โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ระวังพัง! ดื่มกาแฟตอนกิน "ผลไม้ชนิดนี้" เสี่ยงใจสั่น-กรดไหลย้อน ควรเว้นระยะห่าง 10 ชั่วโมง?

sanook.com

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
กินคู่กันพังแน่! แพทย์เตือนห้ามดื่มกาแฟร่วมกับผลไม้หาง่าย เสี่ยงอันตรายกว่าที่คิด

อย่าหาทำ! เตือนคอกาแฟห้ามกินคู่กับ "ผลไม้ชนิดนี้" เสี่ยงใจสั่น-กรดไหลย้อนพุ่ง แถมขัดฤทธิ์ยา

กาแฟ และ ส้มโอ (หรือเกรปฟรุต) ต่างก็เป็นอาหารเพื่อสุขภาพยอดฮิตที่หลายคนชอบทานในมื้อเช้า แก้วหนึ่งช่วยปลุกความตื่นตัว ส่วนอีกลูกก็อัดแน่นไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ในทางโภชนาการและผลการวิจัยล่าสุด แพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารได้ออกมาเตือนว่า การจับคู่สองสิ่งนี้พร้อมกันอาจกลายเป็นผลเสียต่อร่างกาย เพราะมันจะเข้าไปยืดเวลาให้คาเฟอีนค้างอยู่ในร่างกายนานขึ้น กระตุ้นอาการกรดไหลย้อน และอาจขัดขวางการทำงานของยาบางชนิดได้ครับ

ทำไม "ส้มโอ/เกรปฟรุต" ถึงทำให้กาแฟออกฤทธิ์ยาวนานขึ้น?

มาลินา มัลคานี (Malina Malkani) นักกำหนดอาหารและผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยข้อมูลผ่านนิตยสาร Parade ว่า ในผลไม้ตระกูลส้มอย่างส้มโอหรือเกรปฟรุต มีสารที่ไปชะลอการทำงานของเอนไซม์ CYP1A2 ซึ่งเป็นเอนไซม์หลักที่ทำหน้าที่สลายคาเฟอีนในร่างกายของมนุษย์

เมื่อเอนไซม์นี้ทำงานช้าลง ร่างกายก็จะขับคาเฟอีนออกไปได้ช้ากว่าปกติ ส่งผลให้สารคาเฟอีนตกค้างและออกฤทธิ์อยู่ในร่างกายยาวนานขึ้น

  • เอฟเฟกต์ต่อร่างกาย: สำหรับคนที่ไวต่อคาเฟอีน (แพ้คาเฟอีนง่าย) การทานคู่กันจะทำให้เกิดอาการมือสั่น กระสับกระส่าย วิตกกังวล หรือใจสั่นต่อเนื่องยาวนานหลายชั่วโมงหลังจากดื่มกาแฟ และหากคาเฟอีนยังตกค้างไปจนถึงช่วงเย็น ก็จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพการนอนหลับ ทำให้นอนไม่หลับได้ครับ

ไม่ใช่แค่คาเฟอีน! แต่ยังขัดขวางการดูดซึม "ยาประจำตัว"

ดร.คริส โมห์ร (Dr. Chris Mohr) ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและที่ปรึกษาด้านสุขภาพ อธิบายเพิ่มเติมว่า เอนไซม์ CYP1A2 ไม่ได้ทำหน้าที่ย่อยสลายแค่คาเฟอีนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบและดูดซึมยาหลายประเภทเข้าสู่กระแสเลือด

เมื่อเอนไซม์โดนขัดขวาง อาจทำให้ปริมาณยาในกระแสเลือดพุ่งสูงเกินกว่าที่แพทย์คาดการณ์ไว้ และส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนานหลายวัน โดยกลุ่มยาที่ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อทานร่วมกับส้มโอ มีดังนี้:

  • ยาลดคอเลสเตอรอล (กลุ่มสแตติน)

  • ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง หรือยารักษาระดับการเต้นของหัวใจผิดปกติ

  • ยากดภูมิคุ้มกัน (สำหรับผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายอวัยวะ)

  • ยาคลายเครียด/ลดความวิตกกังวลบางชนิด

  • ยารักษาโรคภูมิแพ้บางประเภท

ด้าน จูเลีย ซุมปาโน (Julia Zumpano) นักกำหนดอาหารจาก Cleveland Clinic แนะนำว่า หากคุณมีโรคประจำตัวและต้องทานยาเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนที่จะเลือกรับประทานส้มโอหรือเกรปฟรุต เพื่อความปลอดภัย

คนที่เป็น "กรดไหลย้อน" ยิ่งต้องเลี่ยงด่วน!

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่คือ ทั้งกาแฟและส้มโอต่างเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร โดย ดร.คริส โมห์ร ชี้ว่า ลำพังแค่กาแฟอย่างเดียวก็มีฤทธิ์กระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากขึ้นอยู่แล้ว ซ้ำร้ายคาเฟอีนยังทำให้กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารคลายตัว เปิดโอกาสให้กรดไหลย้อนขึ้นมาได้ง่าย

เมื่อทานร่วมกับส้มโอ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีกรดตามธรรมชาติสูง โดยเฉพาะในตอนเช้าขณะท้องว่าง ความเสี่ยงในการเกิดอาการแสบร้อนกลางอก (Heartburn) หรือโรคกรดไหลย้อนจะพุ่งสูงขึ้นทันที ในกลุ่มคนที่มีอาการปวดท้องง่าย

ควรทานห่างกันแค่ไหนถึงจะปลอดภัย?

จูเลีย ซุมปาโน แนะนำว่า "ควรทานส้มโอห่างจากเวลาดื่มกาแฟอย่างน้อย 10 ชั่วโมง" เนื่องจากคาเฟอีนอาจใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 25 ถึง 30 ชั่วโมงในการถูกขับออกจากร่างกายจนเกือบหมด

อย่างไรก็ตาม อัตราการเผาผลาญคาเฟอีนของแต่ละคนไม่เท่ากัน หากคุณเป็นคนที่ย่อยสลายคาเฟอีนได้ช้า และมักมีอาการใจสั่นหรือกระวนกระวายใจหลังจากดื่มกาแฟ แนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการทานส้มโอหรือเกรปฟรุตภายในวันเดียวกันกับการดื่มกาแฟ จะปลอดภัยที่สุด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง (References)

  • ข้อมูลการชะลอทำงานของเอนไซม์ CYP1A2 โดย Malina Malkani จากบทความในนิตยสาร Parade

  • ข้อมูลการกระตุ้นกรดในกระเพาะอาหารและการขัดขวางฤทธิ์ยา โดย Dr. Chris Mohr

  • ข้อมูลระยะเวลาการขับคาเฟอีนและคำแนะนำการทานห่างกัน 10 ชั่วโมง โดย Julia Zumpano จาก Cleveland Clinic

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...