่อเนื่อง คือการดึงทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าสู่ข้อถกเถียงทางการเมืองเสมอ
ตั้งแต่ถวายสัตย์ งบประมาณ กองทัพ ศาล องค์กรอิสระ ไปจนถึงบทบาทขององคมนตรี ทุกเรื่องถูกเชื่อมไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่อง “อำนาจเหนือรัฐบาล” และ “โครงสร้างที่ไม่เป็นประชาธิปไตย” มาโดยตลอด
ทั้งที่ข้อเท็จจริงในกรณีนี้ยังไม่มีอะไรเกินไปกว่าการเข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังข้อมูลสถานการณ์ภัยแล้ง นายกรัฐมนตรียังคงเป็นประธานประชุม รัฐบาลยังใช้อำนาจบริหารประเทศ หน่วยงานราชการยังทำงานตามกฎหมาย
ไม่มีข้อเท็จจริงปรากฏว่าองคมนตรีใช้อำนาจสั่งการแทนคณะรัฐมนตรี หรือเข้ามาควบคุมกลไกรัฐอย่างที่พรรคส้มพยายามทำให้สังคมเชื่อ
แต่พรรคส้มกลับรีบขยายผลทางการเมืองทันที โดยพยายามสร้างภาพว่ากำลังมี “รัฐซ้อนรัฐ” หรือมีอำนาจอีกชุดหนึ่งอยู่เหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่เรื่องวงประชุมภัยแล้ง แต่อยู่ที่วิธีคิดของพรรคส้มมากกว่า เพราะทุกครั้งที่มีบุคคลหรือองค์กรเกี่ยวข้องกับสถาบันฯ พรรคส้มมักเริ่มต้นด้วยความไม่ไว้วางใจก่อนเสมอ
การตรวจสอบในระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่พรรคส้มทำหลายครั้งเลยเส้นของคำว่า “ตรวจสอบ” ไปไกล และกำลังทำให้สังคมมองสถาบันฯ เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ
แถลงการณ์ของพรรคส้มพยายามอธิบายว่า องคมนตรีเป็นผู้ถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ จึงไม่ควรเข้ามา “คลุกวงใน” กับฝ่ายบริหาร เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องความรับผิดชอบทางการเมืองในภายหลัง
แต่คำถามคือ การเข้าร่วมประชุมภัยแล้งเพื่อรับฟังข้อมูลและประสานงานช่วยเหลือประชาชน เท่ากับ “ควบคุมรัฐบาล” จริงหรือ
หากใช้ตรรกะแบบเดียวกัน วันหนึ่งการลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วม ช่วยไฟป่า หรือช่วยผู้ประสบภัยผ่านหน่วยงานในพระราชูปถัมภ์ ก็คงถูกกล่าวหาว่าเป็นการแทรกแซงการเมืองทั้งหมดเช่นกัน
ปัญหาของพรรคส้มจึงไม่ได้อยู่ที่การตรวจสอบอำนาจเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การพยายามมองทุกบทบาทของสถาบันฯ ผ่านกรอบความขัดแย้งทางการเมืองเพียงด้านเดียว
ในทางกฎหมาย องคมนตรีไม่มีอำนาจบริหารประเทศ ไม่มีอำนาจอนุมัติงบประมาณ ไม่มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และไม่มีอำนาจสั่งการรัฐบาล
รัฐบาลยังเป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร นายกรัฐมนตรียังต้องตอบคำถามในสภา และรัฐมนตรียังต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผ่านกลไกประชาธิปไตยเหมือนเดิมทุกอย่าง
แต่พรรคส้มกลับเลือกข้ามข้อเท็จจริงเหล่านี้ แล้วเร่งสร้างภาพทางการเมืองขนาดใหญ่ขึ้นมาแทน
สิ่งที่เห็นชัดคือ พรรคส้มแทบไม่พูดถึงสาระของการประชุมภัยแล้งเลย ทั้งปัญหาน้ำ ผลกระทบต่อเกษตรกร หรือมาตรการช่วยเหลือประชาชน สิ่งที่พรรคส้มให้ความสำคัญกลับเป็นการใช้วงประชุมนี้เปิดประเด็นเรื่องสถาบันฯ และขยายไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่องอำนาจทางการเมืองมากกว่า
กรณีองคมนตรีครั้งนี้จึงไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นอีกตอนหนึ่งของแนวทางการเมืองที่พรรคส้มใช้มาต่อเนื่อง นั่นคือการผลักทุกประเด็นเกี่ยวกับสถาบันฯ ให้กลายเป็นข้อขัดแย้งทางอำนาจ
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงมาก คือข้อมูลที่ระบุว่า การประสานงานระหว่างคณะองคมนตรีกับรัฐบาลในเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน ทำต่อเนื่องมาหลายปีผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยเฉพาะเรื่องภัยพิบัติ น้ำท่วม ภัยหนาว และภัยแล้ง
แนวทางลักษณะนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลปัจจุบัน และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่เป็นกลไกที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานในสังคมไทย
เมื่อเกิดความเดือดร้อนในพื้นที่ต่างๆ ประชาชนจำนวนไม่น้อยก็มักส่งเรื่องร้องทุกข์หรือถวายฎีกาเข้ามา ทำให้เกิดการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐกับเครือข่ายที่ทำงานด้านช่วยเหลือประชาชน
แต่พรรคส้มกลับตัดบริบทเหล่านี้ออกทั้งหมด แล้วเลือกมองเฉพาะมิติทางการเมืองเพียงด้านเดียว
จึงไม่แปลกที่ทุกครั้งเมื่อมีองคมนตรีปรากฏตัว พรรคส้มจะรีบเปิดเกมโจมตีทันที แม้ยังไม่มีข้อเท็จจริงรองรับข้อกล่าวหาระดับ “ควบคุมรัฐบาล” ก็ตาม
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับพรรคส้ม สถาบันฯ ไม่ได้ถูกมองในฐานะส่วนหนึ่งของโครงสร้างประวัติศาสตร์และสังคมไทยอีกต่อไป แต่ถูกมองผ่านกรอบ “อำนาจทางการเมือง” เป็นหลัก
เมื่อใช้กรอบคิดเช่นนี้ ทุกความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสถาบันฯ จึงถูกตีความเป็นเรื่องอำนาจทางการเมืองทันที แม้ข้อเท็จจริงของกรณีประชุมภัยแล้งจะยังไปไม่ถึงระดับ “อำนาจเหนือรัฐบาล” อย่างที่พรรคส้มกล่าวหาก็ตาม
พรรคส้มจึงไม่ได้กำลังต่อสู้กับ “วงประชุมภัยแล้ง” หากแต่กำลังต่อสู้กับภาพความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันฯ กับรัฐไทยในภาพรวมมากกว่า
เพราะยิ่งสังคมเกิดความสงสัยต่อบทบาทของสถาบันฯ มากเท่าไร พรรคส้มก็ยิ่งมีพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้นเท่านั้น
ท่ามกลางสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังกระทบประชาชนในหลายพื้นที่ ประเทศไทยกลับต้องเสียเวลาไปกับข้อกล่าวหาทางการเมืองที่ถูกขยายออกไปไกลเกินข้อเท็จจริง
จากการเข้าร่วมประชุมขององคมนตรี พรรคส้มรีบโยงไปถึงเรื่องอำนาจรัฐ การแทรกแซง และหลักประชาธิปไตยทันที โดยแทบไม่พูดถึงสาระสำคัญของการแก้ปัญหาภัยแล้งเลย
ทั้งหมดสะท้อนวิธีคิดทางการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน ที่พยายามทำให้ทุกบทบาทเกี่ยวกับสถาบันฯ ถูกมองในฐานะ “ปัญหาทางการเมือง” อยู่ตลอด
สิ่งที่เกิดขึ้นจากแถลงการณ์ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการอภิปรายเรื่องวงประชุมภัยแล้ง แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ทางการเมืองของพรรคส้มที่พยายามผลักทุกบทบาทเกี่ยวกับสถาบันฯ ให้กลายเป็นข้อพิพาททางการเมือง
ทั้งที่ข้อเท็จจริงในกรณีนี้ยังไม่มีหลักฐานใดว่าองคมนตรีใช้อำนาจบริหารประเทศ หรือสั่งการรัฐบาลตามที่พรรคส้มพยายามสร้างภาพ
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนชัดว่า พรรคส้มไม่ได้ต้องการอภิปรายเรื่องภัยแล้งเพียงอย่างเดียว แต่กำลังใช้ประเด็นนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อผลักให้สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น
และนั่นคือสิ่งที่อันตรายที่สุด
เพราะเมื่อทุกบทบาทของสถาบันฯ ถูกทำให้กลายเป็นข้อพิพาททางการเมือง สังคมไทยก็ยิ่งถูกผลักเข้าสู่ความแตกแยกมากขึ้นตามไปด้วย
จากวงประชุมภัยแล้งธรรมดา พรรคส้มจึงพยายามทำให้กลายเป็น “วิกฤตประชาธิปไตย” ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไปไม่ถึงจุดนั้นเลย
และสำหรับคนจำนวนมาก สิ่งที่พรรคส้มกำลังทำ ไม่ใช่การปกป้องประชาธิปไตย แต่คือการค่อยๆ ทำลายความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านเกมการเมืองรายวันมากกว่า.