โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ศูนย์ต้านโกงฯ เตือนระวังกลลวง มิจฉาชีพ สัปดาห์เดียว เหยื่อถูกหลอกรวม 5,391 คดี สูญเงินรวมกว่า 155 ล้านบาท

สวพ.FM91

อัพเดต 15 มิ.ย. เวลา 07.50 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. เวลา 07.50 น.

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 7-13 มิ.ย.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,391 คดี มูลค่าความเสียหาย 155,426,345 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มข้นจากห้วงวันที่ 30 พ.ค.- 6 มิ.ย.69 จำนวน 36 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 27,423,654 ล้านบาท

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด มีจำนวนคดีอยู่ที่ 4,541 คดี ครองสัดส่วนถึง 84.2% ของคดีทั้งหมด และสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด มูลค่ารวมกว่า 50.6 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสถิติจังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด 3 อันดับด้วยกัน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร , นนทบุรี และปทุมธานี แต่ในทางกลับกัน หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหาย กลับพบว่า จังหวัดที่มีมูลค่าความเสียหายมากที่สุด กลับเป็น 1. ปทุมธานี ที่มีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 16 ล้านบาท , 2. กรุงเทพมหานคร มีมูลค่าความเสียหายกว่า 9.2 ล้านบาท ,3. นนทบุรี มีมูลค่าความเสียหายกว่า 2.4 แสนบาท

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่าง ๆ จนมีผลการปฏิบัติการต่างๆ สามารถจับกุมขบวนการสแกมเมอร์ ได้ทั้งหมด 3 เคส มีผู้ต้องหาจำนวน 4 คน (ชาวไทย 2 คน และชาวเวียดนามอีก 2 คน) พร้อมตรวจยึดเงินสดได้ทั้งหมด 147,000 บาท

ขณะเดียวกัน มีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 14 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 16 คน คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 10 ล้านบาท โดยมีผลการจับกุมที่น่าสนใจ อาทิ

คดีที่ตำรวจ สภ.นิคมสร้างตนเอง จ.พิษณุโลก เข้าจับกุมแรงงานเถื่อน สัญชาติเวียดนาม จำนวน 2 คน หลังได้รับแจ้งจากสายลับให้เข้าตรวจสอบแรงงานเถื่อนที่ พักอาศัยอยู่ในบ้านพักในพื้นที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก

จากการตรวจสอบภายในบ้านพัก พบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 3 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 18 เครื่อง โดยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ยังเปิดใช้งาน และปรากฏการสนทนาผ่าน 2 แอปพลิเคชัน เป็นการสนทนากับหญิงสาวชาวเวียดนามจำนวนมาก โดยผู้ใช้งานมีการสร้างโปรไฟล์ปลอมหรือแสดงตนเป็นบุคคลอื่น เข้าไปพูดคุยในลักษณะหลอกให้รักแล้ว ก่อนลวงให้หญิงสาวเหล่านั้นโอนเงินมาให้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวบุคคลต่างด้าวทั้ง 2 คน พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือไว้ตรวจสอบ ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี รวมถึงขยายผลถึงชายไทยผู้เป็นเจ้าของบ้านพักดังกล่าวต่อไป

สำหรับเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ

เคสที่ 1 เป็นการเคสต่อเนื่องจากครั้งก่อน เมื่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC รีบติดต่อผู้เสียหายเป็นชาย วัย 37 ปี หลังพบว่าได้ทำธุรกรรมการเงินผิดปกติและยังโอนเงินไปยังบัญชีม้า จำนวน 200,000 บาท โดยครั้งนั้นได้เตือนผู้เสียหายถึงกลโกงมิจฉาชีพ ว่าเป็นการหลอกลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์และให้หยุดโอนเงิน แต่ผู้เสียหายไม่เชื่อ และยังมีการโอนเงินไปเพิ่มเติม โดยอ้างว่าเป็นการโอนเพื่อแลกเหรียญสำหรับแทรดหุ้น ศูนย์ ACSC จึงรีบประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งครุ เข้าช่วยเหลือเหยื่อและหยุดการโอนเงินเพิ่มทันที ซึ่งครั้งนี้อธิบายกันนาน

จนกระทั่่งผู้เสียหายยอมเชื่อและรับปากจะไม่โอนซ้ำอีก ก่อนแนะนำให้เข้าแจ้งความดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป เบื้องต้นพบมูลค่าความเสียหายกว่า 800,000 บาท

เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วัดพระยาไกร เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายหญิง วัย 45 ปี แต่ไม่พบตัวที่บ้าน จึงได้ติดต่อเพื่อสอบถาม ทราบว่าถูกคนที่รู้จักกันผ่านแอปพลิเคชันหาคู่ชักชวนลงทุนเทรดทอง ก่อนชวนแอดไลน์เพื่อคุยรายละเอียด จากนั้นลวงให้ลงทุน และให้เงินปันผลในช่วงแรกๆ เมื่อได้ปันผล ก็หลอกให้เทรดเงินลงไปเพิ่ม จนสุดท้ายก็ไม่สามารถนำเงินปันผลออกมาได้ รวมมูลค่าเสียหายกว่า 792,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้รวบรวมพยานหลักฐาน และเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อไป

เช่นเดียวกับ เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สภ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี เข้าช่วยเหลือหญิงวัย 65 ปี ที่พบการชักชวนการลงทุนซื้อขายทองผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ก่อนที่คนร้ายจะชวนไปคุยรายละเอียดต่อในไลน์ เมื่อผู้เสียหายโอนเงินไปลงทุนในช่วงแรกๆ ก็ได้รับเงินปันผลจริง แต่เมื่อโอนเงินไปเรื่อยๆ ก็เข้าแผนประทุษกรรมคนร้ายทันที และไม่ได้รับเงินปันผลตามที่ตกลงกันไว้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าช่วยเหลือและบอกเล่าถึงกลโกงมิจฉาชีพดังกล่าว มูลค่าความเสียหายเคสนี้ อยู่ที่ 627,000 บาท

จากเคสข้างต้น จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงในแผนประทุษกรรมใดก็ตาม แต่สิ่งที่เป็นพฤติกรรมเด่น คือ “การชักชวนให้ย้ายไปคุยต่อในแพลตฟอร์มอื่น รูปแบบการหลอกลวงพบว่ามิจฉาชีพจะเริ่มทักทายหรือลงโฆษณาผ่านทางแพลตฟอร์มหลัก เช่น Facebook, TikTok, Instagram หรือแอปพลิเคชันซื้อขายสินค้าและแอปฯ หาคู่ จากนั้นจะใช้ข้ออ้างต่างๆ เพื่อดึงออกจากแพลตฟอร์มหลัก อ้างเหตุผลเพื่อความสะดวก ระบบแจ้งเตือนไว หรือส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล แต่แท้จริงแล้วเป็นอุบายเพื่อดึงเหยื่อเข้าสู่ “กลุ่มแชตที่มีแต่หน้าม้า” ซึ่งคนกลุ่มนี้จะใช้บัญชีอวตารมาคอยส่งรีวิวปลอม โชว์สลิปโอนเงิน และโพสต์ภาพกำไรปลอมๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือรุมกดดันจนเหยื่อหลงเชื่อและยอมโอนเงินในที่สุด

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอแจ้งเตือนประชาชนให้ระวัง มิจฉาชีพชวน “ย้ายคุยนอกแอป” หลุมพรางยอดฮิต สู่ห้องแชตลับที่มีแต่หน้าม้า

ดังนั้น หากมีการติดต่อซื้อขายสินค้าหรือลงทุนออนไลน์ แล้วถูกชักชวนให้ “ย้ายไปคุยต่อในแพลตฟอร์มอื่น” ขอให้ตั้งสติ และอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นกลอุบายของมิจฉาชีพในการดึงเข้ากลุ่มหน้าม้าเพื่อหลอกลวง ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำให้ตรวจสอบอย่างรอบคอบทุกครั้งก่อนตัดสินใจโอนเงิน เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หากพบเบาะแสหรือได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...