โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

“วัคซีนภูมิแพ้” นวัตกรรมปรับภูมิคุ้มกัน เพิ่มโอกาสหายขาดจากโรคเรื้อรัง

Amarin TV

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“วัคซีนภูมิแพ้” นวัตกรรมปรับภูมิคุ้มกัน เพิ่มโอกาสหายขาดจากโรคเรื้อรัง

โรคภูมิแพ้ (Allergy) ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่พบได้บ่อยในทุกช่วงอายุ ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าหากเป็นแล้วจะต้องทนอยู่กับอาการนี้ไปตลอดชีวิต แต่ในปัจจุบัน มีการรักษาด้วย "วัคซีนภูมิแพ้" ซึ่งเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้โดยตรง ทำให้สามารถลดอาการของโรคและเพิ่มโอกาสในการหายขาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายแพทย์พงศ์สวัสดิ์ รอดสวาสดิ์ อายุรแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ภาวะภูมิแพ้เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ตอบสนองไวต่อสารบางชนิดมากผิดปกติ โดยเกิดความผิดพลาดในการสร้างอิมมูโนโกลบูลินอี (Immunoglobulin E หรือ IgE) ต่อสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ภายในเวลาไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมงหลังการสัมผัส ผ่านทางการหายใจ ผิวหนัง หรือการรับประทาน

โรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่

• โรคจมูกและเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ ที่มักมีอาการคันจมูก จาม คัดจมูก และคันตาอันเนื่องมาจากไรฝุ่น ขนสัตว์ หรือเกสรดอกไม้

• โรคหืดจากภูมิแพ้ ทำให้หายใจลำบาก แน่นหน้าอก และมีเสียงหวีด โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสสัตว์เลี้ยง

• โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งเป็นภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มีอาการคันและผิวแห้งกำเริบเป็นระยะ

• การแพ้พิษแมลงกลุ่มผึ้ง ต่อ แตน และมด ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะช็อกหรือ Anaphylaxis ที่อันตรายถึงชีวิต

• โรคแพ้อาหาร ซึ่งในผู้ใหญ่มักพบการแพ้อาหารทะเลจำพวกกุ้ง ปู ปลาหมึก หอย รวมถึงข้าวสาลีและผลไม้ โดยแสดงอาการตั้งแต่คันในช่องปาก ลมพิษ ไปจนถึงอาการแพ้รุนแรง

การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ในปัจจุบัน แพทย์จะเริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย เพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างอาการและการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ จากนั้นจึงทำการทดสอบภูมิแพ้ (Allergy Test) เพื่อค้นหาหลักฐานการไวต่อสารก่อภูมิแพ้ (IgE sensitization) ซึ่งทำได้ 3 วิธีหลัก คือ

• การทดสอบทางผิวหนัง (Skin Prick Test) โดยสะกิดสารสกัดบนผิวหนังและรออ่านผลใน 15–20 นาที ซึ่งผู้ป่วยต้องงดยาแก้แพ้ก่อนตรวจ

• การเจาะเลือดตรวจสารเฉพาะภูมิแพ้ (Serum specific IgE) ซึ่งยาแก้แพ้ไม่มีผลต่อการตรวจและหาชนิดสารได้หลากหลายกว่า

• การทดสอบโดยการกระตุ้นด้วยสารก่อภูมิแพ้ (Allergen Challenge Test) ด้วยการให้ผู้ป่วยสัมผัสสารที่สงสัยโดยตรง โดยวิธีนี้จำเป็นต้องทำในโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัย

เมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา แพทย์จะมี 3 แนวทางหลักในการดูแลผู้ป่วย เริ่มจากการรักษาตามมาตรฐานของโรคนั้น ๆ เช่น การพ่นจมูกด้วยยาสเตอรอยด์ ร่วมกับการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เพื่อลดการกำเริบ แม้ว่าในชีวิตประจำวันอาจจะทำได้ยาก เช่น การจัดการกับไรฝุ่นหรือการเลิกเลี้ยงสัตว์ และแนวทางที่สามที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยสารสกัดก่อภูมิแพ้ (Allergen Immunotherapy) หรือ วัคซีนภูมิแพ้

วัคซีนภูมิแพ้ เป็นวิธีที่ให้สารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้ เข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อปรับระบบภูมิคุ้มกันให้เกิดภาวะทนต่อสารก่อภูมิแพ้ (Tolerance) นำไปสู่การควบคุมโรคได้ระยะยาวและมีโอกาสหายขาดได้ในที่สุด ปัจจุบันวัคซีนภูมิแพ้มีรูปแบบการรักษาที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยอย่างหลากหลาย ทั้งชนิดฉีดใต้ผิวหนัง (SCIT) , ชนิดอมใต้ลิ้น (SLIT) ซึ่งในประเทศไทยมีใช้เฉพาะสำหรับการรักษาอาการแพ้ไรฝุ่นเท่านั้น และชนิดรับประทาน (OIT)

“โรคที่สามารถรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ได้ ครอบคลุมทั้งโรคจมูกและเยื่อบุตาอักเสบ โรคหืด และโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โดยสามารถใช้ได้ทั้งวิธีฉีดใต้ผิวหนังและอมใต้ลิ้น ส่วนกลุ่มที่แพ้พิษแมลงจะรักษาด้วยวิธีฉีดใต้ผิวหนัง และกลุ่มโรคแพ้อาหารจะรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดรับประทาน” นายแพทย์พงศ์สวัสดิ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเริ่มต้นเข้ารับการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการประเมินและยืนยันผลโดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้ เพื่อระบุสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุที่แท้จริง และร่วมกันพิจารณาเลือกรูปแบบวัคซีนที่เหมาะสม ปลอดภัย และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อตัวผู้ป่วยแต่ละราย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...