โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Catcher in the Rye หนังสือที่มือสังหาร จอห์น เลนนอน อ่าน กับการเป็นนิยายคลาสสิกที่ถูกแบนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ในวันที่ 8 ธันวาคม ปี 1980 เป็นวันที่แฟนๆ จอห์น เลนนอน (John Lennon) และวงเดอะบีทเทิลส์ ต้องจดจำและเศร้าโศกเสียใจไปตลอดกาล เพราะเป็นวันที่เลนนอนก้าวขาออกมาจากรถลีมูซีนเพื่อกลับเข้าอพาร์ตเมนต์ หวังว่าจะใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวัน แต่แล้วก็มีเสียงเรียกชื่อเขาบนทางเดินเท้า เลนนอนหันหน้าเพียงเล็กน้อย และพบว่ามีชายคนหนึ่งที่อยู่ห่างไปราว 6 เมตร กำลังยิงปืนใส่ร่วม 5 นัด หลังจากที่เลนนอนนอนเสียชีวิตไปกับพื้น ชายคนนี้ไม่ได้หนีไปไหน แต่กลับยืนอ่านหนังสือ The Catcher in the Rye จนกระทั่งตำรวจนิวยอร์กเข้ามาจับกุม

ตำรวจพบว่าชายผู้นี้มีชื่อว่า มาร์ก เดวิด แช็ปแมน (Mark David Chapman) ผู้เผยว่าเคยยกย่อง จอห์น เลนนอน ราวกับเป็นพระเยซู บนตัวเขาไม่มีอะไรนอกจากปืน .38 คาลิเบอร์ กับหนังสือเรื่อง The Catcher in the Rye ที่ภายหลัง แช็ปแมนเผยว่าเป็นหนังสือที่มีอิทธิพลต่อตัวเขามากที่สุดในการมองโลกที่เป็นอยู่ ระหว่างตัดสินคดีในศาลที่มอบโทษจำคุก 20 ปีถึงตลอดชีวิต แช็ปแมนไม่ได้กล่าวคำให้การอะไร แต่กลับอ่านข้อความใน The Catcher in the Rye แทน

“ผมได้แต่นึกภาพของกลุ่มเด็กที่กำลังเล่นเกมอะไรสักอย่างในทุ่งข้าวไรย์อันแสนกว้าง เด็กตัวเล็กๆ นับพัน และไม่มีใครอื่น –ผมหมายถึงคนที่เป็นผู้ใหญ่–นอกจากผม และผมกำลังยืนอยู่บนขอบของเหวบ้าที่ไหนสักแห่ง สิ่งที่ผมต้องทำคือผมต้องจับทุกคนให้ได้ถ้าหากพวกเขาพยายามวิ่งไปที่ขอบเหวนั้น แบบว่าถ้าพวกเขากำลังวิ่งและไม่ได้หันไปมองด้วยซ้ำว่ากำลังวิ่งไปไหน ผมจะออกมาจากตรงไหนสักแห่งและคว้าพวกเขาไว้ นั่นคือสิ่งที่ผมจะทำมันทั้งวัน ผมจะเป็นนักคว้าแห่งทุ่งไรย์”

ท่อนดังกล่าวปรากฏอยู่ในช่วงเวลาที่ โฮลเดน คอลฟิลด์ (Holden Caulfield) ตัวเอกใน The Catcher in the Rye กล่าวขณะที่กำลังทบทวนเกี่ยวกับชีวิต จากเหตุการณ์ทั้งหมดทำให้ทุกคนเข้าใจว่าหนังสือเล่มนี้ โดยเฉพาะตัวละครอย่าง โฮลเดน คอลฟิลด์ มีอิทธิพลต่อชีวิตแช็ปแมนเป็นอย่างมาก เพราะบนหน้าหนังสือ The Catcher in the Rye เขาเขียนข้อความไว้ว่า “นี่คือคำให้การของผม, โฮลเดน คอลฟิลด์”

The Catcher in the Rye หนังสือคลาสสิกที่ถูกแบนมาช่วงหนึ่ง

The Catcher in the Rye เป็นนิยายแนวเปลี่ยนผ่านวัย (coming of age) ที่เขียนโดย เจ. ดี. ซาลิงเจอร์ (J. D. Salinger) นักเขียนชาวอเมริกันในยุค 1960s โดยนิยายเรื่องนี้จัดว่าเป็นนิยายที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในวรรณกรรมอเมริกัน มียอดขายกว่า 65 ล้านเล่มนับตั้งแต่ตีพิมพ์เมื่อปี 1951 และยังเป็นหนังสือที่ถูกนำมาใช้สอนในชั้นเรียนเกือบทั่วโลก

The Catcher in the Rye เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มวัย 16 ปีนามว่า โฮลเดน คอลฟิลด์ ที่กำลังประสบอยู่กับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออันน่าปวดหัวหลังจากถูกไล่ออกจากโรงเรียนชั้นนำในนิวยอร์ก โดยการเล่าเรื่องเป็นมุมมองบุคคลที่หนึ่งที่พยายามเล่าและอธิบายผ่านความคิดที่อยู่ในใจ โฮลเดนเลือกที่จะร่อนเร่ไปตามเมืองแทนที่จะรับมือกับพ่อแม่ตัวเอง รู้สึกเศร้ากับการตายของน้องชายและรังเกียจความเสแสร้งของโลกของผู้ใหญ่ โฮลเดนพยายามกีดกันตัวเองออกจากสังคม และหมกมุ่นอยู่กับการปกป้องความเป็นเด็กเอาไว้ โดยกล่าวว่าตัวเองเป็น “นักคว้าแห่งทุ่งไรย์” เปรียบเทียบตัวเองเป็นผู้คว้าเด็กเล็กไม่ให้ตกไปอยู่ในความเป็นผู้ใหญ่ที่เลวร้าย แม้ว่าการเติบโตจะเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ก็ตาม

แม้ว่า The Catcher in the Rye จะมีความสวยงามของสารที่ถ่ายทอดออกมาให้กับนักอ่านทุกคน แต่โรงเรียนและห้องสมุดบางแห่งในสหรัฐอเมริกามีการแบนนิยายเล่มนี้นับตั้งแต่ตีพิมพ์ และมีการห้ามอย่างเข้มข้นระหว่างปี 1961 และ 1982 บางแห่งมีการห้ามอ่านโดยต้องรับอนุญาตจากพ่อแม่อีกด้วย สาเหตุเป็นเพราะว่าตัวละครภายในเรื่องนั้นมีการพูดถึงสุรา โสเภณี เรื่องที่เกี่ยวโยงกับเซ็กซ์ โดยเฉพาะตอนที่โฮลเดนเกือบถูกครูที่ไว้ใจล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของครูเสื่อมเสีย การแบนนี้ถึงขั้นทำให้ครูในโรงเรียนสหรัฐฯ ถูกไล่ออกอีกด้วยเนื่องจากไม่ยอมนำออกจากหลักสูตร

แต่แล้ว The Catcher in the Rye ก็ไม่สามารถหยุดความจริงที่ปรากฏอยู่ในหนังสือได้ ทุกวันนี้นักเรียน นักศึกษา และคนอ่านทั่วไปยังคงอ่านหนังสือเล่มนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และถูกยกขึ้นหิ้งให้เป็นนิยายที่สะท้อนความไร้สาระของชีวิต (absurdism) ไม่ต่างจาก The Stranger ของอัลแบร์ต กามูส์ (Albert Camus) หรือ Crime and Punishment ของฟีโอดอร์ ดอสเตอเยฟสกี้ (Fyodor Dostoevsky) นั่นเป็นเพราะ The Catcher in the Rye ฉายให้เห็นความจริงของการเปลี่ยนผ่านของชีวิต โฮลเดนเป็นตัวละครในนิยายเปลี่ยนผ่านวัยคนแรกที่มีมุมมองขวางโลก มีชีวิตยุ่งเหยิง และจิตใจอ่อนไหว สมกับเป็นวัยรุ่นจริงๆ รวมถึงมีวาจาที่แดกดัน แฝงด้วยคำหยาบอย่างที่วัยรุ่นควรจะเป็น อีกทั้งมุมมองของโฮลเดนที่เกรงกลัวการเติบโต เพราะผู้ใหญ่มีแต่ความเสแสร้งและความเลวร้าย หวังจะเป็นผู้ช่วยเหลือเด็กเล็กคนอื่นๆ นั้นเป็นเรื่องที่สวยงาม และเป็นการสะท้อนความจริงที่เคยเกิดขึ้นกับนักอ่านทุกคน

แช็ปแมนในฐานะคอลฟิลด์ กับเลนนอน ผู้เสแสร้ง

สารจาก The Catcher in the Rye คือไฮไลต์หลักของแรงจูงใจที่ทำให้แช็ปแมนลงมือสังหารจอห์น เลนนอน เพราะเขามองว่าเลนนอนคือภาพแทนของความเสแสร้งที่กำลังทำให้เด็กและวัยรุ่นต้องตกอยู่ในความชั่วร้าย

ในช่วงนั้น จอห์น เลนนอน กำลังเป็นที่รู้จักในฐานะนักดนตรีที่ปฏิเสธความร่ำรวยและความสะดวกสบาย เลือกที่จะอยู่อย่างสมถะในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ในนิวยอร์ก และสนับสนุนเรื่องสันติภาพให้กับทุกคน แต่สำหรับแช็ปแมนแล้ว การที่ศิลปินมีชื่อเสียงอย่างเลนนอน ปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองเคยเป็นล้วนเป็นเรื่องเสแสร้ง

“เขาบอกเราว่าให้จินตนาการว่าเราไม่มีทรัพย์สิน แต่ดูเขาสิ มีเงินเป็นล้านดอลลาร์ มีเรือยอชต์ มีทั้งฟาร์ม และอสังหาริมทรัพย์มากมาย หัวเราะใส่คนอย่างผมที่เคยเชื่อคำโกหก และยอมซื้ออัลบั้มเพลง สร้างส่วนหนึ่งของชีวิตให้วนเวียนอยู่แต่กับเพลงของเขา” แช็ปแมนตะโกนออกมาจากในคุกโดยพูดถึงเพลง Imagine บทเพลงชื่อดังของ จอห์น เลนนอน ที่พูดถึงความสวยงามของโลกหากปราศจากความเชื่อ ทรัพย์สิน และการเยินยอ

หลังจากที่อ่านและซึมซับ The Catcher in the Rye แช็ปแมนเชื่อว่าตัวเองเป็น โฮลเดน คอลฟิลด์ เป็นนักคว้าแห่งทุ่งไรย์ที่กำลังช่วยทุกคนให้กลับไปสู่โลกที่ดีขึ้นด้วยการสังหารจอห์น เลนนอน ผู้เป็นเหมือนตัวแทนแห่งความเสแสร้ง เหมือนกับที่โฮลเดนพยายามช่วยเด็กเล็กไม่ให้ตกอยู่ในเงื้อมมือของความชั่วร้ายของการเป็นผู้ใหญ่

“กงเกวียนแห่งความมืดเริ่มหมุนในจิตใจและบอกกับเขาว่า ถ้าสามารถกำจัด จอห์น เลนนอน ได้ เขาจะขจัดผู้ที่กำลังนำอีกเจเนอเรชันให้ตกอยู่ในความเสแสร้งและความย้อนแย้ง แช็ปแมนมองว่าแผนการสังหารเลนนอนเป็นเสมือนภารกิจที่ปกป้องเด็ก โดยยึดกับสิ่งที่โฮลเดนเป็นในนิยาย เขาเชื่อแบบเต็มอกว่าตัวกำลังเป็น โฮลเดน คอลฟิลด์แห่งยุค” แจ็ก โจนส์ (Jack Jones) ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับแช็ปแมนเรื่อง “Let Me Take You Down: Inside the Mind of Mark David Chapman,the Man Who Killed John Lennon” กล่าว

จากที่ The Catcher in the Rye โดนแบนจากครูแล้ว ก็มีกระแสห้ามอ่านมากขึ้นกว่าเดิมโดยใช้เหตุการณ์อันน่าสลดของจอห์น เลนนอน เป็นตัวอย่าง โดยอ้างว่าเป็นนิยายที่สร้างความรุนแรงให้กับสังคม แต่แล้วแวดวงวรรณกรรมศึกษารวมถึงครูและอาจารย์บางส่วนก็พยายามปกป้องนิยายชิ้นนี้ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาถึงขั้นอธิบายว่าความรุนแรงไม่ได้เกิดจากการอ่านนิยายที่ว่านี้ แต่เป็นการตีความที่ผิดเพี้ยนของตัวแช็ปแมนเอง เพราะก่อนเข้าการพิจารณาคดี แช็ปแมนได้สัมภาษณ์กับนักจิตวิทยาและนักจิตบำบัดร่วม 200 ชั่วโมง โดย 6 ผู้เชี่ยวชาญพบว่าแช็ปแมนมีอาการทางจิต (psychotic) อีก 5 คนตรวจพบว่าเขาเป็นโรคจิตเภทชนิดหวาดระแวง (paranoid schizophrenia)

จากนั้นกระแสการห้ามอ่านและการแบนหนังสือ The Catcher in the Rye ก็ลดลงไป และยังคงเป็นหนังสือที่มอบคุณูปการให้กับนักเขียนและนักอ่านหลายคนในเวลาต่อมา ฮารุกิ มูรากิ (Haruki Murakami) ชอบหนังสือเล่มนี้มากจนเขาต้องแปลออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่นในปี 2003 รวมถึง จอห์น กรีน (John Green) เจ้าของนิยายวัยรุ่นอย่าง The Fault in Our Stars ก็มี เจ. ดี. ซาลิงเจอร์ เป็นบุคคลตัวอย่าง

สำหรับฉบับภาษาไทยมีแปลแล้วโดย ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Beat โดยสามารถหาซื้อได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

อ้างอิง:

Sarah Gleim. How ‘The Catcher in the Rye’ Influenced Real Killers. https://www.aetv.com/articles/catcher-in-the-rye-murder-connections

Simon Stern. The Catcher in the Rye. https://firstamendment.mtsu.edu/article/the-catcher-in-the-rye/

Elisabeth Edwards. How Mark David Chapman’s Obsession with ‘The Catcher in the Rye’ Inspired John Lennon’s Assassination. https://www.thevintagenews.com/2022/07/14/catcher-in-the-rye-john-lennon/

บทความต้นฉบับได้ที่ : The Catcher in the Rye หนังสือที่มือสังหาร จอห์น เลนนอน อ่าน กับการเป็นนิยายคลาสสิกที่ถูกแบนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...