โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ของใหม่ไม่ได้ดีเสมอไป

ไทยโพสต์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในความทันสมัย เราจะเห็นภาษาอังกฤษว่า “neo” ที่แปลว่าใหม่ และภาษาไทย เราก็จะเจอคำว่า “นว” (อ่านว่า “นะวะ” ซึ่งก็แปลว่าใหม่เหมือนกัน นอกจากนี้ในวิชาการจัดการที่จะต้องสอนเรื่องการวาง “ยุทธศาสตร์” ในการแข่งขันเอาชนะคู่แข่ง และจะต้องมีการปรับตัวให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ เราก็มักจะพูดว่าต้องมี “innovation” หรือภาษาไทยเรียกว่า “นวัตกรรม” ที่แปลว่ามีความคิดสร้างสรรค์แสวงหาสิ่งใหม่ที่ดีกว่า แต่หลายคนมักจะมองแค่ “สิ่งใหม่” แต่ไม่ให้ความสำคัญกับข้อความที่ว่า “ที่ดีกว่า” ดังนั้น เราก็อาจจะมี “สิ่งใหม่” แต่ไม่ได้ดีกว่า อาจจะแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ

สิ่งใหม่อย่างหนึ่งที่เราเจออยู่ตอนนี้คือคำว่า “neo-democracy” ถ้าเป็นภาษาไทยน่าจะเป็น “นวประชาธิปไตย” หมายความว่า เป็นประชาธิปไตยแบบใหม่ โดยคนที่นำเสนอก็จะสร้างภาพของสถานการณ์ปัจจุบันว่า เราอยู่ในสภาพที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เราอยู่ใต้กฎกติกาต่างๆ ของผู้มีอำนาจที่เป็นเผด็จการ ประชาชนอยู่อย่างไม่มีเสรีภาพ ถูกกดขี่ข่มเหง ถูกกดทับด้วยกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมที่พวกเขาสร้างวาทกรรมว่าการใช้กฎหมายจัดการกับคนบางคน บางกลุ่มนั้น เป็น “นิติสงคราม” หมายถึงการใช้กฎหมายกำจัดหรือทำลายฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งเป็นวาทกรรมที่หลอกลวง การที่ใครคนใดคนหนึ่งจะโดนคดีด้วยความผิดตามมาตราใดก็ตาม มันเป็นเพราะพวกเขาทำผิดกฎหมาย ถ้าหากพวกเขาไม่ทำผิด กระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินการตามตัวบทกฎหมายย่อมทำอะไรพวกเขาไม่ได้

สิ่งที่พวกเขาทำกันเป็นขั้นเป็นตอนก็คือ 1) สร้างภาพของสถานการณ์ว่าประชาชนไม่มีเสรีภาพ ไม่มีอิสระในการกระทำการต่างๆ เพราะผู้มีอำนาจเป็นเผด็จการ ออกกฎกติกาออกมากดทับ ลิดรอนเสรีภาพของประชาชน 2) ปลุกเร้าประชาชนด้วยการตอกย้ำการสูญเสียเสรีภาพ การถูกกดทับ ที่เป็นแอกที่พวกเขาต้องแบก จำเป็นต้องปลดแอก เพื่อให้หลุดพ้นจากการถูกกดทับ 3) พวกเขาจะเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้ช่วยให้รอด เป็นผู้มาปลดแอก ดังนั้น ประชาชนต้องเลือกพวกเขาเข้ามาบริหารประเทศ แล้วจะได้เสรีภาพกลับคืนมา สังคมจะเป็นประชาธิปไตยแบบใหม่ที่หลุดพ้นจากการถูกกดทับ หลุดพ้นจากความเหลื่อมล้ำ และมีความทัดเทียม 4) แล้วพวกเขาก็ศึกษาจุดเจ็บปวด (pain point) ของประชาชนที่เขามองเป็นกลุ่มเป้าหมาย แล้วสร้างวาทกรรมว่าพวกเขาจะมากำจัด pain point เหล่านั้น ด้วยการสร้างวาทกรรมที่เข้าถึงอารมณ์ของคนที่พวกเขาทำให้รู้สึกว่าเป็นผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม จนทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการสร้างลัทธิที่มีคนที่เชื่อการสื่อสารของเขา กลายเป็นสาวกผู้ภักดีที่เราเรียกขานกันว่า “ด้อม” ที่ถูกพวกเขาครอบงำด้วยวาทกรรม และยอมทำกิจกรรมต่างๆ ที่พวกเขาเสนอแนะให้ทำ ใครทำก็จะได้รับการยกย่องว่าเป็น “วีรชนแห่งประชาธิปไตย” ที่พวกเราเรียกขานกันว่า “เป็นการได้แสง” คนที่นำเสนอ “นวประชาธิปไตย” จะเป็นผู้ให้แสงแก่บุคคลที่พวกเขาเรียกว่า “วีรชนประชาธิปไตยเหล่านี้” ทำให้ประเทศไทยเราเกิดวัฒนธรรมใหม่ คือ “วัฒนธรรมหาแสงของคนที่หิวแสง” โดยที่การได้แสงของคนพวกนี้คือการทำผิดกฎหมายให้เป็นข่าว และเจ้าตัวได้เป็นคนดังแบบที่ภาษาของสังคมดิจิทัลเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “From zero to hero” คือ จากคนที่ไม่มีอะไรเลยกลายเป็นวีรชน

แต่สิ่งที่กลุ่มคนที่พยายามเสนอ “นวประชาธิปไตย” นั้นเป็นคนที่พูดเท็จ สิ่งที่เขาพูดเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองนั้น ไม่เป็นความจริง ผู้มีอำนาจของเราส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเผด็จการ อาจจะมีคนที่เป็นเผด็จการบ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อย และนิติสงครามก็ไม่มีจริง เราคนไทยยังทำอะไรตามใจตัวเองได้ ถ้าหากสิ่งที่ทำนั้นไม่ผิดกฎหมาย เรามีเสรีภาพในการพูด ถ้าหากสิ่งที่เราพูดไม่ได้ผิดกฎหมาย เรามีเสรีภาพในการแสดงออก พวกเขาหาว่ามีการใช้กฎหมายจัดการกับคนที่คิดต่าง แต่แท้ที่จริงแล้ว คนคิดต่างไม่มีความผิด ในสังคมประชาธิปไตย เราคิดต่างกันได้ แต่คนที่โดนคดีนั้น ไม่ได้ “คิดต่าง” แต่ “คิดชั่ว” คือ คิดไม่ดีกับประเทศชาติ ดังนั้นชีวิตคนไทยมีเพียงหน้าที่ของการ “เคารพกฎหมาย” เท่านั้น พวกเราไม่ได้ถูกกดทับแต่อย่างใด การอยู่ร่วมกันในสังคม ถ้าหากไม่มีกฎหมาย ไม่มีระเบียบข้อบังคับ ไม่มีกติกา แล้วเราจะอยู่อย่างเป็นระเบียบได้อย่างไร บ้านเมืองก็จะวุ่นวายเพราะต่างคนต่างใช้เสรีภาพของตนตามใจชอบ

อีกวาทกรรมหนึ่งก็คือ “ความทัดเทียม” มีการเรียกร้องความทัดเทียม ด้วยการกล่าวหาว่าประเทศไทยมีอภิสิทธิ์ชนที่ได้เปรียบคนอื่น อยู่เหนือคนอื่น ดังนั้นต้องกำจัดระบอบที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้สังคมไทยมีความทัดเทียม ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ คนเรามีต้นทุนชีวิต เรื่อง รูปร่างหน้าตา ความรู้ ทักษะ ความสามารถ และชาติตระกูลที่ต่างกัน ย่อมมีโอกาสที่ต่างกัน คนที่มีต้นทุนชีวิตที่เหนือกว่า มีชีวิตที่ดีกว่า มีโอกาสในการทำสิ่งต่างๆ ได้มากกว่า มันคือ ตรรกะของธรรมชาติ มันไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำ หรือความอยุติธรรม ถ้าหากคนที่เก่งไม่เท่ากัน มี่ทักษะไม่เท่ากัน มีความรู้ไม่เท่ากัน แต่ได้ผลประโยชน์ในการทำงานเท่ากัน นั่นต่างหากที่เรียกว่าความอยุติธรรม เพราะคนที่มีความสามารถไม่เท่ากัน ได้รับผลตอบแทนเท่ากัน เพื่อให้เกิดความทัดเทียม แบบนี้แล้วเราจะเก่งไปทำไม เราจะพัฒนาทักษะให้เป็นผู้เชี่ยวชาญไปทำไม เพราะไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องเชี่ยวชาญเท่าคนอื่น ก็จะได้รับผลประโยชน์เท่ากับคนที่เก่งกว่า ชำนาญกว่า เพื่อความทัดเทียม ที่เราเห็นตอนนี้ “นวประชาธิปไตย” ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เพราะใครที่คิดต่างจากศาสนาผู้เผยแพร่ลัทธินี้ จะยุให้สาวกเอาทัวร์ไปลงคนที่คิดต่างที่พวกเขาเรียกว่า “พวกอนุรักษนิยมบ้าง พวกจารีตนิยมบ้าง” ต้องคิดเหมือนเขา พูดตามเขา ทำตามที่เขาบงการเท่านั้น ยอมให้เขาบงการเท่านั้น จึงจะเป็นนักประชาธิปไตยใหม่ เวลานี้ พวกเขาสร้างปัญหาให้บ้านเมืองหลายเรื่องที่ทำให้เรามองว่า “ของใหม่ ไม่ได้แปลว่าจะดีกว่าเก่าเสมอไป”.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...