ไทยโต้กลับกัมพูชา ยันปักธงพื้นที่เดิม-ปัดละเมิดอธิปไตย จี้ตั้งทีมร่วมตรวจคลังสินค้าไหม้
ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดน หลังจากที่รัฐบาลกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยละเมิดอธิปไตยด้วยการปักธงชาติไทยล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชา รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการลอบเผาคลังสินค้าบริเวณช่องโอเสม็ด (O Smach) โดยกองทัพไทยยืนยันปฏิบัติการทุกอย่างเป็นไปตามกรอบอำนาจหน้าที่ปกติ และพร้อมเปิดโต๊ะเจรจาร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อรักษาบรรยากาศความสัมพันธ์
ยันปักธงในเขตดูแลเดิม ปัดเจตนาฮุบดินแดนหรือเปลี่ยนแนวเขต
พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ฝ่ายไทยขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ไทยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ภายในพื้นที่พื้นที่ยุทธศาสตร์เดิมที่ฝ่ายไทยเป็นผู้ดูแลรักษาความปลอดภัย และปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนมาโดยตลอด ไม่ใช่การเข้ายึดครองดินแดนโดยมิชอบ และไม่มีเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะของพื้นที่หรือแนวเขตแดนแต่อย่างใด
ส่วนกรณีการก่อสร้างรั้วหรือสิ่งปลูกสร้างตามแนวชายแดน พล.อ.อ.ประภาส ชี้แจงเพิ่มเติมว่า เป็นเพียงการปรับปรุงพื้นที่และก่อสร้างสิ่งอำนวยความปลอดภัยตามอำนาจหน้าที่ปกติ เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนเท่านั้น ไม่ได้มุ่งหวังสร้างความได้เปรียบทางดินแดน สำหรับพื้นที่จุดใดที่ยังมีความเห็นแตกต่างหรือมุมมองเขตแดนไม่ตรงกัน ควรได้รับการพิจารณาและแก้ไขผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมที่ทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมกันไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ถูกนำไปตีความจนส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ
สวนกลับข้อหาเผาคลังสินค้าโอเสม็ด "ไร้หลักฐาน" หนุนตั้งกรรมการร่วมตรวจ
สำหรับกรณีที่ทางการกัมพูชาพาดพิงและกล่าวหาว่าทางการไทยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุเพลิงไหม้คลังสินค้าบริเวณช่องโอเสม็ดนั้น ผู้อำนวยการ JIC ระบุอย่างชัดเจนว่า ในปัจจุบันยังไม่มีการตรวจพบข้อมูลหรือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ใด ๆ ที่สามารถมายืนยันข้อกล่าวหาดังกล่าวได้เลย
ดังนั้น ฝ่ายไทยจึงเห็นว่าทั้งสองประเทศควรดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน ผ่านกลไกและคณะกรรมการชายแดนที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง แม่นยำ โปร่งใส และเกิดความเป็นธรรมสูงสุดต่อทุกฝ่าย มากกว่าการด่วนสรุปและกล่าวหาฝ่ายเดียว
ยึดมั่น MOU 2000 - ถ้อยแถลงร่วมปี 2568 เน้นการทูตสยบความตึงเครียด
เมื่อถามถึงแนวทางการตอบโต้ทางทูตของรัฐบาลไทย พล.อ.อ.ประภาส ย้ำว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา หรือ MOU 2000 อย่างเคร่งครัด รวมถึงยึดกรอบแนวทางตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568
“ประเทศไทยให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง และการใช้ช่องทางทางการทูตผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ตามความเหมาะสม มากกว่าการออกมาโต้ตอบกันไปมาผ่านสื่อมวลชน เนื่องจากรัฐบาลไทยไม่ต้องการให้สถานการณ์บริเวณชายแดนลุกลาม บานปลาย หรือเป็นการเพิ่มระดับความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น จุดยืนของไทยยังคงเน้นย้ำการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองประเทศยอมรับร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดเงื่อนไขที่นำไปสู่ความขัดแย้งเพิ่มเติมในอนาคต” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวทิ้งท้าย