ชัชชาติ สวนกลับดราม่า ย้ำ 4 ปีไม่มีด่างพร้อย พร้อมให้ตรวจสอบ
วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 กล่าวถึงกรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย และ นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ เตรียมยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่อง “ระบบอุปถัมภ์” ว่า หากมีหลักฐานก็ยินดีให้ตรวจสอบเต็มที่ เพราะคนทำงานสาธารณะต้องพร้อมรับการตรวจสอบ แต่ขอให้ทุกอย่างอยู่บนข้อเท็จจริง และไม่ถูกใช้เป็นประเด็นการเมืองช่วงใกล้เลือกตั้ง เนื่องจากอยากใช้เวลาสื่อสารนโยบายและทิศทางอนาคตของกรุงเทพฯ ให้มากขึ้น
นายชัชชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ตนพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. แล้ว เป็นประชาชนธรรมดา จึงไม่มีข้อมูลราชการอยู่ในมือเหมือนช่วงดำรงตำแหน่ง แต่หากมีการยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ก็พร้อมให้ดำเนินการไปตามขั้นตอน
เมื่อถูกถามว่าจะกระทบสมาธิหรือคะแนนเสียงหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ไม่เป็นไร และเชื่อว่าประชาชนเข้าใจ แต่ยอมรับว่าบางครั้งรู้สึกท้อ เพราะตั้งใจจะพูดเรื่องนโยบายและอนาคตของเมือง แต่กลับต้องมาชี้แจงประเด็นเดิม ๆ
นายชัชชาติกล่าวว่า ที่ผ่านมาตลอด 4 ปี ไม่มีเรื่องด่างพร้อย หากมีข้อกล่าวหาก็พร้อมให้ตรวจสอบ แต่เราก็พยายามพูดเรื่องนโยบายให้เยอะขึ้น เพราะมันคือสิ่งสำคัญในอนาคต ว่าประชาชนจะอยู่อย่างไร
ส่วนที่มีฝ่ายการเมืองหลายกลุ่มตั้งคำถามหรือวิจารณ์มากขึ้นในช่วงโค้งสุดท้าย นายชัชชาติ ระบุว่า เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เคยทำงาน เพราะเมื่อมีผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ก็ย่อมมีจุดให้ถูกตรวจสอบมากกว่าคนที่ยังไม่เคยทำงานบริหารเมือง
แต่ขอให้การตรวจสอบหรือการวิจารณ์อยู่บนข้อเท็จจริง มีหลักฐานรองรับ ไม่ควรนำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงมาสร้างกระแส หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด
“ต่อจากนี้ ขอให้ตรวจสอบด้วยเจตนาบริสุทธิ์ สิ่งที่ไม่เป็นจริง อย่าเอามาพูดเพื่อสร้างกระแส ทำให้ประชาชนสับสน ถ้าพูดต้องมีหลักฐานสนับสนุน อย่าพูดเพื่อเอาสนุก เอาคะแนนเสียง หรือว่าพูดเพื่อให้คนเข้าใจผิด” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติยังยืนยันว่า ไม่มีระบบอุปถัมภ์ ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง และไม่มีการจ่ายเงินเพื่อให้ได้ตำแหน่งในฝ่ายบริหาร หากมีใครแอบอ้างชื่อฝ่ายบริหารหรือทีมงานเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ ขอให้แจ้งข้อมูลทันที เพราะได้ย้ำเรื่องนี้ในที่ประชุมหน่วยงานราชการมาโดยตลอด
ส่วนกรณีจะดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวหาหรือไม่นั้น นายชัชชาติระบุว่า ขณะนี้ยังไม่อยากใช้วิธีฟ้องร้อง เพราะไม่ต้องการให้ถูกมองว่าเป็นการฟ้องปิดปาก และในฐานะบุคคลสาธารณะก็ต้องพร้อมชี้แจงต่อสังคม ยกเว้นกรณีที่ร้ายแรงจนทำให้เกิดความเสื่อมเสียอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม หากเรื่องใดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือเข้าสู่การตรวจสอบของ ป.ป.ช. ก็ให้เป็นไปตามเนื้อผ้า
นายชัชชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า สนับสนุนการหาเสียงเชิงสร้างสรรค์ โดยให้ประชาชนรับฟังนโยบายของแต่ละฝ่ายมากกว่าการโจมตีกัน เพราะการเมืองควรแข่งขันกันด้วยแนวทางและผลงาน
เมื่อถูกถามถึงเสียงวิจารณ์ว่าเป็นบุคคลที่ “แตะไม่ได้” เพราะมักมีผู้สนับสนุนเข้ามาตอบโต้แทน นายชัชชาติกล่าวติดตลกว่า ตนถูกวิจารณ์มาหลายครั้ง และยืนยันว่าไม่เคยจัดตั้ง IO หรือสั่งให้ใครไปถล่มฝ่ายตรงข้าม
“แตะได้นะ โห นี่แตะไม่ได้ยังไง ถล่มผมไม่รู้กี่รอบแล้ว เราไม่เคยมี IO ที่ไปถล่มใคร มันเป็นออร์แกนิก ซึ่งผมเองก็ยังไม่รู้เป็นใคร ก็ไม่รู้จะไปบังคับเขายังไง”
นายชัชชาติยังฝากถึงผู้สนับสนุนว่า ไม่ควรไปทะเลาะหรือถล่มผู้อื่นในโลกออนไลน์ เพราะการเมืองควรพิสูจน์กันด้วยความจริง นโยบาย และผลงาน
ส่วนกรณีป้ายบิลบอร์ดหาเสียงที่มีข้อสงสัยว่าเอกชนเลือกปฏิบัติหรือไม่ ชัชชาติกล่าวว่า ได้ให้ทีมงานตรวจสอบแล้ว หากพบว่าเอกชนไม่ให้สิทธิผู้สมัครหรือพรรคอื่น แต่ให้ทีมของตน ก็พร้อมถอนป้ายออก เพราะไม่ต้องการให้เกิดความรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ
ด้านนายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” กล่าวเสริมว่า หลังตรวจสอบพบว่ามีบางพรรคได้สอบถามเรตการ์ดจากเอกชน แต่ไม่ได้มีการตกลงทำสัญญา ไม่ใช่ว่าเอกชนเลือกปฏิบัติ จึงถือว่าบริษัทเอกชนดำเนินการกับทุกฝ่ายที่ติดต่อเข้ามาอย่างเท่าเทียม
นายชัชชาติ กล่าวว่า เมื่อทีมตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติ จึงไม่มีความจำเป็นต้องถอนป้ายดังกล่าวออก