แม่ค้าออนไลน์ร้อง อ้างถูก ตร. บุกห้องไร้หมายค้นยึดทอง 8 บาท เงินสด 6 หมื่น
(4 มิ.ย. 69) ที่สำนักงานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ถ.แจ้งวัฒนะ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี น.ส.ชนิภรณ์ อายุ 27 ปี อาชีพแม่ค้าขายเสื้อผ้าออนไลน์ นำเอกสารหลักฐานต่างๆ เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิ และ ว่าที่ ร.ต.รภัสสิทธิ์ ภัทรสิริชัยสิน รองประธานมูลนิธิ หลังตนเองถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจำนวน 8 นาย บุกเข้ามาค้นห้องพักในคอนโดมิเนียมโดยไม่มีหมายค้น ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่กลับถูกตำรวจชุดดังกล่าวยึดทรัพย์สินเป็นเงินสด ทองรูปพรรณ และนาฬิกาข้อมือ โดยอ้างว่าจะนำไปตรวจสอบ เนื่องจากแฟนของตนเคยถูกจับคดียาเสพติด จึงอ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวเกี่ยวพันต่อเนื่องกัน
น.ส.ชนิภรณ์ เล่าด้วยเสียงเศร้าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ช่วงเวลา 10.50 น. ขณะตนนอนพักผ่อนอยู่ในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ย่านคลองตัน ได้มีชายฉกรรจ์ 8 นาย บุกเข้ามาที่ห้องพร้อมแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน โดยไม่มีหมายค้น อ้างว่าจะมาหาหลักฐานกรณีแฟนหนุ่มของตนที่เคยถูกจับกุมคดีเสพติด เมื่อไม่พบสิ่งผิดกฎหมายในห้อง แต่ไปพบทรัพย์สินของตนเองคือ สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท สร้อยข้อมือหนัก 3 บาท เงินสดจำนวน 60,000 บาท และนาฬิกาข้อมือยี่ห้อ แท็ก ฮอยเออร์ (Tag Heuer) โดยอ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวอาจเกี่ยวพันกับสามีที่เคยถูกจับกุมยาเสพติด
ตนพยายามชี้แจงและบอกว่าทรัพย์สินทั้งหมดตนหามาได้จากหยาดเหงื่อแรงกาย ไม่เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น จึงพูดกับตำรวจชุดดังกล่าวว่า "พวกพี่จะปล้นหนูเหรอ" แต่ตำรวจชุดดังกล่าวกลับตะคอกข่มขู่ตนให้อยู่เฉยๆ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะโดนจับอีกคน
หลังเกิดเหตุตนได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน. แต่ไม่มีใครรับแจ้งความ อ้างว่าตำรวจทำตามหน้าที่ โดยตนทราบมาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดที่เข้ามาตรวจค้นเป็นตำรวจสืบสวนของโรงพักแห่งนี้จริง หัวหน้าชุดคือ ร.ต.อ.อิทธิกร ตนจึงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมรับแจ้งความ ทราบแต่เพียงว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนส่งของกลางทรัพย์สินของตนเองให้ พ.ต.ท.ภาณุ สารวัตร (สอบสวน) ไปแล้ว เมื่อไปสอบถามก็บอกว่าของกลางทั้งหมดต้องเก็บไว้ตรวจสอบก่อน แถมยังพูดกับตนว่า "สร้อยข้อมือสวยนะอยากได้จัง จะให้ช่วยไหม"
ต่อมา ตนเองได้ทำหนังสือและเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมที่สำนักงาน ป.ป.ท. โดยมีความเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำการโดยมิชอบ จึงส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ จนกระทั่งต่อมา ทางสำนักงาน ป.ป.ส. ได้มีหนังสือเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ให้ตนเองไปรับสร้อยข้อมือทองคำหนัก 3 บาท ที่สำนักงาน ป.ป.ส. ก่อน โดยมี น.ส.เกตุสุดา หอมสุวรรณ นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ สำนักงาน ป.ป.ส. เป็นคนกลางทำเรื่องมอบสร้อยข้อมือคืนให้กับตนเอง
ทว่าพอตนเห็นสร้อยเส้นดังกล่าวก็ต้องตกใจ เพราะไม่ใช่ลายสร้อยข้อมือของตนเอง อีกทั้งยังมีใบเปอร์เซ็นต์ยิงทองซึ่งระบุว่าทองดังกล่าวมีเปอร์เซ็นต์แค่ 25% เท่านั้น (ทองปลอม) จึงปฏิเสธที่จะรับ แต่ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าให้เซ็นรับไปก่อน หากเป็นทองปลอมเขาจะเป็นพยานในการตรวจรับในครั้งนี้เอง
หลังเกิดเหตุที่ตนไปร้องเรียนหน่วยงานต่างๆ ทำให้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจของ สน.โทรศัพท์มาข่มขู่ให้เลิกร้องเรียน มิเช่นนั้นจะเดือดร้อน ตนยืนยันว่าตนมีหลักฐานในการซื้อทองที่ร้านทองเที่ยงธรรม และก่อนจะถูกตำรวจตรวจยึด ทองทั้งหมดตนก็เคยนำไปจำนำที่โรงรับจำนำพัฒนาการ 20 ซึ่งทองทั้งหมดเป็นของจริงไม่ใช่ทองปลอมอย่างแน่นอน และไม่เกี่ยวข้องกับสามีเลย จนหมดหนทางที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมแล้ว จึงต้องเดินทางมาร้องเรียนที่มูลนิธิในวันนี้ เพื่อขอให้ทางทนายรณณรงค์ช่วยเหลือ นำทรัพย์สินที่หาได้จากหยาดเหงื่อแรงกายกลับคืนมาให้
ขณะที่ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ และ ว่าที่ ร.ต.รภัสสิทธิ์ ร่วมกันกล่าวว่า เรื่องนี้จากการตรวจสอบพบว่าผู้เสียหายมีหลักฐานที่แน่นหนา ทั้งคลิปเสียง ทั้งตั๋วจำนำที่ยืนยันว่าเป็นทองจริง ทั้งตลับที่ซื้อทองมาจากร้านทอง การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในครั้งนี้มองว่าเป็นการฉวยโอกาสตบทรัพย์ผู้เสียหาย โดยเอาคดีที่สามีเคยต้องคดียาเสพติดมาอ้าง และตรวจยึดทรัพย์สินไปโดยไร้ความชอบธรรม โดยจะนำผู้เสียหายเดินทางไปร้องเรียนกับ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) หรือผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 (ผบก.น.5) เพื่อเรียกร้องความถูกต้อง และนำทรัพย์สินของผู้เสียหายกลับคืนมา
ทั้งนี้ ทนายรณณรงค์ได้ใช้โทรศัพท์มือถือโทรศัพท์หา พ.ต.ท.กิตติ ยังมี รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สน.เพื่อสอบถามเรื่องราว และได้รับการแจ้งกลับมาทางสายว่า ให้ผู้เสียหายเดินทางมาพบตนเองได้ จะให้ความเป็นธรรมในเรื่องนี้ เพราะรู้สึกเห็นใจเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วจะสอบปากคำถึงที่มาที่ไปว่าเป็นมาอย่างไร ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมอย่างแน่นอน