“แสวง” ลั่น ภูมิใจที่เป็นคนกกต. ยัน ไม่เสียกำลังใจ หลังมีข่าวไม่ผ่านเกณฑ์ประเมิน KPI
“แสวง” ลั่น ภูมิใจที่เป็นคนกกต. ยัน ไม่เสียกำลังใจ หลังมีข่าวไม่ผ่านเกณฑ์ประเมิน KPI ก่อนประกาศกร้าวเข้าสู่ปีที่ 29 ของ กกต. พร้อมรับฟังประชาชนมากขึ้น ย้ำยึดหลักสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม
วันที่ 9 มิ.ย. 69 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินผลงานรายปี ในขั้นตอนการประเมินผลการปฏิบัติงาน ว่า ประธานกกต. ได้พูดไปหมดแล้ว ซึ่งตนไม่มีคำตอบอะไร เพราะเป็นขั้นตอนของกรรมการ หากตนจะบอกได้ ก็คงบอกได้แค่ว่า รู้สึกดีๆ กับการทำงานกับ กกต.ทุกชุดที่ผ่านมา ยังรู้สึกดีๆ แค่นั้นเอง
ส่วนที่ข่าวเรื่องการประเมินออกมาจากกระทบต่อกำลังใจในการทำงานหรือไม่ นายแสวง ยืนยันว่าไม่กระทบอะไรและเราไม่มีความเห็นอะไร เพราะเป็นเรื่องของสัญญา เพราะตอนนี้ยังพูดเรื่องกฎหมายอยู่ และขออย่ามองว่าเราทำเต็มที่หรือไม่ แต่เราพยายามทำดีที่สุด ซึ่งบริบทและองค์ประกอบเป็นแบบนั้น ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่าไม่เสียกำลังใจ ยังรู้สึกดีกับทุกอย่างที่นี่
เมื่อถามว่าภูมิใจอะไรมากที่สุด นายแสวง ตอบเพียงแค่ว่า อย่าเพิ่งดีกว่าครับ ก่อนทิ้งท้ายว่า “ผมภูมิใจที่เป็นคนกกต.”
“แสวง” ประกาศกร้าวเข้าสู่ปีที่ 29 ของ กกต. เปิดข้อมูลมากขึ้น รับฟังประชาชนมากขึ้น ย้ำยึดหลักสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม
นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แถลงเนื่องในโอกาสครบรอบ 28 ปี สำนักงาน กกต. โดยประกาศเดินหน้าพัฒนาองค์กรสู่ “องค์กรแห่งความเชื่อมั่นทางประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล” ภายใต้หลักสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง 5 ด้าน ได้แก่ ยกระดับการเลือกตั้งด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เปิดเผยข้อมูลและรับฟังประชาชนมากขึ้น พัฒนาระบบกำกับดูแลทางการเมือง สร้างพลเมืองประชาธิปไตยยุคใหม่ และปรับองค์กรสู่ระบบดิจิทัลสมรรถนะสูง
นายแสวงย้ำว่า ความสำเร็จของ กกต. ในอนาคตจะวัดจากความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง ไม่ใช่เพียงการจัดเลือกตั้งให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีข่าวทุจริตจากเจ้าหน้าที่ และจะผลักดันให้การทำงานมีความโปร่งใสเป็นรูปธรรมมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังระบุว่าอาจพิจารณากลับมาเปิดคอมเมนต์ในเพจเฟซบุ๊กของ กกต. อีกครั้ง แม้ที่ผ่านมาเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นการด่าทอมากกว่าข้อเสนอแนะ พร้อมชี้แจงว่าการเชิญชวนให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบการเลือกตั้ง ไม่ใช่การโยนภาระ แต่เป็นการส่งเสริมความโปร่งใสและความเป็นเจ้าของประชาธิปไตยร่วมกัน ขณะที่คดีทุจริตเลือกตั้งกว่า 2,000 เรื่องยังต้องใช้เวลาสอบสวน เนื่องจากข้อจำกัดด้านพยานหลักฐานและกระบวนการสืบสวนสอบสวน