10 เหตุผลที่ทำให้คนลาออกในปีที่ผ่านมา | ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ - Exclusive Writer
McKinsey & Company ทำการวิจัย The Great Attrition, The Great Attention โดยสำรวจพนักงานที่ลาออกจากงานในช่วงเมษายน 2021 - เมษายน 2022 หัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจมาก ๆ คือ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขาลาออกจากงาน
1. ไม่มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
โควิด-19 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่พนักงานเจอโจทย์การทำงานที่ท้าทาย และต้องแสดงฝีมือกันเต็มที่ แต่ถ้าทำงานไปแล้วไม่มีความก้าวหน้า เช่น มีผลงานแต่ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง หรือไม่ได้เรียนรู้เพิ่มเติม ไม่มีการส่งเสริมให้พนักงานได้ทำอะไรใหม่ ๆ ที่จะช่วยพัฒนาทักษะ พนักงานก็จะรู้สึกว่าเอาพลังไปทำงานที่อื่นที่ทำแล้วเติบโตน่าจะดีกว่า
2. ไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม
สืบเนื่องจากข้อแรกที่พอไม่มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็เลยไม่มีการปรับเงินเดือนตามไปด้วย ไปจนถึงด้วยสถานการณ์ต่าง ๆ ทำให้พนักงานทำงานหนักมากกว่าเดิม และเริ่มกลับมาตั้งคำถามว่า ได้ค่าตอบแทนที่คุ้มกับการทำงานหนักขนาดนี้หรือเปล่า
3. หัวหน้าไม่มีความห่วงใย และไม่สร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน
หัวหน้าคือคนที่เราได้สัมผัสใกล้ชิดโดยตรงจากการทำงาน อยากตื่นไปทำงานหรือไม่อยากตื่นก็เพราะหัวหน้าด้วยส่วนหนึ่ง รวมทั้งหัวหน้ายังเป็นคนหล่อหลอมเราให้เป็นหัวหน้าคนต่อไป หัวหน้าที่เป็นตัวอย่างที่ดีจะทำให้เราได้เรียนรู้วิธีการเป็นหัวหน้า และทำให้เรามีแรงจูงใจในการทำงาน แต่ถ้าทำงานแล้วเจอหัวหน้าที่เป็นตัวอย่างของหัวหน้าที่ไม่ดี เราก็คงไม่อยากถูกหล่อหลอมให้กลายเป็นหัวหน้าที่ไม่ดีคนต่อไป มีหัวหน้าไม่ดีแค่คนเดียวก็เป็นความสูญเสียขององค์กรมากแล้ว
4. งานที่ทำอยู่เป็นงานที่ไม่มีความหมาย
พอไม่รู้สึกว่างานที่ทำอยู่มีเป้าหมายหรือมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครบางคน แรงจูงใจที่อยากจะทำงานก็จะต่ำไปด้วย เพราะเขารู้สึกว่างานที่ทำไม่มีค่า ไม่มีประโยชน์ เขาก็จะทำงานแค่ให้เสร็จ ๆ ไป แต่ไม่ได้ละเอียดประณีตกับงาน ไม่ได้ใส่หัวใจลงในงาน พอทำงานแบบไม่ได้เอาหัวใจไปใส่นาน ๆ ก็จะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าไปด้วย ดังนั้น องค์กรเองก็ต้องออกแบบงานหรือสร้างความหมายให้กับงานที่ทำอยู่และถ่ายทอดให้พนักงานได้เข้าใจเช่นกัน
5. แบกความคาดหวังเรื่องงานที่ไม่สมเหตุสมผล
เวลามอบหมายงานหรือตั้ง KPI กับพนักงานนั้น หัวหน้าได้ให้ KPI ที่เหมาะสมกับพนักงานหรือเปล่า อารมณ์เดียวกับอยากได้งานแบบโอลิมปิก แต่ให้งบมาทำงานแบบกีฬาสีโรงเรียน และคาดหวังว่าจะต้องได้งานแบบโอลิมปิกอยู่นั่นแหละ หรือหัวหน้าคาดหวังผลอย่างเดียว แต่ไม่มีการช่วยเหลือใด ๆ ที่จะเอื้อให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พนักงานก็คงไม่อยากจะทำงาน
6. เพื่อนร่วมงานไว้ใจไม่ได้และไม่ช่วยเหลือกัน
เพื่อนร่วมงานเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราทำงานแล้วมีความสุข การได้อยู่ในทีมที่ดี เข้าใจกัน ช่วยเหลือกัน ฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน ทำให้เราอยากมาทำงาน ตรงกันข้าม ถ้าอยู่ในสังคมการทำงานที่ไว้ใจใครไม่ได้ แทงหลังกันตลอดเวลา ต่างคนต่างเอาตัวรอด ก็คงไม่มีใครอยากอยู่ เป็นแบบนี้เป็นใครก็ต้องหนีไป
7. ไม่มีความยืดหยุ่นในการทำงาน
การทำงานแบบยืดหยุ่นที่พนักงานสามารถออกแบบการใช้ชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวได้เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกงานยุคนี้ ถ้าต้องเข้าออฟฟิศตลอดตอกบัตร 5 วันคงไม่เข้ากับพฤติกรรมของคนในยุคนี้ แต่ถ้าทำงานแบบ Hybrid Working มีทั้งเข้าออฟฟิศและทำงานที่ไหนก็ได้ พนักงานก็จะรู้สึกว่าเขามีอิสระในการทำงานขึ้นมาหน่อย ลดการเดินทางได้ด้วย
8. ไม่มีการสนับสนุนด้านสุขภาพ
พนักงานมีความกังวลเรื่องโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต องค์กรที่ให้พนักงานทำงานหนักจนมีปัญหาสุขภาพคงไม่ใช่องค์กรแบบที่พนักงานอยากทำงานด้วย แทนที่จะไปรอจ่ายค่าประกันรักษาพยาบาลพนักงาน ถ้าเปลี่ยนเป็นทำอย่างไรให้พนักงานสุขภาพแข็งแรง และให้พนักงานที่มีสุขภาพแข็งแรงมาทำงานดี ๆ ออกมาน่าจะดีกว่า เช่น การดูแลสวัสดิการ การออกแบบงานไม่ให้โหลดเกินไป
9. ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม
ยุคนี้ความหลากหลายเป็นเรื่องสำคัญ องค์กรที่ไม่เคารพความแตกต่าง และมีอคติ เหยียดเพศ เหยียดชาติพันธุ์ เหยียดความแตกต่างทางความคิด ฯลฯ จะกลายเป็นองค์กรที่มีใครอยากอยู่ด้วยเลย
10. ปัญหาเรื่องการเดินทาง
เรื่องนี้หลายคนคงรู้สึกเหมือนกันว่า เหมือนเราใช้ชีวิตทำงานเพื่อหาเงินมาเติมน้ำมัน แล้วเติมน้ำมันไปทำงานหาเงินมาเติมน้ำมันอีกที การเดินทางในยุคนี้กลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ โดยเฉพาะในสังคมที่ไม่มีรัฐสวัสดิการ หรือไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของคน ซึ่งส่วนนี้การทำงานแบบ Hybrid Working ก็อาจจะช่วยรักษาพนักงานไว้ได้ เพราะไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง