เจาะลึกภาวะสินค้าเกษตรไทย: สุกรขยับรับต้นทุนพุ่ง จับตาปลาป่นเสี่ยงขึ้น สวนทางพืชไร่โลกอ่อนตัว
ท่ามกลางสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและความเคลื่อนไหวในตลาดทุนโลก ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรและทิศทางราคาสินค้าเกษตรไทยในรอบสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน 2569 กำลังส่งสัญญาณการปรับฐานครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารและการปศุสัตว์อย่างมีนัยสำคัญ โดยภาพรวมในสัปดาห์นี้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ตัดกันอย่างชัดเจน ระหว่างกลุ่มพืชไร่วัตถุดิบอาหารสัตว์ในตลาดโลกที่พากันดิ่งลงเนื่องจากปัจจัยด้านสภาพอากาศและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ กับกลุ่มปศุสัตว์และสัตว์น้ำในประเทศที่เริ่มเผชิญ "ภาวะตึงตัวจากต้นทุนแฝง" ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ความเคลื่อนไหวที่โดดเด่นที่สุดในสัปดาห์นี้พุ่งเป้าไปที่ "ตลาดสุกร" ซึ่งสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้รายงานการปรับฐานราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาคทันที 4 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ราคาซื้อขายขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 58-60 บาทในภาคตะวันตก, 60-64 บาทในภาคตะวัน และทะยานสู่ 64-66 บาทในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน การดีดตัวของราคาสุกรในครั้งนี้เป็นผลมาจากการทำธุรกรรมที่ชะลอตัวลงในช่วงก่อนหน้า โดยเฉพาะในเขตภาคตะวันตก ทว่าทิศทางราคาหลังจากวันวิสาขบูชาเป็นต้นไปคาดว่าจะเริ่มนิ่งและทรงตัวเมื่อปริมาณการซื้อขายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กลุ่มผู้เลี้ยงหมูกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักคือ วิกฤตต้นทุนแฝง โดยเฉพาะราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศที่พุ่งทะลุไปถึงกิโลกรัมละ 13.20 บาท ซึ่งกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่จะถูกยกขึ้นมาเป็นวาระหลักในการประชุมหาทางออกของภาคปศุสัตว์ในสัปดาห์หน้า ขณะที่ราคาลูกสุกรน้ำหนัก 16 กิโลกรัมต่อตัวยังคงยืนราคาอยู่ที่ 1,200 บาท (บวก/ลบ 54) สอดคล้องกับภาพรวมของกลุ่มสัตว์ปีกอย่างไก่เนื้อและไข่ไก่ที่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวรุนแรง โดยราคาไก่เนื้อมีชีวิตหน้าฟาร์มทรงตัวอยู่ที่กิโลกรัมละ 35 บาท ลูกไก่เนื้อตัวละ 14.50 บาท และราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจากเครือข่ายสหกรณ์ทั้ง 4 แห่ง ยังคงรักษาระดับอยู่ที่ฟองละ 3.60 บาท ซึ่งคาดว่าจะทรงตัวต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง
ในขณะที่ราคาปศุสัตว์ไทยขยับขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุน ทิศทางของ "วัตถุดิบอาหารสัตว์" ในประเทศกลับอยู่ในภาวะทรงตัวแต่แฝงด้วยแนวโน้มที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์สัปดาห์นี้ยังคงนิ่งอยู่ที่หาบละ 792 บาท แต่มีแนวโน้มอาจปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งสวนทางกับสถานการณ์ในตลาดซื้อขายล่วงหน้านครชิคาโก (CBOT) ที่สัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนกรกฎาคมร่วงลงแรงถึง 1.62% ปิดที่ 4.2450 ดอลลาร์ต่อบุชเชล ทำสถิติต่ำสุดในรอบหลายเดือน เนื่องจากสภาพอากาศในสหรัฐอเมริกาเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกอย่างมาก
เช่นเดียวกับสถานการณ์ของกากถั่วเหลืองนำเข้าในไทยที่สัปดาห์นี้ยืนราคาเดิมกิโลกรัมละ 16.40 บาท โดยได้รับอานิสงส์ชั่วคราวจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลงราว 3% หลังจากตลาดเริ่มมีความหวังว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิอิหร่านอาจคลี่คลาย นำไปสู่แนวโน้มการเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซเต็มรูปแบบและกดให้ค่าระวางเรือลดลง ปัจจัยบวกด้านสภาพอากาศที่สหรัฐฯ (เพาะปลูกแล้ว 70%) และอาร์เจนตินา (เก็บเกี่ยวแล้ว 80%) ได้กดดันให้สัญญาถั่วเหลืองในตลาด CBOT ร่วงติดต่อกันเป็นวันที่ 5 ปิดที่ 11.2950 ดอลลาร์ต่อบุชเชล เนื่องจากถั่วเหลืองมีความเชื่อมโยงระดับสูงกับทิศทางน้ำมันดิบในฐานะวัตถุดิบเชื้อเพลิงชีวภาพ ทำให้แนวโน้มราคากากถั่วเหลืองนำเข้าในประเทศยังน่าจะทรงตัวได้ต่อ แต่ยังต้องจับตาวอลลุ่มการรับซื้อจริงจากจีนที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่
ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจกลายเป็นระเบิดเวลาของต้นทุนอาหารสัตว์ในระยะสั้นคือ "สถานการณ์ปลาป่น" แม้ว่าในสัปดาห์นี้ราคาปลาป่นในประเทศไทยจะยังคงทรงตัว โดยปลาป่นเกรดกุ้งอยู่ที่กิโลกรัมละ 61 บาท ปลาป่นเบอร์ 1 (โปรตีนสูงกว่า 60%) อยู่ที่ 55.70 บาท และปลาป่นเบอร์ 2 ชนิดโปรตีนสูงกว่า 56% ยืนราคาที่ 49.70 บาท แต่สัญญาณเตือนภัยจากฝั่งผู้ผลิตรายใหญ่อย่างประเทศเปรูที่ประกาศขยายเวลาห้ามจับปลาออกไปจนถึงวันที่ 11 มิถุนายน ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะมีความเสี่ยงสูงที่ปริมาณปลาในฤดูกาลนี้จะลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ราคารับซื้อหน้าท่าเรือของจีนเริ่มทะยานสูงขึ้นแล้ว และคาดว่าจะกลายเป็นแรงส่งให้ราคาปลาป่นในไทยปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้
สำหรับตลาดข้าวไทยในสัปดาห์นี้ไม่มีการเคลื่อนไหวเชิงพาณิชย์และไม่มีรายงานภาวะราคา เนื่องจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยงดการประชุมประจำสัปดาห์ ทำให้ภาพรวมของภาคเกษตรไทยในขณะนี้ตกอยู่ในสภาวะที่ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนอย่างรอบคอบ ท่ามกลางความผันผวนของราคาวัตถุดิบโลกที่พร้อมจะส่งแรงกระแทกเข้ามาได้ทุกเมื่อ