5P ของ Jade’s ผู้สืบทอดตำนาน 'ลอดช่องวัดเจษ’ ในแบบคาเฟ่ขนมไทยฟิวชั่นสุดป๊อปของคนรุ่นใหม่
เส้นหนึบนุ่ม หอมกลิ่นใบเตย กินคู่กับน้ำกะทิหอมมันกำลังดี คุณสมบัติเด่นที่ว่ามานี้คือสิ่งที่ทำให้ผู้คนหลงใหล ‘ลอดช่องวัดเจษ’ ตำนานแบรนด์ลอดช่องน้ำกะทิเจ้าดังของไทยที่ยืนหยัดมาอย่างยาวนานกว่า 7 ทศวรรษ
กระทั่งเมื่อต้นปี 2568 มีร้านคาเฟ่แต่งสวยเปิดใหม่มาแรงย่านบรรทัดทองชื่อ Jade’s ขายขนมไทยฟิวชั่นกับเครื่องดื่มและขนมหวานจากวัตถุดิบแบบไทย ที่มีเมนูชูโรงคือ ‘ลอดช่องวัดเจษสูตรต้นตำรับ’ ทำเอาหลายคนสงสัยว่าร้านนี้เกี่ยวข้องกับแบรนด์ลอดช่องเจ้าดังยังไงกันแน่
แท้จริงคาเฟ่ Jade’s เกิดจาก พัตเตอร์–ปุญญพัฒน์ ว่องไวทยา บัณฑิตสถาบันนวัตกรรมบูรณาการ จุฬาฯ ที่สนใจงานธุรกิจมาตั้งแต่สมัยเรียน และได้รับการชักชวนจาก บูม–พงศ์ปณต กิ่งเกษม เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย และทายาทรุ่น 3 ของร้านลอดช่องวัดเจษเจ้าต้นตำรับที่ขายอยู่หน้าวัดเจษฎาราม พระอารามหลวง ให้มาร่วมกันก่อตั้งแบรนด์คาเฟ่ขนมไทยฟิวชั่นสไตล์โมเดิร์น ใจกลางย่านบรรทัดทอง ตามฝันที่อยากพาแบรนด์ลอดช่องคุณภาพคับถุงให้เป็นที่รู้จักในหมู่คนเจนฯ ใหม่
นึกภาพตามการหยิบยกชื่อแบรนด์ระดับตำนานมาเปิดกลางแหล่งเที่ยวยอดนิยมเหมือนจะเป็นข้อได้เปรียบ ทว่าเมื่อลงมือจริงร้าน Jade’s ก็ยังต้องต่อสู้ฝ่าฟันกับธุรกิจคาเฟ่แต่งสวยอีกนับร้อยแห่งกลางมหาสมุทรสีชาด (red ocean business) ของย่านบรรทัดทอง ต้องบริหารปัจจัยค่าเช่า ค่าใช้จ่าย และการประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย พร้อมแบกรับชื่อเสียงที่สั่งสมมานับ 10 ปีของแบรนด์หลักไว้บนบ่า
ด้วยความน่าสนใจตามที่เกริ่นมา เราจึงถือโอกาสชวนหนึ่งในผู้ก่อตั้งร้าน Jade’s อย่างพัตเตอร์ ผู้ทำหน้าที่เป็นแกนหลักบริหารหน้าร้านคาเฟ่แห่งนี้ มาพูดคุยตั้งแต่เบื้องหลังการก่อตั้งร้าน จนถึงกลยุทธ์การก่อร่างสร้าง Jade’s ผ่าน P ทั้ง 5 พร้อมไขคำตอบว่า การทำธุรกิจที่ต้องต่อยอดจากแบรนด์ระดับตำนานมีความท้าทายมากแค่ไหน
Product
ลอดช่องระดับตำนานในรูปโฉมใหม่
เท้าความก่อน เหตุที่พัตเตอร์ตอบรับมาร่วมทำร้านนี้ด้วย นอกจากเพราะมิตรภาพระหว่างเจ้าตัวกับบูม ก็ด้วยพัตเตอร์เป็นแฟนตัวยงของลอดช่องวัดเจษมาตั้งแต่เด็ก เมื่อวันหนึ่งบูมลองชวนมาตั้งต้นโปรเจกต์ใหม่ ได้โอกาสสานฝันสร้างแบรนด์จากเมนูโปรดจึงตัดสินใจรวมหัวด้วยไม่ยาก
“สมัยเด็กเราตั้งตารออาม่าไปซื้อให้จากตลาดสามย่านตั้งแต่เช้า ถ้าวันไหนอาม่าไม่ไปก็อด ลอดช่องวัดเจษเลยเป็นของแรร์ในชีวิตสมัยนั้น พอโตขึ้นอยากหาซื้อกินอีกก็ไม่รู้จะไปซื้อจากแหล่งไหนที่สะดวก เลยอยากเอาของโปรดเรามาเปิดหน้าร้านในเมืองให้คนเข้าถึงง่ายขึ้น”
ร้านลอดช่องวัดเจษเจ้าต้นตำรับที่ขายอยู่หน้าวัดเจษฎาราม พระอารามหลวง
เพราะตั้งต้นจากความอยากพาวัดเจษไปสู่คนรุ่นใหม่ พัตเตอร์และทีมออกแบบจึงรังสรรค์เมนูในร้านชนิดให้คงเอกลักษณ์ที่คนจำได้ แล้วเติมลูกเล่นสดใหม่เข้ามา ภายใต้แนวคิด ‘Blending Classic Flavors with Fresh Ideas’ ใช้เวลาพัฒนากันอยู่เกือบครึ่งปี กว่าจะออกมาเป็นเมนูหลากหลาย 4 หมวดหลัก คือ เมนูซิกเนเจอร์ เครื่องดื่ม ไอศกรีมเจลาโต้ และขนมกินเล่นอย่างที่เห็น
ตัวเด่นสุดคือเจษซิกเนเจอร์ ที่เอาลอดช่องในดวงใจและองค์ความรู้ใหม่ๆ มารวมเข้าด้วยกัน นำด้วยเมนูดาวเด่น ‘original lodchong watjade’ ลอดช่องวัดเจษสูตรดั้งเดิมที่ปรับลุคใหม่ นำมาจัดใส่จานกินกับท็อปปิ้งวัตถุดิบไทยจากโรงงานวัดเจษฯ ที่มีให้เลือก 6 ชนิด หรือ Jade’s Shake ซึ่งนำลอดช่องน้ำกะทิมาปั่นกับนม เทใส่แก้วน้ำแข็ง พร้อมปักหลอดดื่ม
เมนูหมวดนี้ใช้วัตถุดิบตัวเดียวกับลอดช่องบรรจุถุง ทั้งเส้นเขียวหนึบคุ้นตากับน้ำกะทิรับจากแหล่งผลิตของลอดช่องวัดเจษมาโดยตรง เฉลี่ยถึงวันละ 50 กิโลกรัม ให้แฟนพันธุ์แท้และคนรักลอดช่องหน้าใหม่ได้ลิ้มรสลอดช่องวัดเจษแบบไม่ต้องกังวลว่าคุณภาพจะลดจากที่เคย
“เรารับวัตถุดิบใหม่จากโรงงานวันต่อวัน ถ้าใช้ไม่หมดตอนเย็นก็จะส่งกลับไปคืน จะไม่มีการใช้ของซ้ำ หรือของเหลือค้างคืนมาทำเมนูแน่นอน” พัตเตอร์ยืนยันมาตรฐานให้เราฟัง
ความเป็นไทยฉบับปรับปรุง
ขณะที่เมนูหมวดซิกเนเจอร์มีพื้นฐานจากลอดช่องตัวออริจินอล สินค้าหมวดกิน-ดื่มอื่นๆ ของร้าน Jade’s เลือกรังสรรค์ด้วยกรรมวิธีหลากหลาย โดยคงอยู่ใต้ร่มแนวคิดการเอาความดั้งเดิมมาเติมไอเดียใหม่ให้สดขึ้น
อย่างเมนูเครื่องดื่มที่พัตเตอร์และทีมต่อยอดจากการทำม็อกเทล จนกลายเป็นน้ำผลไม้และสมุนไพรรสชาติถูกปาก ไปจนถึงขนมกินเล่นเผือกทอดเคลือบน้ำตาลมะพร้าว ที่ทุกเมนูยังรักษาความเป็นไทยเอาไว้แต่นำเสนอแบบใหม่ ไม่จำเจกับภาพจำเดิมๆ
อีกหนึ่งทีเด็ดที่ร้าน Jade’s ภูมิใจนำเสนอ คือของหวานล้างปากอย่างไอศกรีมเจลาโต้ ทีมหลังบ้านของ Jade’s ได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญตรงสายในการออกแบบรสชาติสไตล์ไทยHome at last ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเมนูโปรดของพัตเตอร์อย่าง Tropical Sunrise เจลาโต้ซอร์เบต์สับปะรดกับเก๊กฮวยจิ้มพริกเกลือ และ Es Yen Biscoff เจลาโต้กาแฟเสิร์ฟคู่กับบิสคอฟที่ให้สัมผัสใหม่ตัดกับบรรดาขนมไทยฟิวชั่นที่เป็นเมนูหลักของร้านได้ลงตัว
Place
คาเฟ่น้องใหม่บนทำเลทอง
ถึงจะคัดสรรสินค้ามาอย่างดีแต่ถ้าไม่มีหน้าร้านที่น่าดึงดูด ความดีงามที่ตั้งใจไว้คงส่งไปถึงผู้บริโภคได้ยาก
ด้วยเหตุนี้ พาร์ตเนอร์ทั้งสองจึงต้องหาทำเลเหมาะสมที่สามารถขับเคลื่อนวัตถุประสงค์ของร้าน นั่นคือเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ และมีกำลังซื้อมากพอจะให้ธุรกิจอยู่รอด
เหมือนชะตาต้องกัน เมื่อตึกแถวบนถนนบรรทัดทอง ที่บ้านของพัตเตอร์เช่าระยะยาวเพื่อประกอบธุรกิจขายอุปกรณ์ลวดและเชื่อมมาเกือบ 5 ทศวรรษ กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเพราะทางสำนักงานทรัพย์สินแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ มีนโยบายปรับเปลี่ยนถนนบรรทัดทองให้กลายเป็นย่านศูนย์กลางทางอาหารและบริการ
ความลงตัวคือตึกแถวคูหานี้ทำเลเหมาะสม อยู่กลางย่านบรรทัดทองที่ทั้งนักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่มาเยือนแน่นเป็นประจำ แถมตั้งอยู่ติดกับปากซอยจุฬาลงกรณ์ 20 ซึ่งเป็นทางเข้าลานจอดรถอุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้สะดวกต่อการเดินทางมาร้าน ประกอบกับการมีสิทธิเปลี่ยนสัญญาเซ้งต่อจากครอบครัว ทำให้ไม่ต้องต่อคิวรอเช่าพื้นที่แข่งกับผู้ประกอบการอื่น พัตเตอร์กับบูมตัดสินใจเลือกอาคารนี้เป็นที่ลงหลักปักร้านโดยไม่ต้องคิดนาน
“ที่บ้านผมเช่าตึกนี้มาเกือบ 50 ปีแล้ว เราเห็นว่าทำเลดี ทำให้เรามีแต้มต่อในการทำธุรกิจ แถมกิจการเดิมของที่บ้านก็อยู่ระหว่างเปลี่ยนผ่าน เราไม่อยากจะทิ้งที่นี่ไป พอเพื่อนชวนมาทำร้านเลยลองเสนอตึกนี้ สุดท้ายก็ได้ใช้จริงๆ”
หลังเลือกสถานที่ได้ พัตเตอร์กับบูมใช้เวลาร่วมครึ่งปีจัดการรายละเอียดต่างๆ ตั้งแต่รีโนเวตภายในตึกใหม่ร่วมกับนักออกแบบมืออาชีพสร้างแบรนดิ้ง อย่างชื่อร้าน Jade’s เป็นการทอนคำจากชื่อ ‘วัดเจษ’ ให้เรียกง่าย ทันสมัยขึ้น จนสุดท้ายออกมาเป็นคาเฟ่แต่งสวยอย่างที่เราเห็น
“ส้มเป็นสีแบรนด์วัดเจษเดิม ส่วนเขียวเป็นสีลอดช่อง ที่ชื่อ Jade’s เพราะหยกมีสีเขียวเหมือนกัน เรามองว่าสองสีนี้เสริมกันดีเลยเลือกมาใช้ทำร้าน ขณะที่องค์ประกอบฟอนต์ การตกแต่ง สติ๊กเกอร์ หลายจุดเราเอามาจากวัดเจษฎาราม พวกลายตรงรั้ววัดเอามาปรับทำให้ดูทันสมัยขึ้น” พัตเตอร์ว่า
Price
เลือกขายให้ถูกกลุ่ม
การนำขนมหวานระดับตำนานข้ามตลาดมาเสิร์ฟในคาเฟ่แต่งสวยย่านใจกลางเมือง หนึ่งในความท้าทายหลักที่พัตเตอร์ต้องเผชิญ คือการตั้งราคาให้ตอบโจทย์ทั้งต้นทุนธุรกิจและเงินในกระเป๋าลูกค้า
เพราะกลุ่มลูกค้าที่ผูกพันกับลอดช่องวัดเจษก็จะคุ้นเคยกับลอดช่องบรรจุถุงคุณภาพดีในราคาสบายกระเป๋า แต่การทำคาเฟ่นั้นเป็นคนละเรื่องกัน ต้นทุนของหน้าร้านสาขาเดียวกับขายส่งไม่เท่ากัน ขณะที่กลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ก็ต่างกันสิ้นเชิง ทางร้านต้องคำนึงปัจจัยรอบด้าน ทั้งระดับราคาของร้านลักษณะเดียวกันในบริเวณใกล้เคียง ค่าเช่าสถานที่ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นทุกปี ไปจนถึงต้นทุนค่าครองชีพและบรรจุภัณฑ์ที่คาดเดาได้ยากจากความผันผวนของสถานการณ์โลก
ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่า Jade’s จะวางฐานะตัวเองเป็นร้านหรูเข้าถึงยาก พัตเตอร์วางแผนกับทีมงานหลังบ้าน พยายามตั้งราคาให้สมเหตุสมผลกับต้นทุนโดยกลุ่มเมนูซิกเนเจอร์ที่เป็นตัวชูโรงเริ่มต้นสองหลักกลางถึงปลาย ไปจนถึงเมนูที่ราคาสูงสุดอย่างบิงซูก็อยู่ในช่วงหลักหนึ่งร้อยกลาง ซึ่งถือเป็นราคามาตรฐานของย่าน ไม่ถึงกับแพงเกินจนกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหนีห่าง
“เราไม่ได้อยากตั้ง overprice เพราะว่ารู้สึกว่ามันไม่ยั่งยืนกับเราเอง ไม่อยากไปสร้างกระแสให้ค่ากับสินค้าแพงเกินจริงจนเป็นมาตรฐานไปแล้ว ราคาของเราไม่ถึงกับถูกแต่เราตั้งอย่างสมเหตุสมผลกับค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่มี”
ในปัจจุบันคนเดินถนนบรรทัดทองจะเริ่มเบาบางลงจากตอนที่เป็นกระแสในโซเชียลฯ พอสมควร ทำให้ย่านจะคึกคักเฉพาะช่วงค่ำ ขณะที่ค่าใช้จ่ายคงตัวอย่างค่าเช่าเซ้งรายปีจากสำนักงานทรัพย์สินแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสาธารณูปโภคน้ำ-ไฟนั้นไม่ได้น้อยลงตาม แถมเจอมรสุมความผันผวนการเมืองโลก จนต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มอีกคำรบ
ปัจจัยทั้งหมดทำให้ร้าน Jade’s ต้องวางแผนทิศทางอย่างรัดกุมขึ้น แต่ทางร้านก็ไม่ได้มีแผนจะปรับราคาขึ้นเลย มีเพียงการปรับลดราคาหมวดบิงซูลงให้สอดคล้องกับเสียงตอบรับของลูกค้า
“ค่าเช่าบริเวณนี้ค่อนข้างสูง และปรับขึ้นทุกปี ค่าครองชีพสูง ยิ่งช่วงหลังต้นทุนเราเพิ่มเพราะพวกค่าบรรจุภัณฑ์ก็ขึ้นหลังจากสงครามที่ตะวันออกกลาง แต่เราไม่ได้คิดจะปรับราคาขึ้น เพราะมองว่าเราคำนวณราคาไว้เหมาะสมแล้ว”
Promotion
ขายไทยให้ไปไกลถึงต่างชาติ
เมื่อวางกลุ่มเป้าหมายไว้ชัด หน้าร้านเพียบ สินค้ามีพร้อม จนร้าน Jade’s ได้เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 งานที่เหลือของพัตเตอร์ก็คือการวางกลยุทธ์นำเสนอร้านให้ครองใจผู้บริโภค
เพื่อการนี้ ร้าน Jade’s เน้นทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียมาร์เก็ตติ้งเป็นหลัก คลิปสั้น ประโยคไวรัล อาศัยความร่วมมือของไมโครอินฟลูเอนเซอร์ที่มาเยือนช่วยกันดันกระแสของร้านลอดช่องวัดเจษฟิวชั่นให้ไปถึงหน้าฟีดคนเจนฯ ใหม่
เช่นเดียวกับการโปรโมตลูกค้าชาวต่างชาติ ร้านลงเล่นแพลตฟอร์มยอดฮิตของจีนอย่าง rednote หรือ Xiaohongshu เพื่อให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มเจนฯ Z และนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับสนุกกว่าที่คิด เมื่อกลุ่มลูกค้าหลักที่มาใช้บริการหน้าร้านกลับกลายเป็นกลุ่มคนมีอายุ กลุ่มลูกค้าเดิมที่คุ้นเคยกับความอร่อยของแบรนด์ลอดช่องวัดเจษอยู่แล้ว เมื่อได้ข่าวว่ามีคาเฟ่แต่งสวยต่อยอดจากแบรนด์นี้จึงพากันมากินอย่างที่หัวเรือของร้านคาดไม่ถึง
“ลูกค้าที่เข้ามาเป็นคนละกลุ่มกับที่คิดไว้เลย คือเป็นรุ่นพ่อรุ่นแม่ เป็นคนมีอายุ ก็สนุกดีที่ได้รู้ว่าการโปรโมตของเราไปถึงเขา และเขายังรักแบรนด์วัดเจษอยู่ แต่อีกทางแปลว่าเป้าหมายเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ยังไม่ได้ผลขนาดนั้น ก็ต้องพัฒนากันต่อไป” พัตเตอร์ตอบยิ้มๆ
นอกจากนี้ เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ พัตเตอร์ยังเลือกใช้กลยุทธ์ collaboration กับแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มหลากหลายแนว พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนฐานลูกค้าและพื้นที่สื่อ โดยปัจจุบัน Jade’s จับมือกับแบรนด์ชาไทยชื่อดังอย่าง ชงดี พัฒนาเมนูพิเศษชาไทยลอดช่องไข่มุก ขณะที่เจลาโต้รสชาติไทยๆ ก็จะนำไปวางขายที่หน้าร้านของผู้ร่วมพัฒนาอย่าง home at last ในอนาคตเช่นกัน
แม้ปัจจุบันทำเลที่ตั้งซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของร้านจะเผชิญความท้าทายเรื่องกำลังซื้อ พัตเตอร์ก็มองว่าการลงทุนสร้างหน้าร้านนั้นยังเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็น เพราะจะเป็นฐานสำคัญสร้างการรับรู้ให้แบรนด์แข็งแกร่ง เพื่อรองรับแผนการขยับขยายแบรนด์ไปยังภาคส่วนต่างๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้เพิ่มขึ้นในอนาคต
“ตอนนี้ผมว่าเรายังไม่ได้บรรลุเป้าที่ตั้งไว้ตอนแรก ว่าจะเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่กับชาวต่างชาติ เราก็จะเดินหน้าต่อ พยายามดึงคนเหล่านั้นให้รู้จักแบรนด์ รู้จักสินค้าของเรามากขึ้น จากนั้นเราก็มีแผนจะต่อยอดไปออกบูทขนาดเล็ก เป็นป๊อปอัพตามจุดต่างๆ ที่เข้าถึงคนได้เยอะไปพร้อมกัน”
Preserve
แบกมาตรฐานไว้บนบ่า
นอกจากกลยุทธ์ 4P แบบตำราธุรกิจทั่วไป สิ่งที่ทำให้ร้าน Jade’s ที่พัตเตอร์กับบูมร่วมกันก่อร่าง มั่นคงจนอยู่ท่ามกลางธุรกิจคาเฟ่แต่งสวยอีกมากมายได้ คือ P ตัวที่ 5 ซึ่งพัตเตอร์นิยามว่าคือ preserve หรือการรักษาสืบต่อเอกลักษณ์ดีงามของแบรนด์ลอดช่องวัดเจษ
“คำว่า preserve คือเรารักษามาตรฐานของแบรนด์ลอดช่องวัดเจษเอาไว้ นำการควบคุมคุณภาพที่ดีมาใช้กับสินค้า ให้คนรู้ว่ามากินที่ร้าน นอกจากได้บรรยากาศแล้ว ยังได้กิน ได้ดื่ม ได้ลองสินค้าดีด้วย”
ถามว่าควบคุมมาตรฐานเป๊ะขนาดไหน ก็ระดับที่ทุกครั้งก่อนร้าน Jade’s จะมีเมนูใหม่ ต้องผ่านด่านตรวจสุดหินจาก จุ๋ม–พิมพ์ภริดา ลัทธวัฒน์มงคล ผู้บริหารลอดช่องวัดเจษผู้เป็นแม่ของบูมอย่างเข้มข้น จนหลายครั้งเมนูหรือไอเดียที่คิดมาต้องนำไปปรับแก้หรือพักไว้ก่อนเพราะไม่ตรงกับเส้นคุณภาพที่แบรนด์หลักตั้งไว้
“คุณแม่เข้มงวดเรื่องความสม่ำเสมอและคุณภาพสินค้ามาก ถ้าวันไหนวัตถุดิบไม่ได้มาตรฐาน เขาก็จะไม่เอา ส่วนสินค้าใหม่ถ้าชิมก่อนจะขายแล้วรสชาติไม่ตรงตามมาตรฐานก็จะไม่ให้ขายเลย”
ที่ต้องละเอียดขนาดนี้ เพราะแม้จะเป็นเพื่อนของลูกแต่ก็เป็นร้านที่แบกรับชื่อเสียงและสินค้าของลอดช่องวัดเจษไว้ ดังนั้นทุกองค์ประกอบที่ Jade’s นำเสนอต่อผู้บริโภคก็ต้องดีพอไม่ให้กระทบกลับมาถึงแบรนด์หลัก
แม้การทำร้าน Jade’s จะเป็นงานใหญ่ ทั้งยังเป็นงานใหม่สำหรับพัตเตอร์ที่เพิ่งจับร้านนี้เป็นครั้งแรกหลังเรียนจบ ทำให้ต้องใส่ใจและใส่พลังกับทุกรายละเอียดมากขึ้น แต่ก็เพื่อส่งต่อความพิถีพิถันจากแบรนด์ลอดช่องวัดเจษ มาสู่ร้าน Jade’s และส่งต่อไปสู่ลูกค้าเป็นทอดไป
“สำหรับผม งานนี้เป็นความท้าทายที่ใหม่มาก เป็นการลงสนามธุรกิจจริงครั้งแรก หลังก่อนหน้านี้วางแผนแต่ในกระดาษมาตั้งแต่สมัยเรียน เราต้องเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่วิธีบริหาร ติดต่อคนกลาง การก่อสร้าง ตกแต่งภายใน เป็นความท้าทายที่ไม่เคยเจอ
สุดท้ายการบริหารแพสชั่นของเราก็สำคัญ การทำธุรกิจใหม่ทีแรกก็สนุก ผ่านไปก็เริ่มซ้ำ แต่ถึงซ้ำก็ไม่ใช่ว่าจะเลิกได้ นอกจากงานของเราแล้ว เราต้องไม่ลืมว่ากำลังแบกรับชื่อกับมาตรฐานของแบรนด์วัดเจษไว้ ดังนั้นก็ตั้งใจจะทำออกมาให้ดี” พัตเตอร์กล่าวทิ้งท้าย