โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

'บอร์ดเวลเนสแห่งชาติ' เปลี่ยนไทยจากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองหลวงสุขภาพโลก

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ของประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพ ประตูบานนี้ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่โรงแรม ไม่ใช่แค่สปา ไม่ใช่แค่โรงพยาบาลแต่คือโอกาสที่จะยกระดับประเทศทั้งระบบ ให้กลายเป็น Wellness Destination of the World หรือจุดหมายปลายทางของโลกสำหรับคนที่ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น และอายุยืนอย่างมีคุณภาพ

ผมอยากให้เรามอง Wellness ใหม่ Wellness ไม่ใช่ความหรูหราเฉพาะคนมีกำลังซื้อ แต่คือ “สิทธิพื้นฐานของคนไทย” และในขณะเดียวกันก็เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่ประเทศไทยมีต้นทุนเหนือกว่าหลายประเทศในโลก

วันนี้คนไทยมี Lifespan หรืออายุขัยเฉลี่ยประมาณ 77 ปี แต่มี Healthspan หรือช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีประมาณ 67 ปี ความหมายคือ คนไทยจำนวนมากอาจมีช่วงปลายชีวิตอีกเกือบ 10 ปีที่ต้องอยู่กับโรคเรื้อรัง ความเจ็บป่วย ความอ่อนแรง หรือการพึ่งพาผู้อื่น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ชงรัฐตั้ง 'บอร์ด Wellness แห่งชาติ’ ให้ทุนงานวิจัยพัฒนาเป็นนวัตกรรม

'WellEra Bangkok' 2.9 หมื่นล้านบาท BDMS ปั้น เวลเนสคอมเพล็กซ์แห่งใหม่

ดังนั้นคำถามสำคัญของประเทศไม่ใช่เพียงว่า “เราจะทำให้คนไทยอายุยืนขึ้นได้อย่างไร” แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า เราจะทำให้คนไทยแข็งแรงไปจนสิ้นอายุขัยได้อย่างไร เพราะการมีอายุยืน แต่ป่วยนาน ไม่ใช่ความสำเร็จของประเทศ แต่การมีอายุยืน พร้อมร่างกายที่แข็งแรง สมองที่แจ่มใส จิตใจที่มีพลัง และยังใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีต่างหาก คือเป้าหมายที่แท้จริงของสังคมไทย

นี่คือ ภารกิจระดับชาติ : ขยับ Healthspan ของคนไทยจาก 67 ปี ไปสู่ 75 ปี ถ้าทำได้ เราจะไม่ได้เพียงลดภาระงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลในอนาคต แต่เราจะได้แรงงานสูงวัยที่ยังมีพลัง ได้ครอบครัวที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ได้คนไทยที่ภูมิใจในสุขภาพของตัวเอง และได้ภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศที่แข็งแรงจากข้างในผมเชื่อว่า “คนไทยแข็งแรง” คือโฆษณา Wellness ที่ทรงพลังที่สุดของชาติ

ถ้านักท่องเที่ยวบินมาประเทศไทย แล้วเห็นคนไทยกินดี อยู่ดี นอนดี เคลื่อนไหวดี ยิ้มง่าย มีพลัง และดูอ่อนเยาว์กว่าวัย นั่นคือ Brand Ambassador ที่ดีที่สุดของคำว่า Thailand : The Land of Life โลกวันนี้กำลังเปลี่ยนจากการซื้อของ ไปสู่การซื้อประสบการณ์ และกำลังเปลี่ยนจากการซื้อประสบการณ์ ไปสู่การซื้อ “ชีวิตที่ดีขึ้น”

Healing is the New Luxury

การได้รับการเยียวยากาย ใจ และชีวิต กลายเป็นความหรูหราใหม่ของโลก ผู้คนไม่ได้เดินทางเพียงเพื่อพักผ่อนอีกต่อไป แต่เดินทางเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ลดความเครียด นอนให้ดีขึ้น ตรวจสุขภาพเชิงลึก ปรับอาหาร ออกกำลังอย่างถูกต้อง ฝึกสมาธิ อยู่กับธรรมชาติ และเรียนรู้วิธีมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

ประเทศไทยมีทุกองค์ประกอบนี้อยู่แล้ว เรามีการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล เรามีการบริการแบบไทยที่ละเอียด อ่อนโยน และอบอุ่น เรามีอาหารไทย สมุนไพรไทย มวยไทย การนวดไทย การทำสมาธิ วัด ป่า ภูเขา ทะเล เมืองท่องเที่ยว และภูมิปัญญาท้องถิ่น

เรามีโรงพยาบาล คลินิก Wellness รีสอร์ต โรงแรม เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME มหาวิทยาลัย นักวิจัย และคนรุ่นใหม่ด้าน Health Tech

แต่สิ่งที่เรายังขาด ไม่ใช่ศักยภาพ สิ่งที่เรายังขาด คือ “ระบบเชื่อมต่อ”เรามีของดีจำนวนมาก แต่ยังแยกกันอยู่เป็นเกาะๆ

งานวิจัยอยู่ในมหาวิทยาลัยสมุนไพรอยู่กับชุมชนอาหารสุขภาพอยู่กับเกษตรกรลูกค้าอยู่กับโรงแรมและคลินิกนักลงทุนอยู่คนละโต๊ะ

กฎระเบียบอยู่คนละกระทรวงและผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่รู้ว่าจะเอางานวิจัยมาต่อยอดเป็นธุรกิจได้อย่างไร

นี่คือเหตุผลที่ผมสนับสนุนอย่างยิ่งให้เกิด “บอร์ด Wellness แห่งชาติ” บอร์ดนี้ไม่ควรเป็นเพียงคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง แต่ต้องเป็น “ศูนย์บัญชาการยุทธศาสตร์ชีวิต” ของประเทศเพราะ Wellness ไม่ได้อยู่ในกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง Wellness เกี่ยวกับสาธารณสุข การท่องเที่ยว กีฬา เกษตร อาหาร อุตสาหกรรม การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม การคลัง แรงงาน มหาดไทย ต่างประเทศ และดิจิทัลถ้าไม่มีเจ้าภาพระดับชาติ การขับเคลื่อนจะเดินช้า

แต่ถ้ามีบอร์ด Wellness แห่งชาติที่มีอำนาจเชื่อมโยงข้ามกระทรวง ประเทศไทยจะสามารถปลดล็อกเรื่องใหญ่ได้ทันที

ผมอยากเห็นบอร์ดนี้ทำ 5 เรื่องให้เกิดขึ้นจริง

  • เรื่องแรก คือกำหนดเป้าหมายชาติให้ชัด

ประเทศไทยต้องประกาศว่า Wellness ไม่ใช่นโยบายเสริม แต่เป็นวาระแห่งชาติ เป้าหมายของเราคือเพิ่ม Healthspan คนไทยจาก 67 ปี สู่ 75 ปี และยกระดับประเทศไทยจากอันดับ 15 ของโลกด้าน Wellness Tourism ไปสู่ 1 ใน 5 ของโลก

  • เรื่องที่สอง คือสร้าง Ecosystem Matching หรือระบบจับคู่คุณค่าทั้งประเทศจับคู่งานวิจัย

จากกระทรวง อว. และมหาวิทยาลัย กับธุรกิจจริงจับคู่นักวิจัยกับโรงพยาบาล คลินิก Wellness รีสอร์ต โรงแรม เกษตรกร และผู้ประกอบการจับคู่สมุนไพรไทยกับ Clinical Researchจับคู่อาหารท้องถิ่นกับ Functional Foodจับคู่มวยไทยกับ Preventive Fitnessจับคู่การนอน การทำสมาธิ และธรรมชาติไทย กับโปรแกรม Stress Recovery ระดับโลกพูดง่าย ๆ คือ เอาของดีของไทยออกจาก “ห้องทดลอง” ไปสู่ “ตลาดโลก” อย่างมีมาตรฐาน

  • เรื่องที่สาม คือสร้างมาตรฐาน Scientific Based Wellness

Wellness ยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่ “รู้สึกดี” แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่า “ดีจริง”โลกต้องการหลักฐาน ต้องการข้อมูล ต้องการความน่าเชื่อถือ ต้องการ Clinical Data ต้องการมาตรฐานความปลอดภัย ต้องการผลลัพธ์ที่วัดได้ นี่คือจุดที่กระทรวง อว. ภายใต้แนวคิดของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญมาก เพราะ อว. คือสะพานระหว่างวิทยาศาสตร์ งานวิจัย ห้องแล็บ มหาวิทยาลัย สตาร์ตอัป และภาคธุรกิจ กรุงเทพธุรกิจรายงานว่างานสัมมนาโดย NIA กระทรวง อว. และจุฬาฯ ได้ย้ำทิศทาง “Scientific Based Wellness” และการเชื่อมงานวิจัยสู่ธุรกิจจริงอย่างเป็นระบบ

ถ้าเราทำให้สมุนไพรไทย อาหารไทย การนวดไทย การฟื้นฟูสุขภาพแบบไทย และโปรแกรม Longevity ของไทยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ เราจะไม่ขายของราคาถูกอีกต่อไป แต่เราจะขาย “ความน่าเชื่อถือ” และ “ผลลัพธ์” ให้กับโลก

  • เรื่องที่สี่ คือสร้าง Sandbox และ Incentive

ธุรกิจ Wellness จำนวนมากติดข้อจำกัดระหว่างกฎเกณฑ์เดิมกับนวัตกรรมใหม่ รัฐจึงควรมี Wellness Sandbox เพื่อให้บริการใหม่ ๆ ที่ปลอดภัย มีหลักฐาน และได้รับการกำกับดูแล สามารถทดลอง ขยายผล และเข้าตลาดได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิดจาก “สุขภาพคือค่าใช้จ่าย” เป็น “สุขภาพคือการลงทุน” ควรมีแรงจูงใจทางภาษีสำหรับการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน การออกกำลังกาย การเรียนรู้โภชนาการ การดูแลการนอน การดูแลสุขภาพจิต และการซื้อบริการ Wellness ที่มีมาตรฐาน

คนที่ดูแลสุขภาพตัวเอง ควรได้รับรางวัลบริษัทที่ทำให้พนักงานแข็งแรง ควรได้รับแรงจูงใจเมืองที่ทำให้ประชาชนเดินได้ วิ่งได้ ปั่นจักรยานได้ กินอาหารดีได้ นอนหลับดีได้ ควรได้รับงบประมาณสนับสนุนเพราะทุกบาทที่ลงทุนในการป้องกันโรควันนี้ คือการประหยัดค่ารักษาพยาบาลในวันข้างหน้า

  • เรื่องที่ห้า คือทำให้ Wellness เป็นวัฒนธรรมของคนไทย ไม่ใช่แค่สินค้าสำหรับนักท่องเที่ยว

ถ้าเราจะเป็น Wellness Hub ของโลก เราต้องเริ่มจากการเป็น Wellness Nation ให้ได้ก่อน เด็กไทยต้องเรียนรู้เรื่องอาหาร การนอน การเคลื่อนไหว และการจัดการความเครียดตั้งแต่ในโรงเรียน คนทำงานต้องมีวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เผาสุขภาพตัวเอง ผู้สูงอายุต้องมีพื้นที่ออกกำลังกายและฟื้นฟูสมรรถภาพชุมชนต้องมีอาหารดีเมืองต้องเอื้อต่อการเดินครอบครัวต้องเห็นว่าสุขภาพไม่ใช่เรื่องของโรงพยาบาล แต่เป็นเรื่องของทุกวันเมื่อประชาชนแข็งแรง ประเทศจึงแข็งแรง เมื่อประเทศแข็งแรง เศรษฐกิจจึงแข็งแรง และเมื่อเศรษฐกิจสุขภาพแข็งแรง ไทยจะมีแบรนด์ใหม่ที่ทรงพลังที่สุดในศตวรรษนี้

Wellness Hub Thailand: The Land of Life ไม่ใช่สโลแกนการตลาด

แต่ควรเป็นคำมั่นสัญญาของประเทศ คำมั่นว่าเราจะทำให้คนไทยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น และแข็งแรงขึ้น คำมั่นว่าเราจะเปลี่ยนงานวิจัยไทยให้เป็นนวัตกรรมไทย คำมั่นว่าเราจะยกระดับ SME ชุมชน เกษตรกร นักวิจัย แพทย์ นักบำบัด โรงแรม รีสอร์ต และเมืองท่องเที่ยว ให้เดินไปบนเส้นทางเดียวกัน คำมั่นว่าเราจะไม่ขายแค่ “การพักผ่อน” แต่จะขาย “คุณภาพชีวิต” คำมั่นว่าโลกจะมาประเทศไทย ไม่ใช่เพียงเพื่อเที่ยว แต่เพื่อกลับไปมีชีวิตที่ดีขึ้นผมเชื่อว่าประเทศไทยมีโอกาสจริง

ถ้าเราตั้งบอร์ด Wellness แห่งชาติ ถ้าเราเชื่อมกระทรวง อว. กับภาคธุรกิจถ้าเราทำ Scientific Based Wellness ถ้าเราตั้งเป้า Healthspan 75 ปี ถ้าเราประกาศว่า Wellness คืออนาคตของเศรษฐกิจไทยและคุณภาพชีวิตคนไทย วันหนึ่งโลกจะไม่ได้รู้จักประเทศไทยเพียงในฐานะ Land of Smiles แต่จะรู้จักเราในฐานะ Thailand : The Land of Life ดินแดนที่ผู้คนมาเพื่อมีชีวิตที่ดีขึ้น และดินแดนที่คนไทยเองก็มีชีวิตที่แข็งแรง ยืนยาว และมีความสุขมากขึ้นเช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...