โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

12 ปี สลายการชุมนุมเสื้อแดง กับการสร้างสภาวะลอยนวลพ้นผิดที่สมบูรณ์แบบโดยกฎหมาย

The Momentum

อัพเดต 13 พ.ค. 2567 เวลา 17.50 น. • เผยแพร่ 12 พ.ค. 2565 เวลา 12.30 น. • THE MOMENTUM

เดือนพฤษภาคมปี 2565 เป็นวาระสำคัญที่สังคมต้องเวียนกลับมาทบทวนเหตุการณ์ความเลวร้ายที่รัฐใช้กำลังปราบปรามสังหารประชาชนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม 2535 หรือเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองร่วมสมัยที่สุดอย่างเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ผ่าน ‘ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่’ ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553

ปัจจุบันแม้จะล่วงเลยมาเกินกว่า 1 ทศวรรษ แต่ก็ยังไม่ปรากฏความยุติธรรมใดๆ แก่เหยื่อและญาติของเหยื่อความรุนแรงในวันนั้น

คำถามสำคัญคือ กฎหมายและสถาบันกฎหมายที่เชื่อกันมาเสมอว่าจะเป็นบ่อเกิดของความยุติธรรม มีบทบาทอย่างไรบ้างในการแสวงหาความยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุการณ์ปี 2553 ที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการพัฒนาการเมืองและเพิ่มกลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐจำนวนมาก

บทความชิ้นนี้จะเป็นการสำรวจย้อนถึงบทบาทของรัฐไทยในการดำเนินกระบวนการยุติธรรมเพื่อเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องกับความรุนแรงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 พร้อมทั้งหาคำตอบว่า หากต้องการดำเนินคดีกับผู้มีส่วนก่อความรุนแรงต่อประชาชน ยังเหลือช่องทางใดอีกบ้าง

กลไกของรัฐกับการแสวงหาความอยุติธรรม มากกว่าความยุติธรรม

เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองทั้ง ‘14 ตุลาฯ 16’ ‘6 ตุลาฯ 19’ ‘พฤษภาฯ 35’ และ ‘เมษาฯ -พฤษภาฯ 53’ ทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกัน คือการที่ไม่มีผู้สั่งการคนใดต้องมีความรับผิดทางกฎหมายหรือถูกลงโทษ แต่การลอยนวลพ้นผิดในกรณีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงอาจแตกต่างไป เนื่องจากเป็นเหตุการณ์เดียวที่ไม่มีการตรากฎหมายนิรโทษกรรมมายกเว้นความผิดแก่ผู้ก่อความรุนแรง แม้จะมีความพยายามอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ถูกกระแสต่อต้านอย่างหนัก จนเป็นเหตุให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สมัยนั้น ต้องตัดสินใจยุบสภาฯ และเป็นเหตุให้ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมต้องเป็นอันตกไป

ปฏิบัติการกฎหมายที่เข้าไปจัดการกับความรุนแรง ไม่ได้มีลักษณะมุ่งดำเนินคดีลงโทษผู้กระทำการและค้นหาความจริงแต่อย่างใด แต่กลับเข้าข่ายเป็นการปกป้องความบริสุทธิ์ของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่า ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์การเมืองและกฎหมาย โดยอาศัยกลไกขององค์กรศาล และองค์กรอิสระที่ถือกำเนิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540

การรักษาความเป็นผู้บริสุทธิ์ในประวัติศาสตร์การเมือง

เริ่มต้นด้วยการตั้งคณะกรรมการแสวงหาความจริง (Truth Commission) โดยรัฐบาลที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง เพื่อจัดทำรายงานสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งเนื้อส่วนใหญ่ก็ชี้ไปในทางที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำตามกรอบของกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน และเน้นการสอบสวนการกระทำของชายชุดดำ พร้อมกับชี้มูลว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้เป็นการชุมนุมที่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ

เช่นเดียวกับการจัดทำรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ระบุเนื้อหาให้ความชอบธรรมกับปฏิบัติการทางกฎหมายต่างๆ ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์และ ศอฉ. ได้ดำเนินการไว้ก่อนหน้าที่จะนำกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมว่า ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน อยู่บนหลักความจำเป็น และเหมาะสมกับสถานการณ์ ณ ขณะนั้น เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือ “เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน”

รายงานทั้งสองฉบับเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยมอบสถานะแก่ผู้ก่อความรุนแรงให้กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ในเรื่องเล่าของประวัติศาสตร์และความทรงจำของผู้คน พร้อมทั้งส่งผลไปยังปฏิบัติการทางกฎหมายที่ตามมาหลังจากนั้นอย่างมีนัยสำคัญ

ความเป็นผู้บริสุทธิ์ในทางกฎหมาย

การจัดการความรุนแรงหลังเหตุการณ์ปราบคนเสื้อแดง นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ความรุนแรงทางการเมืองไทย ที่กลไกของรัฐสามารถดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับบัญชาในปฏิบัติการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, สุเทพ เทือกสุบรรณ (ผอ.ศอฉ.) และพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา (ผบ.ทบ. ในขณะนั้น) ถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาล

แรกเริ่ม ช่วงเดือนกรกฎาคม 2554 ถึงธันวาคม 2555 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้สืบสวนกรณีการสลายการชุมนุมครั้งนั้น และเป็นฝ่ายยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐระดับผู้บังคับบัญชาทั้งสามคนต่อศาลอาญา ในความผิดฐานพยายามฆ่าและร่วมกันฆ่าผู้อื่นด้วยการสั่งให้ใช้อาวุธและกระสุนปืนจริงเข้าสลายการชุมนุม แต่คดีความไม่มีความคืบหน้ามากนัก

จนมาถึงหลังการรัฐประหารเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามคน โดยให้เหตุผลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากการกระทำของจำเลยเป็นการใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ราชการ ไม่ใช่การกระทำผิดทางอาญาที่กระทำโดยส่วนตัวหรือนอกเหนือหน้าที่ราชการ และหาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ผู้เสียหายจะต้องยื่นคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีนี้แม้ว่าฝ่ายผู้เสียหายจะได้ยื่นอุทธรณ์ฎีกาไปแล้วก็ตาม ศาลฎีกายังคงพิพากษายืนให้ยกฟ้องด้วยเหตุผลเดียวกัน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2560

แม้ระหว่างนั้น ศาลอาญาจะออกคำสั่งการไต่สวนการตายของผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุม โดยยืนยันว่ากระสุนมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่หรือทหาร 18 ราย โดยเฉพาะในคดี 6 ศพ วัดปทุมฯ ซึ่งมีคำสั่งว่าเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารทั้งหมด แต่หลังจากรัฐประหารปี 2557 ขั้นตอนและกระบวนการไต่สวนการตายทั้งหมดต้องหยุดชะงักลงไป แม้จะเหลือรายชื่ออีกครึ่งร้อยที่ยังไม่มีคำสั่งไต่สวนการตายก็ตาม

ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบัน (พฤษภาคม 2565) กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของอภิสิทธิ์และสุเทพ เป็นโจทก์ฟ้อง ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมเจ้าหน้าที่คนอื่น 4 คน ในความผิดร่วมกันฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต จากการที่ได้สอบสวนและตั้งข้อหากับอภิสิทธิ์และสุเทพ ฐานสั่งฆ่าประชาชน ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และเจตนากลั่นแกล้งให้ทั้งสองต้องรับโทษ

เมื่อมาพิจารณาการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่ศาลชี้ว่าเป็นผู้มีอำนาจสอบสวนและชี้มูลความผิด ก็จะพบว่ากระบวนการยุติธรรมทั้งหมดต้องมาถึงทางตันโดยปริยายตั้งแต่ปลายปี 2558 จากการที่ ป.ป.ช. มีมติให้ข้อกล่าวหากรณีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพวก ใช้กำลังปราบปรามเข้าสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นอันตกไป โดยชี้ว่าการสลายการชุมนุมของรัฐบาลและ ศอฉ. เป็นไปตามหลักสากล และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง พร้อมเน้นย้ำว่า การชุมนุม “มิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ และมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม จึงมีเหตุจำเป็นที่ศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ต้องใช้มาตรการขอพื้นที่คืน เพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง”ซึ่งหากเหยื่อความรุนแรงหรือผู้เสียหายจะเอาผิดกับทหารที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตก็สามารถยื่นฟ้องเป็นรายคนไปได้

แม้ว่า จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง จะยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ขอให้หยิบยกสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง เรื่องการกล่าวหานายอภิสิทธิ์กับพวก ร่วมกันสั่งการในเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงขึ้นพิจารณาใหม่อีกครั้ง ก่อนที่ศาลอาญาจะมีคำพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุผลเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและการฟ้องคดีผิดอำนาจศาลเพียงไม่กี่วัน ป.ป.ช. ก็มีมติยกคำร้องดังกล่าวอีกครั้ง ด้วยเหตุผลว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใหม่

ระบบกฎหมายไทยกับการสร้างสภาวะการลอยนวล

การเผชิญหน้ากับกระบวนการทางกฎหมายที่นำพาความยุติธรรมมาอยู่ในสภาวะตีบตันทุกช่องทาง ย่อมสะท้อนว่าระบบกฎหมายไทยไม่ได้เป็นเครื่องมือในการสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้น ตรงกันข้าม กลับมีส่วนร่วมกับความรุนแรงอย่างแยบยล ด้วยการบิดเบือน รับรอง และให้ความชอบธรรมกับการกระทำความรุนแรง จนเป็นผลให้ผู้มีส่วนร่วมกับการล้อมปราบประชาชนและผู้สั่งการ รอดพ้นจากความรับผิดไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ รัฐไทยถือเป็นรัฐลอยนวล ที่จะต้องมีสภาวะการลอยนวลพ้นผิด เป็นสถาบันการเมืองหนึ่งที่ทำหน้าที่ยึดโยงอำนาจส่วนสำคัญต่างๆ เอาไว้ เพื่อให้ความเป็นรัฐไทยตามอุดมคติของชนชั้นนำยังดำรงอยู่ได้ต่อไป

คำถามต่อมาคือ ณ ตอนนี้ ยังเหลือช่องทางใดอีกหรือไม่ ที่จะช่วยให้กระบวนการยุติธรรมฟื้นฟูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเหยื่อและญาติผู้เสียชีวิตปรากฏขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้

เมื่อกลไกภายในประเทศถึงทางตัน กลไกระหว่างประเทศย่อมเป็นความหวังเดียว

การใช้สิทธิเรียกร้องความยุติธรรมผ่านกลไกภายในประเทศจนครบถ้วน แต่กลับไม่ได้รับการคุ้มครอง เยียวยา ถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่เข้าเงื่อนไขสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจโดยมิชอบและไร้ขอบเขตของรัฐ ให้สามารถอาศัยกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศได้ ถ้าหากพบว่าผู้มีอำนาจรัฐได้กระทำความผิดที่เข้าข่ายเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบโดยมีเป้าหมายโดยตรงต่อประชาชนพลเรือน กรณีนี้ก็จะอยู่ในเขตอำนาจศาลของศาลอาญาระหว่างประเทศทันที ซึ่งรัฐไทยได้ร่วมลงนามในธรรมนูญกรุงโรมสำหรับศาลอาญาระหว่างประเทศเมื่อเดือนตุลาคม 2553 แต่ยังไม่มีการให้สัตยาบัน

ธรรมนูญกรุงโรมของศาลอาญาระหว่างประเทศนิยาม ‘อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ’ ว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่น่ารังเกียจ อันเนื่องมาจากการทำร้ายอย่างรุนแรงต่ออัตลักษณ์ของมนุษย์ หรือการเหยียดหยามอย่างร้ายแรง หรือการลดความเป็นมนุษย์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล อาชญากรรมต่อมนุษยชาติมิใช่เหตุการณ์ที่โดดเดี่ยวหรือเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาล (ผู้ทำผิดไม่จำเป็นต้องระบุว่าตนเองเกี่ยวข้องกับนโยบายนี้อย่างไร) หรือการปฏิบัติอย่างป่าเถื่อนโหดร้ายที่รัฐบาลให้การยอมรับหรือไม่เอาผิดดำเนินคดีแก่ผู้ปฏิบัติ

สิ่งที่ต้องจับตาดูกันต่อไป คือกรณี ธิดา โตจิราการ ที่ขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2555 แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ แม้ล่วงเลยเวลามากว่า 10 ปี กลไกทางศาลอาญาระหว่างประเทศจึงเป็นความหวังอันริบหรี่หนึ่งเดียว ณ ขณะนี้ อีกทั้งผู้ดำเนินการอาจต้องแบกรับและใช้ต้นทุนจำนวนมาก ในการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดี

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ต้องหันมาให้ความสำคัญ ย่อมหนีไม่พ้นการทบทวนศึกษา นำเหตุการณ์อันเลวร้ายทางประวัติศาสตร์มาเป็นบทเรียน ปรับปรุงแก้ไข กระบวนการถ่วงดุลอำนาจและการตรวจสอบ ด้วยความหวังว่า ระบบกฎหมายและสถาบันกฎหมายจะมีความยึดโยงกับประชาชน ในแง่ของการเป็นเครื่องมือปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน แทนที่จะเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในการปกปิด กลบเกลื่อนการกระทำความผิดของตนเองและพรรคพวก

เอกสารอ้างอิง

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, รายงานผลการตรวจสอบเพื่อมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ระหว่างวันที่ 12 มีนาคม 2553 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553, (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, 2556)

คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ, รายงานฉบับสมบูรณ์คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) กรกฎาคม 2553 – กรกฎาคม 2555,(กรุงเทพฯ: คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ, 2555).

พวงทอง ภวัครพันธุ์. ใบอนุญาตให้ลอยนวลพ้นผิด : องค์กรอิสระในกรณีการสลายการชุมนุมปี 2553, ฟ้าเดียวกัน, 14(2), หน้า 143 – 144.

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, ใครจะโดนข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติก่อนกัน : ทักษิณหรืออภิสิทธิ์, 3 สิงหาคม 2555, ผู้จัดการออนไลน์,https://mgronline.com/daily/detail/9550000095484(สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2565)

ภาสกร ญี่นาง, กระบวนการอยุติธรรมไทย: การลอยนวลพ้นผิดโดยกฎหมายของ “เจ้าหน้าที่รัฐ” กรณีสลายการชุมนุมปี 53, 19 พฤษภาคม 2564, ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, https://tlhr2014.com/archives/29820(สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2565)

วอยซ์ทีวี, ICC สนใจคดีสลายการชุมนุม 91 ศพ, 6 กรกฎาคม 2555,https://www.voicetv.co.th/read/43903(สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2565)

สรวุฒิ วงศ์ศรานนท์, รวมทุกความตีบตัน: 10 ปีคดีคนตายจากการสลายชุมนุมปี 53 ไปถึงไหน, 30 พฤศจิกายน 2563, ประชาไท,https://prachatai.com/journal/2020/11/90617(สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2565)

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ, 10 ปีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง : มองเมษา-พฤษภา 53 ผ่านวาทกรรม “จำไม่ลง”, สำนักข่าวบีบีซีไทย, 11 พฤษภาคม 2563.https://www.bbc.com/thai/thailand-52614304(สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2565)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...