โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น 7 รายการ ก.ล.ต. ชี้เป็นข้อมูลเท็จ อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจง ก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
สรุปปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น 7 รายการ ก.ล.ต. ชี้เป็นข้อมูลเท็จ อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจง ก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย

ก.ล.ต. เคลียร์ปม ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ยืนยันรายงานการได้มาซึ่งหุ้นทั้ง 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ เป็นข้อมูลเท็จทั้งหมด ธุรกรรมไม่เคยเกิดขึ้นจริง ก่อนถอดข้อมูลออกจากระบบเผยแพร่ หลังได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียน ด้านตัวผู้รายงานพบว่ามีตัวตนจริง ติดต่อได้ และรับว่าเป็นผู้ยื่นเอง ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจง ก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย

ประเด็นสำคัญ

  • เปิด 3 ข้อพิรุธ ชี้ชัดข้อมูลเท็จ ธุรกรรมไม่เคยเกิดขึ้นจริง
  • ยืนยัน ‘สุภาพร’ มีตัวตนจริง ติดต่อได้แล้ว เจ้าตัวรับเป็นผู้ยื่นรายงานเอง
  • จ่อบังคับใช้กฎหมาย ยื่นเอกสารเท็จ โทษคุก 1 ปี ปรับ 100,000 บาท
  • โต้ข่าวลือปิดระบบ ยันเป็นระบบรายงานตนเองตามมาตรฐานสากล

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการยื่นแบบ 246-2 ที่อ้างการได้มาซึ่งหุ้น บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) และหลักทรัพย์อื่นรวม 6 แห่ง ซึ่งมีข้อพิรุธหลายประการ อาทิ การอ้างถือหุ้นบุริมสิทธิที่บริษัทไม่เคยออก จนนำไปสู่การตรวจสอบของ ก.ล.ต. โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำชับให้เร่งหาข้อเท็จจริง ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เร่งประสานการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและขอข้อมูลจากโบรกเกอร์เพื่อร่วมพิสูจน์ข้อเท็จจริงคู่ขนานกันไป

วันนี้ (9 กรกฎาคม) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นำโดย พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. พร้อมด้วยรองเลขาธิการ แถลงข่าวชี้แจงความคืบหน้ากรณีการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ในชื่อ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ที่กลายเป็นประเด็นร้อนในตลาดทุนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าข้อมูลการรายงานทั้ง 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ ไม่มีความถูกต้องทั้งหมด และได้นำข้อมูลออกจากระบบเผยแพร่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พรอนงค์กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์จำนวน 7 รายการ รวม 6 หลักทรัพย์ ซึ่งผู้รายงานบันทึกเข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม โดยเป็นการรายงานย้อนหลังที่ระบุช่วงเวลาการได้มาแตกต่างกันตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ เมื่อ ก.ล.ต. พบความผิดปกติ จึงดำเนินการเป็นลำดับขั้น เริ่มจากการขึ้นสถานะ ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม ได้ยกระดับเป็น ‘ข้อมูลอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง’ เนื่องจากพบความไม่สอดคล้องของข้อมูล กระทั่งวันที่ 8 กรกฎาคม เมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง ประกอบกับได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้อง จึงนำข้อมูลทั้งหมดออกจากระบบการเผยแพร่

เปิด 3 ข้อพิรุธ ชี้ชัดข้อมูลเท็จ ธุรกรรมไม่เคยเกิดขึ้นจริง

สำหรับความไม่ถูกต้องของข้อมูลที่นำไปสู่การถอดรายงานออกจากระบบ เลขาธิการ ก.ล.ต. สรุปสาระสำคัญเป็น 3 ประการ ได้แก่

ประการแรก ไม่พบชื่อผู้รายงานเป็นผู้ถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียนในช่วงภายหลังของการได้มา และไม่มีการรายงานการจำหน่ายออก ประการที่สอง ประเภทหลักทรัพย์ที่รายงานการได้มาไม่มีอยู่จริงในช่วงระยะเวลาที่ระบุในการรายงาน และประการสุดท้าย จำนวนหลักทรัพย์ที่รายงานว่าถือครองไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง อาทิ การรายงานการใช้สิทธิซื้อหุ้นจากใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) ที่แสดงจำนวนตรงกับการใช้สิทธิหุ้นกู้แปลงสภาพซึ่งเป็นของบุคคลอื่น

ด้านเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. เปิดเผยเพิ่มเติมระหว่างตอบคำถามสื่อมวลชนว่า จากการตรวจสอบข้ามกับฐานข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน พบว่าข้อมูลไม่ตรงกัน จึงเชื่อว่าธุรกรรมการซื้อขายตามที่รายงานทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นจริง

“ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญในตลาดทุน แต่ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า” พรอนงค์กล่าวย้ำ พร้อมระบุว่า สิ่งที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกคือการสอบทานและแจ้งเตือนสถานะของข้อมูลในระบบ ซึ่งมาตรการของสำนักงานถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

ยืนยัน ‘สุภาพร’ มีตัวตนจริง ติดต่อได้แล้ว เจ้าตัวรับเป็นผู้ยื่นรายงานเอง

ประเด็นที่สื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างมากคือตัวตนของผู้รายงาน ซึ่ง ก.ล.ต. ชี้แจงว่า ระบบ 246-2 กำหนดให้ผู้ที่จะบันทึกข้อมูลต้องลงทะเบียนด้วยข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึก ทั้งชื่อ-นามสกุล วันเกิด เลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ไปจนถึงชื่อบิดามารดา โดยระบบจะสอบยันข้อมูลกับฐานของกรมการปกครอง หากข้อมูลไม่ตรงกันระบบจะปฏิเสธการลงทะเบียน และยังต้องผ่านการยืนยันตัวตนด้วยรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) ผ่านหมายเลขโทรศัพท์อีกชั้นหนึ่ง

จากกระบวนการดังกล่าว ก.ล.ต. ยืนยันว่าผู้รายงานรายนี้มีตัวตนจริงตามฐานทะเบียนราษฎร และเมื่อพบข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อมูล สำนักงานได้ติดต่อประสานไปยังผู้ยื่นรายงานโดยตรง ซึ่งสามารถติดต่อตัวได้ และเจ้าตัวยืนยันว่าเป็นผู้ยื่นรายงานดังกล่าวเอง ส่วนรายละเอียดการชี้แจงว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร รวมถึงมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่ง ก.ล.ต. ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมาย

จ่อบังคับใช้กฎหมาย ยื่นเอกสารเท็จ โทษคุก 1 ปี ปรับ 100,000 บาท

ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า ความผิดที่มีความเป็นไปได้ในกรณีนี้ คือความผิดฐานยื่นเอกสารหลักฐานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. โดยมีข้อความอันเป็นเท็จ หรืออาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

เอกสาร 9 ก.ค. (3)

โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลและเปิดให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจง หากพบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมายใด เมื่อกรณีเป็นที่ยุติแล้วจะเปิดเผยต่อสาธารณะต่อไป เช่นเดียวกับกรณีอื่นๆ ที่ผ่านมา ทั้งนี้ หากพบความผิดตามกฎหมายอื่นที่อยู่นอกเหนือการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. สำนักงานก็สามารถส่งเรื่องต่อไปยังพนักงานสอบสวนได้ แต่ปัจจุบันยังไปไม่ถึงขั้นตอนดังกล่าว

“ขั้นตอนการดำเนินการตรวจสอบการรายงาน ตอนนี้เราเลือกวิธีสอบทานข้อมูลที่รายงานกับแหล่งที่ 3 จึงไม่ได้ให้เขายื่นไฟล์เอกสารการซื้อขายหุ้นแนบมาในการรายงานแบบ 246-2” นายธวัชชัย กล่าว

ส่วนเรื่องการแก้ไขปรับปรุงระบบนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่ได้เป็นผู้ดูแลเรื่องระบบ แต่สำนักงาน ก.ล.ต.ยืนยันข้อมูลที่อยู่ในระบบเราดำเนินการมานานแล้ว ซึ่งการเปิดให้ลงทะเบียนก็ไม่ได้หละหลวมและเชื่อว่าระบบการยืนยันตัวตนเพียงพอ รวมถึงมีมาตรฐานสากล ส่วนกรณีมีคำแนะนำสำนักงาน ก.ล.ต.ก็ยินดีพร้อมรับฟัง แต่ไม่ได้เชื่อว่าระบบมันไม่ดี เพราะเราได้มีการพัฒนาระบบต่อเนื่องอยู่แล้ว

โต้ข่าวลือปิดระบบ ยันเป็นระบบรายงานตนเองตามมาตรฐานสากล

พรอนงค์ยังกล่าวถึงกระแสข่าวว่ามีการปิดระบบรายงานว่า “เป็นเรื่องของข่าวลือทั้งสิ้น” โดยระบบการรายงานยังคงเปิดดำเนินการตามปกติ เนื่องจากเป็นระบบของผู้มีหน้าที่รายงานตามกฎหมาย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. อธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบ 246-2 เป็นระบบการรายงานด้วยตนเอง (Self-declare) ตามแนวทางสากลที่หน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกาใช้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ ผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายเป็นผู้รายงานและรับผิดชอบความถูกต้องของข้อมูล

ส่วนหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลคือการสอบทานข้อมูลกับแหล่งที่เป็นอิสระและเชื่อถือได้ เช่น ฐานข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน นายทะเบียนหลักทรัพย์ และผู้รับฝากทรัพย์สิน เนื่องจากข้อมูลตลาดทุนจำเป็นต้องเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างรวดเร็ว การให้สำนักงานรับรองความถูกต้องก่อนเผยแพร่ทุกรายการจะแลกมากับความล่าช้าของข้อมูล จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างความรวดเร็วกับการสอบทาน ผ่านกลไกการขึ้นสถานะเตือนผู้ใช้ข้อมูลเป็นลำดับขั้นดังที่ดำเนินการในกรณีนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...