พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ทรัมป์สั่งแบน AI Claude แต่สตาร์ทอัพยุโรปยิ้มรับ
ทุกคนรู้ไหมว่าตอนนี้ AI ได้เข้ามาเป็นตัวกลางที่สร้างความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ สั่งให้ระงับการเข้าถึงโมเดล AI ขั้นสูงอย่าง Mythos 5 และ Claude Fable 5 ของบริษัท Antropic ผู้พัฒนาโมเดล AI ที่เรารู้จักดีในนาม Claude หลายฝ่ายจึงเรียกร้องให้เร่งพัฒนา AI ของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ทำให้สตาร์ทอัพ AI ยุโรปมองว่านี่คือโอกาสทอง
วันนี้ Spotlight จะพาไปดูว่าประเทศต่าง ๆ ในยุโรปมีแนวคิดอย่างไรบ้างกับเรื่อง AI
Anthropic ก่อตั้งมาเพียงแค่ 5 ปี แต่มาแรงแซงบริษัทอื่น
บริษัท Anthropic ก่อตั้งปี 2564 โดยอดีตพนักงานระดับสูงของ OpenAI นำโดยสองพี่น้อง Dario Amodei และ Daniela Amodei เพราะเห็นต่างเรื่องความปลอดภัยของ AI และทิศทางองค์กร หลังจาก OpenAI รับเงินลงทุนมหาศาลจาก Microsoft
ปัจจุบัน มูลค่าบริษัทอยู่ที่ 380,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12.3 ล้านล้านบาท) โดยล่าสุด Anthropic กำลังระดมทุนรอบใหม่ ซึ่งจะทำให้มูลค่าบริษัทมากกว่า 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 29.1 ล้านล้านบาท) ก่อนจะ IPO เข้าตลาดหุ้น
ผลประกอบการรายได้ในปี 2567 สูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32,300 ล้านบาท) แบะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2569 จะแตะ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 970,300 ล้านบาท) โดยรายได้เกือบ 80% มาจากลูกค้าองค์กร และค่าใช้ API ผ่าน Cloud Partner อย่าง Amazon Bedrock และ Google Cloud และส่วนที่เหลือมาจากค่าสมัคร Subscription ของผู้ใช้งานทั่วไป อย่าง Claude Pro และ Max
โมเดลตัวล่าสุดที่พึ่งปล่อยออกมาของบริษัท Anthropic คือ Mythos 5 และ Claude Fable 5
สหรัฐฯ สั่งแบน AI ทันที อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง
ล่าสุด รัฐบาลสหรัฐฯ ออกคำสั่งแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยให้ระงับทุกประเทศไม่ให้เข้าถึงโมเดล AI ขั้นสูงของ Claude ที่ชื่อว่า Mythos 5 และ Claude Fable 5 ทำให้บริษัท Anthropic ต้องปิดการใช้งานโมเดลทั้งสอง ซึ่งขณะนี้มีการคาดเดาว่า เหตุการระงับมาจากรัฐบาลทรัมป์พบเบาะแสการแฮ็กของโมเดล Claude Fable 5
ความหวังดีสู่การสร้างรอยร้าวกับชาติพันธมิตร
คำสั่งนี้ของทรัมป์สร้างความไม่พอใจไปทั่วยุโรปที่พึ่งพา AI จากสหรัฐฯ อย่างหนัก เพราะปกติแล้วสหรัฐฯ จะใช้มาตราการการจำกัดเทคโนโลยีกับแค่ประเทศคู่แข่งอย่างจีน หรือรัสเซีย แต่ล่าสุดคำสั่งนี้กลับถูกบังคับใช้กับชาติพันธมิตรที่มีข้อตกลงแบ่งปันข่าวกรองร่วมกันกับวอชิงตันด้วย
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ได้เผยในที่ประชุม G7 ว่า แม้นี่จะเป็นสัญญาณเตือนถึงอันตรายของ AI แต่การจำกัดแบบนี้เป็น ‘สิ่งที่สร้างความขัดแย้ง’ และ ‘ชาตินิยมสุด ๆ’
ปลุกกระแส "อธิปไตยทางเทคโนโลยี"
เหตุการณ์นี้ทำให้พันธมิตรของสหรัฐฯ มองว่าพวกเขาตกอยู่ในสถานะที่ไม่ปลอดภัย เพราะพึ่งเทคโนโลยีจากอเมริกามากเกินไป
มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา เตือนว่า หากพันธมิตรยอมรับเรื่องนี้โดยไม่เรียนรู้ที่จะกระจายความเสี่ยงและสร้างเทคโนโลยีของตนเอง ถือเป็นความผิดพลาด รวมถึงบรูโน เรอตาโย นักการเมืองอาวุโสของฝรั่งเศส เปรียบเทียบว่า AI เป็นเรื่องของอธิปไตยที่ไม่ต่างจากพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมเตือนว่า ‘ประเทศที่พึ่งพาเทคโนโลยีจากผู้อื่น คือประเทศที่สามารถถูกดึงปลั๊กดับไฟได้เพียงชั่วข้ามคืน’ ขณะที่อดีตรัฐมนตรีความมั่นคงของอังกฤษชี้ว่า หากเทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดสงคราม อธิปไตยก็ขึ้นอยู่กับ ’โค้ด‘ มากกว่าอาวุธปืน
โอกาสทองของสตาร์ทอัพยุโรป
ความกังวลนี้อาจส่งผลดีต่อบริษัทในยุโรป เพราะก่อนหน้านี้หน่วยงานข่าวกรองของเยอรมนี และฝรั่งเศสก็เริ่มหันมาจับมือกับบริษัทในยุโรปแทนบริษัทข้อมูลยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Palantir แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาสหรัฐฯ นอกจากนี้ เหตุการณ์ของ Anthropic ยังดึงดูดความสนใจให้คนหันไปสนับสนุน ‘Mistral’ สตาร์ตอัป AI จากปารีส ซึ่งเป็นความหวังหลักในการสร้างโมเดล AI ระดับแนวหน้าของสหภาพยุโรปอีกด้วย
แล้วเอเชียล่ะ ทุกคนคิดว่าเราควรพึ่งพา AI จากสหรัฐฯ อยู่ไหม หรือถึงเวลาแล้วที่เราจะมี AI เป็นของตัวเอง?