โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

7 ชุมชนริมน้ำกก เตรียมรับมืออุทกภัย ร่วมซ้อมระบบเตือนภัยด้วยเสาวัดน้ำระดับน้ำ

ไทยโพสต์

อัพเดต 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 2.21 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

7 ชุมชนริมน้ำกกเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย-จัดประชุมซักซ้อมทำความเข้าใจเสาวัดระดับน้ำ-ชุมชนร่วมกันตัดสินใจในสถานการณ์วิกฤต-นักวิชาการ มูลนิธิพชภ.เป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนข้อมูล

11 กรกฎาคม 2569 - ที่สำนักงานเทศบาลตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) จัดประชุม เครือข่ายอุทกภัยแม่น้ำกก (คอก.) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย น้ำท่วม และดินโคลนถล่มในช่วงฤดูฝนปี 2569 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการ ผู้นำชุมชน และเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำกกเข้าร่วม

การประชุมมีการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ปริมาณน้ำในแม่น้ำกก และแนวโน้มสภาพอากาศในช่วงฤดูฝนปี 2569 และความคืบหน้าการพัฒนาระบบเตือนภัยโดยชุมชน รวมถึงการติดตามและบันทึกการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์น้ำในพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและลดผลกระทบจากภัยพิบัติ ปัจจุบันติดตั้งเสาวัดระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยงรวม 7 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จนถึงตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ได้แก่ บ้านร่มไทย บ้านใหม่หมอกจ๋าม บ้านผาใต้ บ้านผาขวาง บ้านแคววัวดำ บ้านโป่งนาคำ

นายอัครพงษ์ เฉลิมเหลี่ยมทอง นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาวกล่าวว่าตั้งแต่ปี 2567 พื้นที่ตำบลแม่ยาวและหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย-เชียงใหม่ ต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่จากแม่น้ำกก ทั้งตำบลแม่ยาว ตำบลรอบเวียง ตำบลห้วยชมภู และพื้นที่ตัวเมืองได้รับผลกระทบอย่างหนัก ก่อนที่ในปี 2568 จะต้องเผชิญกับปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำกก ซึ่งมีต้นตอมาจากการทำเหมืองแร่นอกประเทศ ซึ่งเกินศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะดำเนินการแก้ไขได้เพียงลำพัง เราทุกคน ภาคประชาชน นักวิชาการ องค์กรต่างๆ จึงจำเป็นต้องผลักดันให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาในระดับระหว่างประเทศ เพราะเป็นปัญหาข้ามพรมแดน

นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาว กล่าวว่า ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยพึ่งพาแม่น้ำกกเป็นแหล่งอาหารและรายได้ บางครอบครัวไม่มีงานประจำ ต้องอาศัยการจับปลาเพื่อเลี้ยงครอบครัว แต่เมื่อเกิดความกังวลเรื่องการปนเปื้อนของสารพิษ ทำให้ประชาชนไม่กล้าลงเล่นน้ำหรือจับสัตว์น้ำมาบริโภค แม้จะมีข้อมูลว่าปลาบางชนิดยังสามารถรับประทานได้ แต่ก็มีคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องในปลา ทำให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังมากขึ้น

“ตอนนี้เข้าสู่ช่วงฤดูฝนแล้ว จึงต้องเฝ้าระวังทั้งสถานการณ์น้ำและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น แม้คาดว่าปีนี้อาจไม่เกิดน้ำท่วมรุนแรงเหมือนปี 2567 แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเริ่มเห็นสัญญาณของภัยแล้ง เนื่องจากฝนตกต่อเนื่องในปริมาณไม่มาก ส่งผลให้ปริมาณน้ำไม่เพียงพอสำหรับการทำนา หลายพื้นที่ยังไม่สามารถเริ่มเพาะปลูกได้” นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาว กล่าว

ขณะที่ ดร.ดาวเฮือง แก้วจันทร์ อาจารย์หลักสูตรวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา เชียงราย กล่าวว่า คณะวิจัยได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับน้ำกับระยะเวลาการเคลื่อนที่ของมวลน้ำในแม่น้ำกก เพื่อประเมินระยะเวลาในการแจ้งเตือนภัยในแต่ละพื้นที่ พบว่ามวลน้ำจากสถานีบ้านร่มไทยไปถึงท่าตอนใช้เวลาเพียงประมาณ 12-18 นาที ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการแจ้งเตือนล่วงหน้า จึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลปริมาณฝนจากดาวเทียมมาประกอบการคาดการณ์ เนื่องจากไม่สามารถติดตั้งสถานีตรวจวัดในพื้นที่ต้นน้ำกกจากฝั่งเมียนมาได้

ดร.ดาวเฮือง กล่าวว่า สำหรับระยะการเคลื่อนที่ของมวลน้ำจากบ้านร่มไทยถึงสถานีแม่นางวาง ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง โดยกำหนดระดับเฝ้าระวังที่ประมาณ 5 เมตร หากระดับน้ำเพิ่มขึ้นถึง 6.5 เมตร จะเริ่มเกิดน้ำท่วม และเมื่อสูงถึง 7.5 เมตร จะถือว่าเป็นระดับน้ำท่วมรุนแรง ส่วนเส้นทางจากบ้านร่มไทยถึงบ้านใหม่หมอกจ๋าม ระยะทางประมาณ 13.9 กิโลเมตร มวลน้ำใช้เวลาเดินทางประมาณ 4.5-5.5 ชั่วโมง ขณะที่เส้นทางจากบ้านร่มไทรถึงบ้านผาใต้ ระยะทางประมาณ 20.3 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมงครึ่ง จึงสามารถใช้ช่วงเวลาดังกล่าวในการแจ้งเตือนและเตรียมรับมือของประชาชนในพื้นที่ปลายน้ำได้

ขณะที่ นายทาเคโอะ โตโยต้า มูลนิธิพัฒนาประชาชนบนพื้นที่สูง (พปส.) กล่าวว่าในปีนี้เห็นว่าควรพัฒนาระบบดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดระดับเตือนภัยด้วยสีบนเสาวัดน้ำอย่างชัดเจน เราควรกำหนด “สีเหลือง” เป็นระดับเฝ้าระวัง เพื่อให้ประชาชนเริ่มเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะการอพยพเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ขณะที่ “สีแดง” ควรเป็นระดับที่ต้องอพยพทันที เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในลุ่มน้ำกกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางช่วงระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างมากภายในเวลาไม่นาน ทำให้การตัดสินใจต้องเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที

“การกำหนดระดับสีไม่ควรเป็นการสั่งการจากหน่วยงานภายนอก แต่ควรเป็นข้อตกลงร่วมกันของคนในแต่ละหมู่บ้าน เนื่องจากสภาพภูมิประเทศ ความกว้างของลำน้ำ และระดับพื้นที่มีความแตกต่างกัน แต่ละชุมชนจึงควรกำหนดระดับน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง โดยอาศัยประสบการณ์จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ” นายทาเคโอะ โตโยต้า กล่าว

นายโตโยต้า เสนอให้ประชาชนใช้เครื่องมือดิจิทัลในการติดตามสถานการณ์ เช่น ข้อมูลจากดาวเทียม เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน Windy ซึ่งสามารถแสดงภาพเรดาร์ฝนและข้อมูลสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อประเมินแนวโน้มฝนตกและการเคลื่อนตัวของมวลน้ำ อย่างไรก็ตาม การใช้เครื่องมือเหล่านี้จำเป็นต้องมีการฝึกอบรมและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจและเตรียมรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิ พชภ. และอดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า การฟื้นฟูแม่น้ำกกในระยะยาวจำเป็นต้องเริ่มจากการฟื้นฟูระบบนิเวศของพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ริมแม่น้ำ โดยเฉพาะการรักษาป่าไม้ที่มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืช ชั้นเรือนยอด และระบบราก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูดซับน้ำ ยึดหน้าดิน และลดความรุนแรงของน้ำหลาก การฟื้นฟูควรยึดแนวทาง Nature-based Solutions หรือการใช้ธรรมชาติเป็นเครื่องมือเยียวยาและฟื้นฟูธรรมชาติ พร้อมเสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันจัดเวทีวางแผนระยะยาว เพื่อกำหนดแนวทางฟื้นฟูระบบนิเวศของลุ่มน้ำกกอย่างเป็นรูปธรรม

“จากการลงพื้นที่ริมแม่น้ำกกพบว่า ระบบการเกษตรในหลายพื้นที่ยังไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศ มีการถางป่าและปลูกพืชเชิงเดี่ยวอายุสั้นบนพื้นที่ลาดชัน ส่งผลให้ระบบรากของพืชไม่สามารถยึดหน้าดินหรือกักเก็บน้ำฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการชะล้างหน้าดินและเพิ่มความรุนแรงของน้ำหลากในฤดูฝน เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องเป็นแผนระยะยาว โดยภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานด้านการส่งเสริมการเกษตร ควรร่วมกันผลักดันระบบเกษตรที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ ส่งเสริมการปลูกพืชที่มีความหลากหลาย เพื่อช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน” กรรมการผู้ก่อตั้ง พชภ. กล่าว

กรรมการผู้ก่อตั้ง พชภ. ท่านนี้ กล่าวทิ้งท้ายว่า ว่า การฟื้นฟูแม่น้ำกกไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการวางแผนระยะกลางและระยะยาว เพื่อให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเกื้อกูล และสร้างความมั่นคงให้ทั้งระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตของประชาชนในลุ่มน้ำกกอย่างยั่งยืน

ด้านนางสาวกชมน เทพสมมุติ ผู้ใหญ่บ้านท่าหลุก ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย กล่าวว่าการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในอนาคตจำเป็นต้องทบทวนระบบการสื่อสารและการช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยไม่ควรพึ่งพาเพียงระบบโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณต้นน้ำหรือพื้นที่ห่างไกล ยังประสบปัญหาสัญญาณสื่อสารไม่ครอบคลุม

“เราควรมีระบบสื่อสารสำรอง เช่น วิทยุสื่อสาร หรืออุปกรณ์สื่อสารรูปแบบอื่น เพื่อใช้ประสานงานในกรณีที่เครือข่ายโทรศัพท์ไม่สามารถใช้งานได้เพราะเป็นพื้นที่สูง และช่วยให้การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เราเห็นว่าหน่วยงานท้องถิ่นควรเพิ่มความพร้อมด้านอุปกรณ์กู้ภัย เนื่องจากศักยภาพของเทศบาลในปัจจุบันอาจยังไม่เพียงพอต่อการรับมือกับสถานการณ์ขนาดใหญ่ ทั้งเรือกู้ภัย อุปกรณ์ช่วยเหลือทางน้ำ รวมถึงอุปกรณ์สำหรับรับมือเหตุการณ์ดินโคลนถล่ม ซึ่งควรได้รับการจัดเตรียมให้ครอบคลุมความเสี่ยงในทุกด้าน” ผู้ใหญ่บ้านท่าหลุก กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...