"สิริพงศ์" รมช.คมนาคม เผยสัญญาณบวก! อุโมงค์รถไฟฟ้าสีม่วงใต้เริ่มทรงตัว คาดแก้จบใน 12 วัน สั่งเร่งเยียวยาผู้กระทบ
ความคืบหน้าเหตุอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้รั่วซึมที่วงเวียนใหญ่ เข้าสู่วันที่ 3 รัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม เผยสัญญาณเป็นบวก พื้นที่ทรุดตัวไม่ขยายเพิ่ม และปริมาณน้ำรั่วลดลง คาดใช้เวลาแก้ปัญหาอีกประมาณ 12 วัน พร้อมสั่ง รฟม. เร่งพิจารณาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปิดพื้นที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาอุโมงค์ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ บริเวณแยกวงเวียนใหญ่ หลังเกิดเหตุน้ำรั่วซึมภายในอุโมงค์จนทำให้ดินทรุดตัว ผ่านมาแล้ว 3 วัน โดยระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังไม่พบว่าพื้นที่ทรุดตัวขยายวงกว้างเพิ่มขึ้น
นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบอาคารและบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่เฝ้าระวังที่อยู่เลยอาคารธนาคารออกไป ในรัศมี 28+2 เมตร หรือรวม 30 เมตร ยังไม่พบการทรุดตัวเพิ่มเติม ไม่พบเสียงผิดปกติ หรือสัญญาณที่น่ากังวลแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) พิจารณาแนวทางดูแลและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดพื้นที่ จนไม่สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินกิจการได้ โดยระบุว่าเป็นหน้าที่ของผู้รับจ้างที่จะต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ สำหรับสถานการณ์ภายในอุโมงค์ พบว่าน้ำที่รั่วซึมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมไหลเข้าประมาณ 50 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เหลือเพียง 20 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง หลังใช้วิธีอัดฉีดสารเสริมความแข็งแรงของชั้นดิน (Grouting) ด้วยปูนซีเมนต์ ซึ่งให้ผลเป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้ รอยแยกของอาคารที่ตรวจพบในวันแรกประมาณ 8.7 เซนติเมตร ล่าสุดช่วงเช้าลดลงเหลือกว่า 7 เซนติเมตร ซึ่งตามหลักวิศวกรรมถือเป็นสัญญาณเชิงบวก พร้อมเพิ่มจุดอัดฉีด Grouting จากเดิม 4 จุด เป็น 6 จุด เพื่อเร่งเสริมความมั่นคงของชั้นดิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมย้ำว่า ภาพรวมสถานการณ์เป็นไปในทิศทางที่ดี ตัวเลขการติดตามเริ่มทรงตัว คาดว่าจะสามารถควบคุมและแก้ไขปัญหาได้ภายในเวลาประมาณ 12 วัน หรืออาจเร็วกว่ากำหนด หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ส่วนข้อกังวลเรื่องฝนตกจะกระทบต่อสถานการณ์หรือไม่นั้น นายสิริพงศ์ชี้แจงว่า น้ำที่ไหลเข้าสู่อุโมงค์เป็นน้ำใต้ดิน ไม่ใช่น้ำฝน จึงได้รับผลกระทบจากฝนค่อนข้างน้อย ปัจจุบันระดับน้ำใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานครอยู่ที่ประมาณ 11 เมตร ลดลงจากในอดีตที่เคยอยู่ราว 20 เมตร หลังมีการยกเลิกการใช้น้ำบาดาลในวงกว้าง เพื่อลดปัญหาดินทรุด และหันมาใช้น้ำประปาแทน
ส่วนรอยแตกร้าวบนผิวถนนที่พบในพื้นที่ เป็นผลจากพฤติกรรมการใช้งาน เนื่องจากไม่ได้สั่งปิดถนนโดยรอบวงเวียนใหญ่ทั้งหมด ทำให้ยังมีรถสัญจร โดยเฉพาะรถขนาดใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือน จึงอาจทำให้เกิดรอยแตกร้าวเพิ่มเติมได้บ้าง แต่เชื่อว่าหากพบรอยเพิ่มนอกพื้นที่เฝ้าระวัง ก็จะเป็นเพียงรอยเล็กน้อย ทั้งนี้ เส้นทางบริเวณจุดเกิดเหตุจะยังคงปิดการสัญจร ทั้งช่องทางรถและทางเท้า จนกว่าจะมั่นใจว่าไม่มีการทรุดตัวเพิ่มขึ้น ก่อนพิจารณาเปิดใช้ผิวจราจรอีกครั้ง