โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เดิมพันผลไม้เชียงใหม่ 7 พันล้าน ดันพืชพรีเมี่ยม ต่อลมหายใจเกษตรกร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

สถานการณ์ไม้ผลเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ในปี 2569 เผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเม็ดเงินกว่า 7,000 ล้านบาท จาก 3 พืชหลัก “ลำไย-ลิ้นจี่-มะม่วงน้ำดอกไม้” กำลังถูกเขย่าด้วยพิษเอลนีโญและต้นทุนพลังงานที่พุ่งแรง จนคุณภาพผลผลิตอย่างมะม่วงน้ำดอกไม้ตกเกรดหายวับไปเกือบครึ่งสวน ขณะที่จีนส่งสัญญาณเตือนเบรกปลูกลำไยเพิ่ม เพราะตลาดล้น

สแกน Roadmap แผนปรับโครงสร้างการผลิตครั้งใหญ่ ดันพืชพรีเมี่ยม “กาแฟอราบิก้า-โรบัสต้า” และ “ทุเรียน” จิ๊กซอว์ตัวใหม่ ที่จะมาต่อลมหายใจเกษตรกร ในวันที่โลกเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม

นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สถานการณ์ไม้ผลเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ในปี 2569 ประกอบด้วยมะม่วงน้ำดอกไม้ ลิ้นจี่ และลำไย พบว่าภาคการเกษตรกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จากปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรง ผนวกกับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งด้านพลังงานและราคาปุ๋ย บีบให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์จากการเน้นปริมาณสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการคัดสรรพืชทางเลือกใหม่ที่มีศักยภาพทางการตลาดสูงกว่าเดิม

เสน่ห์ แสงคำ

มะม่วงน้ำดอกไม้ “ตกเกรด” พุ่ง

ปัจจุบันเชียงใหม่มีพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ 29,979 ไร่ จากเดิม 30,000 ไร่ แม้จะลดลงจากปีก่อนเพียง 0.4% เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนโค่นทิ้งเพื่อปลูกพืชอื่น เช่น ทุเรียน แต่ผลผลิตในปีนี้คาดการณ์ไว้ที่ 28,200 ตัน

ในแง่การตลาดปีนี้ถือว่า ‘โชคดี’ ได้อานิสงส์จากผลผลิตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างอย่างพิจิตรและพิษณุโลกหมดฤดูกาลไปก่อน ทำให้ราคาส่งออกพุ่งสูงถึง 28 บาท/กก. มะม่วงน้ำดอกไม้เชียงใหม่จึงเป็นที่ต้องการของตลาดส่งออกอย่างมาก

ผลไม้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่พบในปีนี้คือ คุณภาพผลผลิต ซึ่งผิวของมะม่วงยังคงเป็นโจทย์สำคัญ เพราะมีผลลาย ผิวเสีย และขนาดไม่ได้มาตรฐาน ได้รับผลกระทบโดยตรงจากอากาศร้อนสลับฝนในปีที่ผ่านมา ทำให้มะม่วงแตกใบแทนการแตกช่อดอก โดยพบผลผลิตตกเกรด 40% หรือประมาณ 11,280 ตัน ซึ่งขายได้เพียง 10-12 บาท/กก.

ผลไม้

ลิ้นจี่เผชิญภาวะสังคมสูงวัย

ขณะที่ลิ้นจี่เป็นอีกหนึ่งไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญของเชียงใหม่ มีพื้นที่ปลูก 32,050 ไร่ จากเดิม 32,070 ไร่ โดยผลผลิตต่อไร่ในปีนี้มีแนวโน้มลดลง สาเหตุหลักมาจากสภาพอากาศร้อนจัดผิดปกติ ส่งผลกระทบต่อการออกดอกและติดผลของลิ้นจี่

ในด้านราคา ลิ้นจี่ (พันธุ์ฮงฮวย) เกรดทั่วไป ส่วนใหญ่ขายส่งไปยังตลาดไท คาดว่าราคาอยู่ที่ 8-20 บาท/กก. ขึ้นอยู่กับคุณภาพและช่วงเวลาที่ออกสู่ตลาด ส่วนลิ้นจี่ที่ส่งเข้าโรงงานแปรรูปจะได้รับราคาอยู่ที่ 12-15 บาท/กก. คาดการณ์ว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายน ราว 56% ของผลผลิตทั้งหมด รองลงมาคือเดือนพฤษภาคม ราว 43% ซึ่งอาจจะเร็วกว่าช่วงเวลาปกติเล็กน้อย เนื่องจากอิทธิพลของสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ลิ้นจี่เร่งออกผล

ผลไม้

โดยพันธุ์จักรพรรดิจะมีราคาสูงถึง 80 บาท/กก. มีสัดส่วนราว 20% จากผลผลิตทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้คาดว่าผลผลิตจะเหลือเพียง 13,400 ตัน ลดลง 30% โดยผลผลิตร่วงลงมาอยู่ที่ 420 กก./ไร่ จากเดิม 600 กก./ไร่ แต่ปัญหาหลัก คือ อากาศร้อนจัดเกินไปจนลิ้นจี่ต้องเร่งสุก และเกษตรกรส่วนใหญ่เริ่มเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” ไม่มีแรงดูแลพืชอ่อนไหวอย่างลิ้นจี่ และไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้ จึงเริ่มมีการโค่นทิ้งต่อเนื่อง

“ทางรอด ต้องมุ่งเน้นไปที่การทำลิ้นจี่อัตลักษณ์ (GI) ในโซน อ.ฝาง เพื่อรักษาตลาดมูลค่าสูง ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ของเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ที่กำลังส่งเสริมและขับเคลื่อน”

ผลไม้

ลำไย ขาลง จีนเตือนล้นตลาด

สำหรับสถานการณ์ลำไยในปี 2569 คาดการณ์ได้ว่าผลผลิตจะลดลง จากพื้นที่ปลูกลำไยราว 444,000 ไร่ พื้นที่ลดลง 1% โดยผลผลิตปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 398,000 ตัน ลดลง 6% จากปี 2568 ที่มีปริมาณ 420,000 ตัน จากปัญหาเอลนีโญและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง

ทั้งนี้ ผลผลิตจะกระจุกตัวช่วงเดือนสิงหาคม เกินขีดความสามารถของล้งอบแห้ง ทำให้เกษตรกรเสี่ยงถูกกดราคา ราคาปีที่แล้วอยู่ที่ 7-8 บาท/กก. และราคาปีนี้อาจจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว หรืออาจสูงกว่าเล็กน้อย ซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัด

นายเสน่ห์ยังบอกอีกว่า เคยได้คุยกับกงสุลจีน ประจำเชียงใหม่ท่านก่อน ได้แนะนำว่า “อย่าส่งเสริมการปลูกลำไยเพิ่ม” เพราะปัจจุบันจีนปลูกเองได้และมีปริมาณล้นตลาดแล้ว ทำให้การพึ่งพาตลาดจีนเพียงอย่างเดียวเริ่มมีความเสี่ยงสูง

ผลไม้

ดังนั้น ทางออกเดียวคือ การเปลี่ยนจาก ‘ลำไยอีดอ’ ที่ส่งโรงงานอบแห้ง ซึ่งมีสัดส่วนถึง 90% มาเป็นลำไยบริโภคสดเกรดพรีเมี่ยมมากขึ้น เช่น สายพันธุ์สีชมพู, แห้ว และเบี้ยวเขียว ซึ่งราคาในฤดูหน้าสวนสูงถึง 70-80 บาท/กก. และเป็นที่ต้องการของตลาดระดับบนและต้องสั่งจองล่วงหน้าเป็นปี

นายเสน่ห์กล่าวว่า ลำไย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปรับโครงสร้างการผลิต โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ได้ผลักดันแนวทางการบริหารจัดการเชิงรุกด้วยการส่งเสริมการผลิตลำไยเกรดพรีเมี่ยมผ่านเทคนิคการตัดแต่งช่อผล ไม่ให้มีช่อผลเกินความจำเป็น เช่น 1 ช่อไม่ควรจะเกิน 50 ผลต่อต้น ซึ่งจะช่วยให้ผลมีขนาดใหญ่และได้ราคาสูงกว่าปกติหลายเท่าตัว

ผลไม้

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนกระจายการผลิตผ่านโครงการลำไยนอกฤดูในพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านระบบชลประทาน เพื่อที่จะสามารถส่งโรงงานอบแห้งและขายสด ซึ่งจะช่วยลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำในช่วงฤดูกาลปกติ

เดิมพันมูลค่า 7 พันล้าน

ทั้งนี้ เมื่อประมาณการมูลค่าไม้ผลทั้ง 3 ชนิดของเชียงใหม่ (ปี 2569) จากการประมวลผลผลิตและราคาเฉลี่ย สามารถแยกมูลค่าได้ดังนี้

1.มะม่วงน้ำดอกไม้ (ผลผลิตรวม 28,200 ตัน) เกรดส่งออก (60%) 16,920 ตัน x 28,000 บาท/ตัน (28 บาท/กก.) = 473.76 ล้านบาท ขณะที่เกรดตก (40%) 11,280 ตัน x 12,000 บาท/ตัน (12 บาท/กก.) = 135.36 ล้านบาท มูลค่ารวมราว 609.12 ล้านบาท

ผลไม้

2.ลิ้นจี่ (ผลผลิตรวม 13,400 ตัน) เกรดพรีเมี่ยม/จักรพรรดิ (20%) 2,680 ตัน x 80,000 บาท/ตัน (80 บาท/กก.) = 214.4 ล้านบาท ขณะที่เกรดโรงงาน/บริโภคทั่วไป/ฮงฮวย (80%) 10,720 ตัน x 15,000 บาท/ตัน (15 บาท/กก.) = 160.8 ล้านบาท มูลค่ารวมราว 375.2 ล้านบาท

ผลไม้

3.ลำไย (ผลผลิตรวม 398,000 ตัน) เกรดพรีเมี่ยม/บริโภคสด (10%) 39,800 ตัน x 80,000 บาท/ตัน (80 บาท/กก.) = 3,184 ล้านบาท ขณะที่เกรดส่งล้งอบแห้ง/อีดอ (90%) 358,200 ตัน x 8,000 บาท/ตัน (8 บาท/กก.) = 2,865.6 ล้านบาท มูลค่ารวมราว 6,049.6 ล้านบาท

ผลไม้

กล่าวคือ ภาพรวมมูลค่าเศรษฐกิจของผลไม้ทั้ง 3 ชนิด ทำให้เชียงใหม่มีเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคเกษตรนี้ราว 7,033.92 ล้านบาทต่อปี

รุกแผนกระจายผลผลิต

สำหรับแผนบริหารจัดการไม้ผล ปี 2569 จังหวัดเชียงใหม่มุ่งเน้นการบริหารจัดการเชิงรุก โดยกรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตสำคัญ (ลำไย มะม่วง ลิ้นจี่ ทุเรียน) โดยเฉพาะการเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศ กระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต และเฝ้าระวังผลผลิตที่อาจลดลงจากภัยแล้ง

มะม่วง (เป้าหมายหลัก) เน้นการกระจายมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง โดยตั้งเป้ากระจายผลผลิต 3,000 ตัน ผ่านการเปิดจุดรับซื้อและเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศอย่างเร่งด่วน

ลำไย เตรียมแผนบริหารจัดการล่วงหน้าก่อนผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 โดยเน้นการเฝ้าระวังราคาและกระจายออกนอกพื้นที่

ลิ้นจี่และทุเรียน ติดตามสถานการณ์ผลผลิตอย่างใกล้ชิดเนื่องจากมีรายงานผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้น 14% แต่สถานการณ์ภัยแล้งส่งผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณโดยรวม

สำหรับกลยุทธ์การดำเนินงาน 5 แนวทางหลัก คือ 1.เชื่อมโยงตลาด 2.บริหารจัดการจุดรับซื้อ 3.การกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต 4.การรับซื้อล่วงหน้า และ 5.การดูแลมาตรฐานราคา

พร้อมมุ่งการเชื่อมโยงตลาด โดยเฉพาะพันธมิตรห้างค้าปลีก-ค้าส่ง ช่วยรับซื้อผลผลิต ขณะเดียวกันให้ความสำคัญเรื่อง Big Data เพื่อใช้ข้อมูลเกษตรกรและพื้นที่ปลูกจริงในการวางแผนการตลาดเพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำ แผนดังกล่าวเป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Fruit Board 69) เพื่อรับมือกับฤดูกาลผลไม้ภาคเหนือ

ทุเรียนโอกาสทองบนพื้นที่ราบ

นายเสน่ห์กล่าวอีกว่า เกษตรกร จ.เชียงใหม่ เริ่มหันไปปลูกทุเรียนมากขึ้น ซึ่งพื้นที่ปลูกยังไม่มากนัก ‘หลักพันไร่’ โดยอาศัยดีมานด์มหาศาลจากจีนที่กงสุลจีนยืนยันว่ายังต้องการอีกมาก แต่ประเด็นสำคัญคือ “ทุเรียนไม่ใช่พืชของคนบนดอย” หากนำไปปลูกในพื้นที่หนาวจัดอย่างดอยอ่างขางหรือโซนลิ้นจี่เดิม ทุเรียนจะสลัดใบทิ้งในช่วงหน้าหนาวจนผลผลิตเสียหาย พื้นที่ที่เหมาะสมจริง ๆ คือพื้นที่ราบโซน อ.แม่แตง, อ.สันทราย, อ.สันป่าตอง และ อ.หางดง ที่น้ำถึง-ระบบชลประทานดี และอากาศไม่หนาวสุดขั้ว

“ทุเรียนเริ่มปลูกจริงจังเมื่อ 2 ปีที่แล้ว อีก 2 ปีข้างหน้าจะให้ผลผลิตเต็มที่ แต่ปีนี้ก็เริ่มมีผลผลิตบางส่วนทยอยออกมาบ้างแล้ว แต่ไม่มากนัก แม้จะเป็นพืชที่ได้รับความนิยมสูงขึ้น แต่ยังคงเป็นพืชที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการส่งเสริม เนื่องจากข้อจำกัดด้านสภาพอากาศที่หนาวเย็นในบางช่วงของปี ถือเป็นผลไม้ที่มีโอกาสทางการตลาดสูง”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เดิมพันผลไม้เชียงใหม่ 7 พันล้าน ดันพืชพรีเมี่ยม ต่อลมหายใจเกษตรกร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...