โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชีวิตเราแย่หรือแค่เสพโซเชียลเยอะไป? เมื่อการเห็นชีวิตคนอื่นมากเกิน ทำให้เราพอใจชีวิตน้อยลง

Mission To The Moon

อัพเดต 21 ก.ค. 2566 เวลา 06.51 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2566 เวลา 12.00 น. • Mission To The Moon Media

เสียงที่ทำให้เรารู้สึกแย่ที่สุด คือเสียงจากภายในหัวของเรา
.
“ว้าว เพื่อนเราได้เลื่อนตำแหน่งอีกแล้ว”
“โอโห คนนี้ได้ไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยจัง”
“เพื่อนซื้อบ้านได้แล้ว แต่เรายังต้องเช่าห้องอยู่เลย”
“ทำไมชีวิตของพวกเขาดีจังเลยนะ?”
.
ถ้าทุกครั้งที่กำลังไถโทรศัพท์มือถือฆ่าเวลา มีเสียงดังเหล่านี้ก้องอยู่ในหัวตลอด เราเคยหันกลับมาสังเกตความรู้สึกหรืออารมณ์ของตัวเองบ้างหรือเปล่าว่ากำลังคิดไปในทิศทางไหน?
.
กดสตอรีเจอรูปภาพเพื่อนแต่งตัวดี ใส่เสื้อผ้าราคาแพง ถ่ายรูปตอนไปเที่ยวในสถานที่สวยๆ ความรู้สึกแรกอาจเป็น “ดีใจกับเพื่อนจังที่เพื่อนมีแต่เรื่องดีๆ ในชีวิต” แต่พอเราเผลอเท่านั้น สมองนิสัยไม่ดีก็จะวกความคิดกลับมาที่ตัวเราว่า “แล้วตอนนี้เรามีอะไรดีบ้าง?”
.
ในพอดแคสต์ Mission To The Moon EP.1879 เรื่อง “วิกฤตของเหล่าคนติดมือถือ” ได้พูดถึงประเด็นเรื่อง “การติดโทรศัพท์กับการมี Self-Esteem ที่น้อยลง” โดยอ้างอิงจากผลการสำรวจในหนังสือ Smartphone Brain ว่า คนที่ยิ่งเล่นโซเชียลมีเดีย จะยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยว แม้เราจะมีเพื่อนในเฟซบุ๊กมากมายหรือสร้างคอนเนกชันกับคนนับพัน แต่เราก็จะยังรู้สึกมีความสุขน้อยกว่าคนที่ได้พบปะพูดคุยกับคนในชีวิตจริง
.
.
หนึ่งวันเราอยู่กับผู้คนในโซเชียลมีเดียนานขนาดไหน?
.
Ted Talk ของ อดัม อัลเทอร์ (Adam Alter) เมื่อปี 2017 ได้กล่าวถึง การใช้เวลาในหนึ่งวันของคนเรา โดยอธิบายว่า ใน 24 ชั่วโมงของเรานั้นแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ
.
1. “นอน” ประมาณ 8 ชั่วโมง
2. “ทำงาน” ประมาณ 8 ชั่วโมง
3. “กิจวัตรประจำวัน เช่น กินข้าว อาบน้ำ ดูแลลูก” นับรวมประมาณ 3 ชั่วโมง
4. “เวลาส่วนตัว” คือเวลาที่เหลือจากนั้นประมาณ 5 ชั่วโมง
.
โดย “เวลาส่วนตัว”นี้อาจใช้กับงานอดิเรก การพักผ่อน การพัฒนาความสัมพันธ์กับคนรักและการตกผลึกเพื่อพัฒนาตนเอง แต่สถิติของปี 2017 อดัมกลับพบว่าคนเรามักใช้เวลาเกือบทั้งหมด 5 ชั่วโมงนั้นไปกับ “หน้าจอมือถือ”
.
ปัจจุบันผ่านมาเกือบ 5 ปี ในการสำรวจสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกปี 2023 จาก Datareportal ได้สำรวจผู้ใช้งานที่มีช่วงอายุ 16-64 ปี พบว่า ระยะเวลาเฉลี่ยที่คนทั่วโลกใช้งานอินเทอร์เน็ตในหนึ่งวันสูงถึง 6 ชั่วโมง 37 นาที และ“การเล่นโซเชียลมีเดีย” คิดเป็น 38% ของการใช้งานทั้งหมดหรือคิดเป็นประมาณ 2 ชั่วโมง 31 นาที
.
รายงานนี้ยังทำการสำรวจการใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยของเราด้วย พบว่า เวลาทั้งหมดที่คนไทยใช้ในอินเทอร์เน็ตคือ 8 ชั่วโมง 6 นาที และใน 33.7% (ประมาณ 2 ชั่วโมง 42 นาที) ของเวลานั้นคนไทยใช้ในการเล่นโซเชียลมีเดีย
.
ทำไมเราถึงรู้สึกโดดเดี่ยวจากการเล่นโซเชียลมีเดีย?
.
“โซเชียลควรเป็นสิ่งที่เชื่อมทุกคนเข้าด้วยกันไม่ใช่หรือ? ” คำตอบของคำถามนี้คือ “ใช่” เทคโนโลยีในปัจจุบันก้าวหน้าขนาดที่สามารถทำให้คนที่อยู่คนละซีกโลกสามารถคุยและเห็นหน้ากันได้ แต่เพราะการที่เราสามารถเห็นคนเป็น “ล้านคน” ในหนึ่งวัน และสามารถเห็นชีวิตประจำวันของกลุ่มคนจากหลากหลายฐานะ หลากหลายอาชีพ และหลากหลายเชื้อชาติ จนทำให้เราเกิดการ “เปรียบเทียบ” ตัวเองกับคนอื่น เชื่อว่าหลายคนคงมีความรู้สึกเช่นนี้
.
มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องการสังคม กล่าวคือ นับแต่โบราณธรรมชาติสร้างพวกเรามาให้ต้องอยู่ร่วมกันเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าเราไม่สามารถอยู่กับเผ่าได้ เราอาจมีโอกาสที่จะรอดชีวิตคนเดียวน้อยมาก การสร้างสถานภาพทางสังคมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ในหนังสือ Smartphone Brain จึงเชื่อมโยงเรื่องสถานภาพทางสังคมกับ “ฮอร์โมนเซโรโทนิน”
.
โดยกล่าวถึง สมองของลิงจ่าฝูงที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้นำจะมีเซโรโทนินสูง แต่หากมันถูกลดลำดับขั้น ระดับเซโรโทนินจะดิ่งลงในทันที เพราะฮอร์โมนเซโรโทนินแปรผันตามความเข้าใจถึง “สถานภาพ” ตัวเองในสังคม คนที่รู้สึกเป็นผู้ชนะจะมีเซโรโทนินสูงกว่าคนที่แพ้ และตอนที่คนกำลังรู้สึก “พ่ายแพ้” สมองก็จะหลั่งเซโรโทนิน “น้อยลง”
.
ทำให้ในที่นี้ความรู้สึก “พ่ายแพ้” นั้นจะเกิดขึ้นตอนที่เราเห็นคนในโซเชียลมีเดียมี “ชีวิตที่ดีกว่าเรา” ตัวอย่างเหตุการณ์อื่นที่อาจทำให้เราเกิดความรู้สึกใกล้เคียงกันนี้ เช่น ตอนที่ถูกบอกเลิกจากคนรัก ตอนที่เราได้รับคำปฏิเสธ ตอนที่เราได้รับคำตำหนิจากคนที่เรานับถือ หรือตอนที่เราโดนไล่ออก
.
แม้เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวกำหนดหรือตัดสินว่าเราเป็น “ผู้แพ้” โดยตรง แต่เมื่อเราเจอสถานการณ์เหล่านั้น เป็นเราเองที่อาจจะทำการตีความว่าเรากำลัง “พ่ายแพ้” โดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อเราเห็นว่าตนเอง “ไม่เป็นที่ต้องการในสังคม” ฮอร์โมนเซโรโทนินจะลดลงในทันที ทำให้คนเราเกิดความรู้สึกซึมเศร้า โดดเดี่ยว มองโลกในแง่ร้าย และทำให้เรามีความสุขในชีวิตน้อยลง
.
.
เราจะฟื้นความสุขและความพอใจในชีวิตได้อย่างไร?
.
1. กลับมาสู่ Analog บ้าง
เหตุผลไม่ใช่เพียงเพื่อลดเวลาที่เราอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ แต่เพื่อให้ได้เราหันมามองเห็นและสัมผัสความสุขในชีวิตผ่านสองมือและผ่านเลนส์ดวงตาของเราเอง
.
ในเวลาที่เรากำลังอยู่กับคนสำคัญ ลองวางโทรศัพท์ในมือลงและเงยหน้าขึ้นพูดคุยกับเขา ลองยิ้มบนริมฝีปากให้แทนการส่งสติกเกอร์ หัวเราะหรือร้องไห้ไปพร้อมกับคำพูดของเขาที่ไม่ใช่ตัวอักษร ในเวลาที่คุณไปเที่ยวทะเล ลองเก็บโทรศัพท์มือถือให้ห่างตัว ถ่ายภาพวิวสวยๆ ด้วยดวงตาไม่ใช่เลนส์กล้อง เดินย่ำเท้าบนหาดทราย ให้ตัวเรากระทบกับแสงแดดและน้ำทะเล
.
คุณจะพบว่าประสบการณ์ที่ได้ยินกับหู มองเห็นด้วยตา สัมผัสด้วยร่างกาย จะเป็นความทรงจำที่ฝังลึกในใจ ขนาดที่ต่อให้อีก 10 ปีผ่านไปคุณก็ไม่อาจลืมมันได้ลง
.
2. ฝึกขอบคุณแม้แต่สิ่งเล็กๆ ในชีวิต
เราอาจหลงลืมไปว่าชีวิตของเราก็มีสิ่งมากมายที่น่ายินดีเช่นกัน คนอื่นอาจมีบ้านหลังใหญ่ราคาแพง แต่เราก็มีครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียว คนอื่นอาจได้กินมื้อหรูในร้านอาหารดีๆ แต่เราก็มีมื้ออาหารประจำบ้านที่คุณแม่ชอบทำให้ทานเหมือนกัน
.
ถ้าเราวางโทรศัพท์ในมือลง เราจะเริ่มมองเห็นสิ่งเล็กๆ ที่น่าขอบคุณในชีวิต
.
3. ฝึกมี Empathy ให้กับตนเอง
เรามักพยายามทำความเข้าใจคนอื่น แต่เรากลับลืมที่จะเข้าอกเข้าใจตนเอง คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตที่เราเห็นในโซเชียล เราเข้าใจว่าเขามีความพยายาม แต่เรากลับลืมไปว่าเราเองก็มีความพยายามในทุกๆ วันเหมือนกัน
.
ผลลัพธ์อะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของตัวเราในอดีต ตัวเราในตอนนั้นได้ทำเต็มที่เท่าที่เราจะทำได้แล้ว ดังนั้นขอให้เข้าใจตัวเราในอดีตและในปัจจุบันนี้ให้มากๆ
.
4. แยกสิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้
ในชีวิตของคนเรามีสิ่งที่สามารถควบคุมได้และควบคุมไม่ได้เสมอ สิ่งที่ควบคุมไม่ได้บางครั้งเข้ามาหาเราพร้อมกับผลกระทบร้ายแรงในชีวิต วันที่เรากำลังไปสมัครงานฝนอาจเทลงมานาน 4 ชั่วโมง จนเราเดินทางไม่ทัน วันที่เราตั้งใจจะไปหาคนที่เรารัก กลับได้ข้อความขอจบความสัมพันธ์
.
ในหนังสือเมื่อโลกเสียงดังเกินไป (Calm in the Chaos) กล่าวถึงปรัชญาสโตอิกที่จะบอกเราว่า เราอาจไม่สามารถเลือกเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตเราได้อย่างใจ แต่เราสามารถเลือกมุมมองของเราที่มีต่อเหตุการณ์เหล่านั้นได้
.
ในวันที่เราประสบกับความล้มเหลวหรือเจอเรื่องที่ทำให้ผิดหวัง ให้เราลองแยกแยะสาเหตุของปัญหานั้นออกมา การที่คนรักของเราไม่ได้รักเราแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้หรือเปล่า? การที่ฝนตกลงมากะทันหัน เป็นสิ่งที่เราสามารถกำหนดไม่ให้เกิดขึ้นได้หรือไม่?
.
หากเราพิจารณาเจอสาเหตุที่พอจะแก้ไขและพัฒนาได้ ให้ลงมือแก้ไขอย่างมีสติโดยไม่โทษตนเอง แต่ถ้าเราพบสาเหตุที่เกินการควบคุมของเรา นั่นก็เป็นเรื่องที่เราทำได้เพียงหาทาง “รับมือ” หลังปัญหานั้นเกิดขึ้น เพราะเราควบคุมไม่ให้ปัญหานั้นเกิดไม่ได้จริงๆ
.
5. รู้ทันเสียงดังที่ก้องในหัวเรา
“สิ่งที่ผมรู้ได้อย่างแน่ชัดคือ เสียงในหัวหรือความคิดของเรามันไม่ใช่ตัวเรา” คือคำกล่าวของคุณรวิศในหนังสือเมื่อโลกเสียงดังเกินไป
.
ในวันที่เรากำลังเปรียบเทียบเรากับคนอื่น หรือในวันที่เรากำลังมุ่งมั่นตั้งใจ เราอาจพบว่าเสียงในหัวกลับพูดว่าเราด้อยกว่าคนอื่น มันอาจบอกให้เรายอมแพ้ หรืออาจบอกว่าเราทำไม่ได้ แต่เมื่อเราผ่านมาประสบการณ์นั้นในชีวิตได้ (ซึ่งตรงข้ามกับเสียงในหัวเคยว่าไว้) เราจะรู้ว่าสิ่งที่พูดกับเรา “ไม่ใช่ตัวเรา” แต่เป็น “ความกลัว” ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวเรามาตลอด และจะออกมาหาเราเมื่อเราอ่อนแอ
.
.
เราในทุกวันนี้เจอเสียงที่มากมายเหลือเกิน เสียงแจ้งเตือนโพสต์ใหม่ของคนดัง เสียงแจ้งเตือนอีเมลเรื่องงาน เสียงแช็ตไลน์ เสียงคอมเมนต์ของคนอื่นที่วิพากษ์วิจารณ์ตัวเรา และยิ่งเรามองดูชีวิตของคนอื่นมากเท่าไหร่ เสียงที่ดังมากที่สุดก็คือเสียงสบประมาทตัวเอง “ในหัวของเรา”
.
โซเชียลมีเดียมีแต่การสร้างภาพจำและบรรทัดฐานของการประสบความสำเร็จ ทว่าในชีวิตจริงของคนเรา ไม่ว่าคนรวยหรือคนจน หัวหน้าหรือลูกน้อง ดาราหรือคนธรรมดา เพื่อนหรือตัวเราเองก็ตาม “ไม่มีใคร” ที่ไม่เคยเจอกับความล้มเหลวและความผิดหวัง ยังมีข้อเท็จจริงอีกมากมายที่เสียงในหัวของเรา “ไม่รู้” แต่ “ตัวเรารู้”
.
เสียงที่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรามากที่สุดคือ เสียงที่มาจาก “ตัวตนที่แท้จริง” ของเราเอง ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าเราจะสามารถสร้างตัวตนที่มั่นคงและสงบนิ่ง เพียงพอที่จะรับมือกับเสียงรบกวนจากภายนอกและจากภายในตัวเราได้มากขนาดไหน
.
ค้นพบความสงบและความหวังในโลกที่มีเสียงวุ่นวายนี้ได้ในหนังสือ “เมื่อโลกเสียงดังเกินไป (Calm in the Chaos)” โดยรวิศ หาญอุตสาหะ สั่งซื้อได้แล้ววันนี้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ (Kinokuniya, B2S และนายอินทร์) หรือผ่านช่องทางออนไลน์
[ ] LINE SHOPPING : https://shop.line.me/@missiontothemoon
[ ] Shopee : https://shope.ee/9eovnwIQUa
[ ] Lazada : https://s.lazada.co.th/l.XyN0
.
.
อ้างอิง
- DIGITAL 2023 DEEP-DIVE: HOW MUCH TIME DO WE SPEND ON SOCIAL MEDIA?: Simon Kemp - https://bit.ly/3pzZRcn
- Why our screens make us less happy : Adam Alter - https://bit.ly/3D7VXul
- วิกฤตของเหล่าคนติดมือถือ สรุปหนังสือ Smartphone Brain | Mission To The Moon EP.1879
: รวิศ หาญอุสาหะ - https://bit.ly/3pAfSPw
- หนังสือ เมื่อโลกเสียงดังเกินไป (Calm in the Chaos): รวิศ หาญอุสาหะ
.
.
#worklife
#smartphoneaddict
#selfesteem
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...