รมว.คลังสหรัฐ เผย “จีน” จ่อใช้บทบาทกดดัน “อิหร่าน” เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
รมว.คลังสหรัฐ เผย “จีน” จ่อใช้บทบาทกดดัน “อิหร่าน” เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะทรัมป์-สี จิ้นผิงเห็นพ้องระหว่างประชุมที่ปักกิ่งว่า เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกต้องกลับมาเปิดโดยเร็ว
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 00.25 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า จีนจะใช้บทบาทและอิทธิพลที่มีต่ออิหร่าน เพื่อช่วยผลักดันให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกถูกปิดกั้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
เบสเซนต์ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า “นี่เป็นผลประโยชน์ของจีนโดยตรงที่จะทำให้ช่องแคบกลับมาเปิดใช้งาน” พร้อมระบุว่า จีนน่าจะทำงานอยู่เบื้องหลังเพื่อกดดันผู้นำอิหร่าน “เท่าที่พวกเขาจะมีอิทธิพลได้”
จีนถือเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก โดย ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) ระบุว่า ในปี 2567 ราว 10% ของการนำเข้าน้ำมันของจีนมาจากอิหร่าน และมากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากตะวันออกกลาง ขณะที่น้ำมันดิบส่งออกของอิหร่านเกือบทั้งหมดถูกส่งไปยังจีน
เบสเซนต์ กล่าวว่า จีนมีแรงจูงใจในการผลักดันให้ฮอร์มุซกลับมาเปิดมากกว่าสหรัฐเสียอีก เนื่องจากจีนพึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคนี้อย่างมาก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ พบหารือกับสี ติ้นผิง ระหว่างการประชุมสุดยอดที่กรุงปักกิ่งเป็นเวลา 2 วัน โดย เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ช่องแคบฮอร์มุซจำเป็นต้องเปิดเพื่อรักษาการไหลเวียนของพลังงานโลก
เจ้าหน้าที่สหรัฐ ระบุว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังแสดงจุดยืนคัดค้านการใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือทางทหาร รวมถึงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการเรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือที่เดินทางผ่าน
อย่างไรก็ตาม สื่อทางการจีนไม่ได้ระบุโดยตรงว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหัวข้อหารือหลัก โดยรายงานเพียงว่า ผู้นำทั้งสองแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศและภูมิภาค รวมถึงตะวันออกกลาง
อิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม เพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอล ซึ่งทำให้ผู้นำระดับสูงของอิหร่านหลายรายเสียชีวิต รวมถึงผู้นำสูงสุด Ali Khamenei
การปิดกั้นดังกล่าวทำให้การส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก และกลายเป็นวิกฤตอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยก่อนเกิดสงคราม น้ำมันดิบราว 20% ของโลกต้องขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้
ปัจจุบัน อิหร่านอ้างสิทธิ์ควบคุมเส้นทางเดินเรือดังกล่าว และมีรายงานว่าอิหร่านพยายามจัดเก็บค่าผ่านทางจากเรือที่เดินทางผ่านฮอร์มุซ ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้การเจรจาสันติภาพกับสหรัฐยังชะงักงัน
ขณะเดียวกัน สหรัฐได้ใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านเพื่อกดดันให้เตหะรานยอมทำข้อตกลง โดยเบสเซนต์เปิดเผยว่า ช่วง 3 วันที่ผ่านมา ไม่มีการขนน้ำมันออกจากเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นท่าเรือส่งออกหลักของอิหร่าน และเชื่อว่าคลังเก็บน้ำมันของอิหร่านใกล้เต็มความจุแล้ว
“ไม่มีเรือลำใดออกได้ และไม่มีเรือลำใดเข้าได้ ทำให้อิหร่านไม่สามารถเก็บน้ำมันไว้กลางทะเลได้อีก” เบสเซนต์กล่าว พร้อมระบุว่า ภาพถ่ายดาวเทียมเริ่มแสดงให้เห็นว่า อิหร่านกำลังทยอยลดกำลังการผลิตน้ำมัน
รัฐมนตรีคลังสหรัฐยังกล่าวว่า จีนเริ่มสนใจซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลต่อเสถียรภาพด้านพลังงานในตะวันออกกลาง
สหรัฐมีแผนเพิ่มการส่งออกน้ำมันและ LNG จากรัฐอะแลสกา ซึ่งถือว่าอยู่ใกล้จีนทางภูมิศาสตร์ และเหมาะสำหรับการเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกในระยะยาว
“ไม่ใช่แค่จีน แต่หลายประเทศทั่วโลกกำลังมองหาวิธีกระจายความเสี่ยงออกจากตะวันออกกลาง และจะมีที่ไหนเหมาะไปกว่าสหรัฐ” เบสเซนต์กล่าวปิดท้าย
อ้างอิง : www.cnbc.com