โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะลึกภาวะสินค้าเกษตรไทย: สุกรขยับรับต้นทุนพุ่ง จับตาปลาป่นเสี่ยงขึ้น สวนทางพืชไร่โลกอ่อนตัว

สยามรัฐ

อัพเดต 59 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและความเคลื่อนไหวในตลาดทุนโลก ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรและทิศทางราคาสินค้าเกษตรไทยในรอบสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน 2569 กำลังส่งสัญญาณการปรับฐานครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารและการปศุสัตว์อย่างมีนัยสำคัญ โดยภาพรวมในสัปดาห์นี้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ตัดกันอย่างชัดเจน ระหว่างกลุ่มพืชไร่วัตถุดิบอาหารสัตว์ในตลาดโลกที่พากันดิ่งลงเนื่องจากปัจจัยด้านสภาพอากาศและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ กับกลุ่มปศุสัตว์และสัตว์น้ำในประเทศที่เริ่มเผชิญ "ภาวะตึงตัวจากต้นทุนแฝง" ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ความเคลื่อนไหวที่โดดเด่นที่สุดในสัปดาห์นี้พุ่งเป้าไปที่ "ตลาดสุกร" ซึ่งสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้รายงานการปรับฐานราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาคทันที 4 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ราคาซื้อขายขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 58-60 บาทในภาคตะวันตก, 60-64 บาทในภาคตะวัน และทะยานสู่ 64-66 บาทในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน การดีดตัวของราคาสุกรในครั้งนี้เป็นผลมาจากการทำธุรกรรมที่ชะลอตัวลงในช่วงก่อนหน้า โดยเฉพาะในเขตภาคตะวันตก ทว่าทิศทางราคาหลังจากวันวิสาขบูชาเป็นต้นไปคาดว่าจะเริ่มนิ่งและทรงตัวเมื่อปริมาณการซื้อขายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กลุ่มผู้เลี้ยงหมูกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักคือ วิกฤตต้นทุนแฝง โดยเฉพาะราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศที่พุ่งทะลุไปถึงกิโลกรัมละ 13.20 บาท ซึ่งกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่จะถูกยกขึ้นมาเป็นวาระหลักในการประชุมหาทางออกของภาคปศุสัตว์ในสัปดาห์หน้า ขณะที่ราคาลูกสุกรน้ำหนัก 16 กิโลกรัมต่อตัวยังคงยืนราคาอยู่ที่ 1,200 บาท (บวก/ลบ 54) สอดคล้องกับภาพรวมของกลุ่มสัตว์ปีกอย่างไก่เนื้อและไข่ไก่ที่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวรุนแรง โดยราคาไก่เนื้อมีชีวิตหน้าฟาร์มทรงตัวอยู่ที่กิโลกรัมละ 35 บาท ลูกไก่เนื้อตัวละ 14.50 บาท และราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจากเครือข่ายสหกรณ์ทั้ง 4 แห่ง ยังคงรักษาระดับอยู่ที่ฟองละ 3.60 บาท ซึ่งคาดว่าจะทรงตัวต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง

ในขณะที่ราคาปศุสัตว์ไทยขยับขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุน ทิศทางของ "วัตถุดิบอาหารสัตว์" ในประเทศกลับอยู่ในภาวะทรงตัวแต่แฝงด้วยแนวโน้มที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์สัปดาห์นี้ยังคงนิ่งอยู่ที่หาบละ 792 บาท แต่มีแนวโน้มอาจปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งสวนทางกับสถานการณ์ในตลาดซื้อขายล่วงหน้านครชิคาโก (CBOT) ที่สัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนกรกฎาคมร่วงลงแรงถึง 1.62% ปิดที่ 4.2450 ดอลลาร์ต่อบุชเชล ทำสถิติต่ำสุดในรอบหลายเดือน เนื่องจากสภาพอากาศในสหรัฐอเมริกาเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกอย่างมาก

เช่นเดียวกับสถานการณ์ของกากถั่วเหลืองนำเข้าในไทยที่สัปดาห์นี้ยืนราคาเดิมกิโลกรัมละ 16.40 บาท โดยได้รับอานิสงส์ชั่วคราวจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลงราว 3% หลังจากตลาดเริ่มมีความหวังว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิอิหร่านอาจคลี่คลาย นำไปสู่แนวโน้มการเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซเต็มรูปแบบและกดให้ค่าระวางเรือลดลง ปัจจัยบวกด้านสภาพอากาศที่สหรัฐฯ (เพาะปลูกแล้ว 70%) และอาร์เจนตินา (เก็บเกี่ยวแล้ว 80%) ได้กดดันให้สัญญาถั่วเหลืองในตลาด CBOT ร่วงติดต่อกันเป็นวันที่ 5 ปิดที่ 11.2950 ดอลลาร์ต่อบุชเชล เนื่องจากถั่วเหลืองมีความเชื่อมโยงระดับสูงกับทิศทางน้ำมันดิบในฐานะวัตถุดิบเชื้อเพลิงชีวภาพ ทำให้แนวโน้มราคากากถั่วเหลืองนำเข้าในประเทศยังน่าจะทรงตัวได้ต่อ แต่ยังต้องจับตาวอลลุ่มการรับซื้อจริงจากจีนที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่

ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจกลายเป็นระเบิดเวลาของต้นทุนอาหารสัตว์ในระยะสั้นคือ "สถานการณ์ปลาป่น" แม้ว่าในสัปดาห์นี้ราคาปลาป่นในประเทศไทยจะยังคงทรงตัว โดยปลาป่นเกรดกุ้งอยู่ที่กิโลกรัมละ 61 บาท ปลาป่นเบอร์ 1 (โปรตีนสูงกว่า 60%) อยู่ที่ 55.70 บาท และปลาป่นเบอร์ 2 ชนิดโปรตีนสูงกว่า 56% ยืนราคาที่ 49.70 บาท แต่สัญญาณเตือนภัยจากฝั่งผู้ผลิตรายใหญ่อย่างประเทศเปรูที่ประกาศขยายเวลาห้ามจับปลาออกไปจนถึงวันที่ 11 มิถุนายน ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะมีความเสี่ยงสูงที่ปริมาณปลาในฤดูกาลนี้จะลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ราคารับซื้อหน้าท่าเรือของจีนเริ่มทะยานสูงขึ้นแล้ว และคาดว่าจะกลายเป็นแรงส่งให้ราคาปลาป่นในไทยปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้

สำหรับตลาดข้าวไทยในสัปดาห์นี้ไม่มีการเคลื่อนไหวเชิงพาณิชย์และไม่มีรายงานภาวะราคา เนื่องจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยงดการประชุมประจำสัปดาห์ ทำให้ภาพรวมของภาคเกษตรไทยในขณะนี้ตกอยู่ในสภาวะที่ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนอย่างรอบคอบ ท่ามกลางความผันผวนของราคาวัตถุดิบโลกที่พร้อมจะส่งแรงกระแทกเข้ามาได้ทุกเมื่อ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...